เวลาบ่ายสอง...คาบอิสระ
ผมไปหยิบหนังสือนิทานเก่าๆขึ้นมาเล่มหนึ่งเดินไปหาไฮเดลริคที่กำลังเหม่อมองนอกหน้าต่าง
“มาอ่านนิทานด้วยกันกับผมไหม”ผมเอ่ยถาม
ไฮเดลริคหันมามอง
ผมชูหนังสือนิทานภาพให้ดู
“อือ” เค้าพยักหน้าตอบ
...เราทั้งสองไปนั่งอ่านตรงมุมห้องที่ๆแสงจากหน้าต่างส่องสว่างทั่วถึง
แน่นอนว่าผมเป็คนอ่านให้ฟังเพราะผมน่าจะเป็คนเดียวที่อ่านหนังสือออกในบรรดาเด็กทุกคน
นิทานเป็เื่เกี่ยวกับเ้าชายและแฟรี่...
คร่าวๆก็คือ
เ้าชายรูปงามองค์หนึ่ง้าอภิเษกสมรสกับเ้าหญิงเพื่อความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรจึงต้องไปทำภารกิจปราบจอมมารตามเงื่อนไขที่ทางอาณาจักรเ้าหญิงเสนอ
ระหว่างทางก็พบกับแฟรี่ตนหนึ่งกลายเป็เพื่อนกัน เดินทางร่วมกัน จนร่วมแรงร่วมใจกันปราบจอมมารลงได้
เ้าชายได้อภิเษกสมรสตามปรารถนาแต่เ้าหญิงก็โดนคำสาปที่จะทำให้ตายในไม่ช้า
แฟรี่อาสาถอนคำสาปให้โดยแลกกับชีวิตตนเอง...และสารภาพรักกับเ้าชาย
คำสาปถูกถอน
บ้านเมืองรุ่งโรจน์
แต่เ้าชายที่เข้าใจถึงความรู้สึกของตนเองก็อ้อนวอนเหล่าเทพให้คืนชีพแฟรี่ที่ตนรักกลับคืนมา
และเทพก็บันดาลให้
แฟรี่คืนชีพ
เ้าชายจึงสละราชสมบัติทุกอย่างและออกไปอยู่กับแฟรี่กันฉันท์คู่รักสองคน...จบบริบูรณ์
ระหว่างเล่านิทานผมก็พยายามชวนให้ไฮเดลริคพูด ด้วยการถามคำถามที่ไฮเดลริคไม่ต้องตอบยาวมาก เช่นเ้าชายชื่ออะไรนะ ผู้หญิงตัวเล็กมีปีกเรียกว่าอะไรบางครั้งก็ลองให้เ้าตัวอ่านตามบ้างพูดตามบ้าง...ทั้งหมดนี้เป็การเสริมสร้างความมั่นใจให้เ้าตัว
...แล้วไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่เหล่าเด็กผู้หญิงมารายล้อมเราสองคน พวกเธอคะยั้นคะยอให้ผมอ่านให้ฟังอีก
…อ่านอีกรอบบ้าง
“ได้เลยครับแองจี้”
...อ่านเื่ใหม่บ้าง
“เื่อะไรครับ เจนนี่”
...อ่านเื่นี้...เื่โปรดให้ฟังหน่อย
“พอลล่าชอบเื่นี้มากสินะครับ”
...คำนี้แปลว่าอะไรเหรอ
“คำนี้แปลว่า ‘หัวใจ’ ครับ คลาร่า”
...เื่นี้คือเื่อะไรเหรอ
“เื่นี้คือ ‘เ้าชายซิกมันด์’ ครับ มาร์ธา”
ทุกคนตาเป็ประกายทำหน้าตาชื่นชมกันยกใหญ่
…ส่วนบริเวณที่ห่างออกไป
เหล่าเด็กชาย...ก็มองมาทางพวกผมแบบเงียบๆ
เวลาบ่ายสาม...เวลาเลิกเรียน
พวกเรานั่งรถม้ารับส่งของโรงเรียนมายังจัตุรัสกลางเมืองเป็เวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน
“...โยฮันจ้ะ”
ผมหันไปทางเ้าของเสียง
คนๆนั้นเป็สาวงาม อายุ 20 ต้นๆผมสีเงินยาวสลวย ตาสีทอง ผิวขาวใสราวหิมะ ริมฝีปากอวบอิ่มทั้งส่วนสูงและทรวดทรงองค์เอวได้รูปราวกับนางแบบ แต่งตัวในชุดเดรสผ้าไหมสีขาวเธอมองมาทางผมด้วยสายตาอ่อนโยน
เธอชื่อ แมรีแอนนา คาร์ริส ไลท์แมน
แม่ของผมในโลกนี้
“คุณแม่ครับ!” ผมขานตอบและเดินเข้าไปหา
ข้างแม่มีผู้หญิงอายุอ่อนกว่าแม่เล็กน้อยยืนสงบเสงี่ยมอยู่
ผมสีชมพูอ่อน สั้นเสมอบ่าปลายผมม้วนขึ้น ตาสีชมพู ใส่แว่นกรอบกลม ผิวขาวอมชมพู ใส่ชุดเมดแบบวิคตอเรีย
เธอชื่อว่า เฟรอร์ แอกเนลล์
เป็เมดรับใช้ประจำครอบครัวเรา
“กลับกันเถอะจ้ะ” คุณแม่เอ่ย
ผมกับแม่จึงเดินจูงมือกันกลับบ้านผ่านตัวเมือง...เฟรอร์เดินตามมาด้านหลัง
“...นี่เฟรอร์อาหารเย็นเป็อะไรเหรอ” ผมหันหลังไปถามคุณเมด
“ลือเตอฟิสก์ค่ะ”
เป็อาหารคล้ายวุ้นปลาทำจากปลาเนื้อขาว เช่น ปลาค็อด
“อีกแล้วเหรอ” ผมกล่าว
“คุณท่านขอมาค่ะ”
...
บ้านของครอบครัวเราอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง
เป็บ้านไม้หลังใหญ่ 2 ชั้นสไตล์นอร์วีเจียน ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า ด้านหลังเป็ป่าสนไซเปรซ
...ทันทีที่เข้ามาในบ้านที่ไร้แสง คุณแม่ก็โบกมือขวากวาดไปรอบบ้านพลางกล่าวว่า
“ไฟเอ๋ย...จงมอบแสงสว่างอันโชติ่แก่ข้า...”
และบรรดาเทียนบนเชิงเทียนตะเกียงน้ำมันทั้งบ้าน แม้แต่กองฟืนในเตาผิง ก็ติดไฟขึ้นมาในบัดดลมอบแสงสว่างแก่ตัวบ้าน
สิ่งที่แม่เพิ่งทำไปการจุดไฟโดยไม่ใช้ไฟแช็กหรือไม้ขีด เพียงแค่ท่องคาถา
เรียกว่า การใช้เวทมนตร์
ในโลกนี้ นอกจากพลังพิเศษอย่างสกิลและทาเลนท์แล้วยังมีพลังเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า ‘เวทมนตร์’ อยู่อีก
เคยขอให้แม่สอนให้แล้วแต่แม่บอกว่ามันไม่ใช่ศาสตร์ที่สอนกันได้ง่ายๆ หรือแค่อ่านจากตำราอย่างเดียวก็ทำไม่ได้จำเป็ต้องให้นักเวทผู้ชำนาญมาสอน ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอันตราย...และในจักรวรรดิจะมีสอนเวทในระดับชั้นประถมศึกษา หรือก็คือเมื่อผมอายุ 6 ขวบ ซึ่งก็คืออีก 1 ปีก็จะได้เรียนการใช้เวทมนตร์
เวทมนตร์เป็ศาสตร์ที่มีให้เห็นในชีวิตประจำวัน
นอกจากแม่แล้ว คนอื่นๆก็ยังใช้ได้ไม่ว่าจะเป็ คุณพ่อ เฟรอร์ แม่ค้าขายปลา พ่อค้าขายขนม เ้าของร้านตัดเสื้อร้านขายเนื้อ ร้านขายเครื่องเทศ แทบจะทุกคนในเมืองต่างก็ใช้เวทได้...แต่ส่วนมากแล้วจะเป็เวทที่ดูเรียบง่าย
ตัวอย่างเช่น...การจุดไฟ
สร้างลูกบอลแสงให้ความสว่างในห้อง
แช่แข็งอาหารในตู้แช่วัตถุดิบ
แช่แข็งปลาให้ยังสดในตลาด
เสกน้ำไว้ใช้ดื่ม
เรียกลมทำให้ผ้าแห้งไวขึ้น
เพิ่มกำลังแขนทำให้ตัดฟืนได้ง่ายหรือแม้แต่ถือวัตถุดิบอาหารจากตลาดที่เยอะซะจนไม่มีทางถือไหวด้วยสองมือของแม่..ก็ทำให้ถือไหวได้สบาย
“คุณพ่อยังไม่กลับมาอีกเหรอ”ผมถามแม่
“น่าจะกลับมาตอนมื้อเย็นเสร็จพอดีแหละจ้ะ”คุณแม่ตอบ
เฟรอร์แยกไปเตรียมอาหารเย็น
ผมที่ไม่มีอะไรทำจึงเดินไปดูเฟรอร์ทำอาหารในครัว
อาจจะเรียกว่าเป็นิสัยติดตัวของชาติก่อนก็ได้เนื่องจากผมมีหนึ่งในงานอดิเรกเป็การทำอาหาร..แต่น่าเสียดาย ที่ร่างกายตอนนี้ยังไม่เหมาะสำหรับทำอาหารแรงในการหั่นปลายังไม่พอเลย รออีกซัก 3 ถึง 4 ปี ก็น่าจะพร้อมแล้ว
สำหรับครอบครัวเราคนทำอาหารคือเฟรอร์
เคยลองชิมอาหารฝีมือแม่แล้วไม่แย่..แต่ก็ไม่ดีเท่าที่ควร โดยรวมแล้ว ให้เฟรอร์ทำอาหารจะดีกว่า
“นายน้อย จะรับของว่างไหมคะ”เหมือนเฟรอร์จะสังเกตเห็นผม จึงหันมาถาม
“ขอชาด้วยนะครับ” ผมตอบรับข้อเสนอ
เฟรอร์นั้นเป็เมดที่มีความสามารถ
สามารถจัดการงานบ้าน งานครัวทุกอย่างได้เรียบร้อย สมบูรณ์ดี
หน้าตาก็ดี หุ่นก็ดีเป็เพราะชุดเมดที่ใส่เลยทำให้เ้าตัวดูซ่อนรูปกว่าที่เห็น
ปกติเธอจะวางมาดเงียบเชียบไม่พูดถ้าไม่จำเป็...
แต่บางครั้งก็จะมีด้านป้ำๆเป๋อๆออกมาบ้าง
เช่น เวลาซุ่มซ่ามทำเครื่องชามแตก...
อย่างตอนนี้
ว้าย!
เพล้ง!!
เสียงอุทานของเธอ
ตามมาด้วยเสียงชุดน้ำชาตกแตก
“เฟรอร์!? เสียงอะไรน่ะ?” คุณแม่ร้องถามมาจากห้องนั่งเล่น
เฟรอร์คุกเข่า มองถ้วยที่แตกลุกลี้ลุกลน สับสนไม่รู้จะทำยังไง
เธอหันมามองผม
น้ำตาเริ่มคลอที่เบ้าตาราวกับร้องขอความช่วยเหลือ
...ผมส่ายหัวอย่างเงียบเชียบ...
จนมุมซึ่งหลักฐาน และพยานพบเห็น
ไม่มีทางรอด
ตัดใจซะเถอะ
...อย่างที่เล่าไป เธอเป็เมดผู้เพียบพร้อม...แต่ด้วยนิสัยที่ซุ่มซ่ามนี้จึงทำให้ได้ค่าจ้างไม่คุ้มความสามารถเสมอ
ยังจำใบหน้าเหวอของเธอตอนเห็นค่าจ้างได้อยู่เลยเห็นแล้วตลกดี
—เวลามื้อเย็น—
คุณพ่อก็กลับมา...จะได้แนะนำสมาชิกที่เหลือของครอบครัว
พ่อของผม ชื่อ ลอว์เลนซ์ คาร์ริสไลท์แมน
เป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาผมบลอนด์สว่าง ตัดสั้น ั์ตาสีฟ้าสดใสเหมือนพลอยโทแพซ ใบหน้าดูละอ่อนผิวขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาแบบผู้ดี
มาถึงตอนนี้ทุกคนคงพอเดาได้แล้วว่า...ครอบครัวผมเป็ขุนนาง
ขุนนางจะมีชื่อกลางอยู่ในชื่อ
อย่างคำว่า ‘คาร์ริส’ ของผม
‘อาร์คาเดีย’ ของแองจี้
‘ยาส’ ของเจนนี่
พวกเธอเองก็เป็ขุนนางส่วนยศระดับไหนนั้น ยังไม่ทราบ
แต่ยศขุนนางของครอบครัวผมน่าเศร้าที่เป็ยศล่างสุด คือ บาโรเน็ต หรือต้องเรียกว่าครอบครัวผมเป็ขุนนางตกชั้น หรือ ขุนนางชั้นล่าง ก็ได้
แม้จะมียศขุนนางชั้นล่างสุดทว่าฐานะทางการเงินก็ไม่ได้แย่มาก
ถ้ามองจากสายตาชาวบ้านธรรมดาตระกูลเราก็ยังถือว่าเป็เศรษฐี คาดว่าอาจเป็เพราะทรัพย์สมบัติมรดกของตระกูล
พ่อเองก็เป็เ้าของที่ดินอีก 12 ไร่ซึ่งปล่อยให้ชาวบ้านนำ แกะ วัว มาปล่อยให้แทะเล็มหญ้าได้ตามใจชอบถือซะว่าให้ชาวบ้านคอยถางหญ้า ดูแลที่ดินให้
อีกทั้งอาชีพของพ่อคือ คุณหมอซึ่งเปิดคลินิกของตัวเองอยู่ในตัวเมืองคุณพ่อจึงค่อนข้างเป็ที่รักและนับหน้าถือตาของชาวบ้านมาก
เรา 3 คนทั้งครอบครัวกำลังนั่งพร้อมหน้าอยู่ที่โต๊ะทานข้าว
เฟรอร์ยกอาหารมาเสิร์ฟจากนั้นจึงหลบไปยืนสงบอยู่ที่มุมห้อง
“โรงเรียนเป็ยังไงบ้าง” พ่อถาม
“สนุกดีครับ ได้เรียนรูอะไรหลายอย่างได้เพื่อนใหม่เยอะแยะเลย” ผมตอบ
“งั้นเหรอ คิดถูกแล้วสินะตอนแรกแมรี่แอน มาบอกว่า ลูกมีทาเลนท์ พ่อยังใอยู่เลย”
“แหม~ชั้นเองก็ในะลอวซ์ก็มารู้เอาตอนไปซื้อปลาในตลาดกับโยฮันเมื่อปีก่อนนี่แหละ” แม่พูด
“ร้านเอรี่นะเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“เนื้อปลาค็อดของร้านเอรี่ทำลือเตอฟิสก์ได้ต่างจากร้านอื่นจริงๆ...แม่รี่แอนหยิบพริกไทยให้หน่อย”
“นี่ค่ะ”
คุณพ่อเหยาะพริกไทยพอประมาณบนวุ้นปลาที่ตักมาใส่จานตัดพอดีคำ และป้อนเข้าปาก จากนั้นจิบไวน์ขาวตาม
ใบหน้าพ่อดูเคลิบเคลิ้ม
ความสุขเล็กๆของคุณพ่อ
วุ้นปลาลือเตอฟิสก์นี้เป็อาหารโปรดของคุณพ่อไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้งที่มันก็ไม่ใช่เมนูหรู หาทานก็ไม่ได้ยากอาจจะเรียกได้ว่าเป็อาหารท้องถิ่นประจำเมืองเลยก็ได้ บางทีคงเป็เื่ฝังใจ...ประมาณวุ้นปลาเป็อาหารที่แม่ของพ่อชอบทำให้ทานตอนเด็ก..ละมั้ง
แต่เอาเถอะมันไม่ใช่เื่ที่ต้องกังวลอะไร...ก็แค่ มีเมนูนี้ทุกวัน บนโต๊ะอาหารแบบนี้มาั้แ่ผมจำความได้แล้ว
“ว่าแต่ร้ายนะเราแอบเข้าไปอ่านหนังสือในห้องของพ่อด้วย”
“ขอโทษครับ...”
เราแอบเข้าไปอ่านจริงเพราะไม่อยากให้ครอบครัวแตกตื่น แต่เพราะเหตุบังเอิญ ตอนไปตลาดกับแม่สุดท้ายความก็แตกเื่เราอ่านป้ายชื่อปลาออก คำนวณราคาเป็
“ฮะฮะ พ่อไม่ว่าหรอกแต่ข้าวของมันเยอะ พ่อกลัวลูกจะเป็อันตราย คราวหน้าอยากอ่านอะไรบอกพ่อเดี๋ยวหยิบมาให้”
“ขอบคุณครับ”
“อายุเท่านี้ก็จำหนังสือในห้องลอวซ์เกือบหมดแล้ว โตขึ้นจะเป็ใหญ่เป็โตขนาดไหนกันนะอยากเห็นเร็วๆจัง”
“ลูกยังเด็กอยู่เลย...แต่นั่นสินะแบบนี้อาจคว้าตำแหน่ง เสนาธิการกองทัพ หรืออาจเป็ถึงขุนพลเลยก็ได้”
“ไม่แน่นะคะ”
แล้วทั้งคู่ก็ต่างหัวเราะยินดีกันพลางวาดภาพอนาคตของเราอย่างชื่นบานตามแต่จะจินตนาการได้
...เราหลับตา ตักอาหารเข้าปาก
เพลง เชลโล สวีท ลำดับที่ 2ในดีไมเนอร์ เพลงลำดับที่ 1,008 ของบาค (Bach - Cello Suite no. 2 inD minor BWV 1008 ) ลอยเข้ามาในหัว
...ในวันนั้น
...ค่ำคืน และ กระบอกปืน
...วันสุดท้ายของชีวิตเรา
ทุกอย่างควรจะจบไปั้แ่ตอนนั้น
...แต่มันก็ยังไม่จบ
ชีวิตของเรายังดำเนินต่อ
ในร่างใหม่
ในโลกใหม่
ชีวิตที่สองนี้ได้รับอิทธิพลจากโลกใบใหม่ทำให้มีพลังพิเศษขึ้นมา
เราเรียกว่า ‘มาสเตอร์มายด์’
พลังของมันมีผลให้เราอ่านใจผู้คนได้รู้ความคิดที่อยู่ในมันสมองของทุกคน
อีกทั้ง ยังมีผลติดตัวทำให้เราฉลาดเป็กรด มันสมองของเราพิเศษขึ้นมาอย่างเหนือชั้น
...ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้
ทั้งเื่ ‘เวทมนตร์’ พลังพิสดารเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ในโลกนี้ใช้กันทั่วไป
ทั้งเื่เผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในโลกนี้
จากที่เราอ่านเจอในหนังสือมันกล่าวถึง เอลฟ์ ดวอร์ฟ แฟรี่ เงือก มอนสเตอร์ ซึ่งเขียนบรรยายไว้ว่าเป็ส่วนหนึ่งของประชากรในทวีปนากราน...โลกนี้
ยังไม่นับรวมศัพท์ที่ชวนน่าสงสัยอย่างปีศาจ ทวยเทพ นักบุญ จอมมาร และผู้กล้าอีก
ยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้เรามายังโลกใบนี้ มีจุดมุ่งหมายอะไรหรือเปล่า
บางทีอาจไม่มีั้แ่แรกเลยก็ได้ อาจเป็เพียงแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
หลังจากเรามาเกิดใหม่ก็ผ่านมา 2ปีแล้ว...
ไม่มีคำชี้แนะ
ไม่มีการแนะนำ
ไม่มีการชี้แจง
ไม่บอกวัตถุประสงค์
ไม่มีแม้แต่จุดมุ่งหมายของชีวิตใหม่เรา
คนที่ควรตาย...กลับยังมีชีวิตอยู่...ได้รับโอกาส
ถ้าเป็แบบนั้น...เป้าหมายของเรา
เรา...จะเป็ผู้กำหนดเอง
เอาล่ะ...จะทำอะไรดีนะ...
อาชญากรโรคจิต...ไซโคพาธอย่างเรานี้
โยฮันลืมตา
มองไปยัง คนที่เค้าเรียกว่า คุณพ่อ และคนที่เรียกว่าคุณแม่
เขาค่อยๆบรรจงเคี้ยวอาหารในปาก...กลืนมันลงในลำคอ
...แล้วคลี่ยิ้ม รอยยิ้มบางๆ กางออก...
อย่างสงบ เยือกเย็น และเงียบเชียบ...