เช้าวันนี้ทั้งครอบครัวไพร์ล็อกทานมื้อเช้ากันอยู่พร้อมหน้าเว้นแต่เออร์วินที่ไม่ได้มาทานด้วย ทั้งครอบครัวต่างทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติเว้นแต่เด็กผู้หญิงคนเดียว เรเชลสาวน้อยผมสีน้ำตาลที่รวบเป็หางม้าด้านหลัง ตาสีแดงของเธอกวาดมองไปรอบห้องคล้ายมองหาใครบางคน
วันนี้เธอไปหาเออร์วินพี่ชายเธอเหมือนเช่นทุกวันแต่ทว่ากลับไม่พบเขา แต่กลับเจอนางมารร้ายลิลิธอยู่ในห้องคนเดียว ส่วนเื่ที่นางมารร้ายคนนี้มักเข้าไปทำอะไรในห้องพี่ชายเธอนั้นเรเชลก็ยังสงสัยตั้งใจว่าจะสืบให้รู้ในสักวัน แต่วันนี้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาที่ไม่มีพี่ชายคอยโอ๋คอยดูแล เรเชลสังเกตว่านางมารร้ายลิลิธตอนแรกดูจะอารมณ์ไม่ดีตอนที่เรเชลไปเจอเธอที่ห้องของพี่ชาย แต่เมื่อผู้หญิงคนนี้ออกไปข้างนอกแล้วกลับเข้ามาก็มีอารมณ์ปกติทันที
นางมารร้ายนี้ต้องรู้แน่ว่าพี่ชายของเธออยู่ที่ไหน เรเชลทำทานมื้อเช้าไปคอยชำเลืองมองลิลิธไป ก่อนจะถามพระาาอัลเฟรดว่า
“ท่านพ่อคะไม่ทราบว่าท่านพี่เออร์วินไปไหนเหรอคะ”
พระาาอัลเฟรดเงยหน้ามองลูกสาวแต่ยังไม่ทันได้ตรัสอะไร เ้าหญิงลิลิธก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เ็าว่า
“เออร์วินเขาได้เพื่อนก็เลยออกไปเล่นกับเพื่อนั้แ่เช้าไม่ใช่เื่ที่เธอต้องกังวลหรอก”
เรเชลหันไปจ้องมองลิลิธถามว่า
“เพื่อน? ท่านพี่เออร์วินมีเพื่อนั้แ่เมื่อไหร่คะ”
ลิลิธตอบโดยไม่มองน้องสาวต่างสายเื
“ไม่รู้สิรู้แต่ว่าจากนี้ไปเออร์วินคงไม่มีเวลามาเป็เพื่อนเล่นเธอแล้วล่ะนะ”
ได้ยินที่ลิลิธพูดเรเชลก็หรี่ตามองพี่สาว ลิลิธยังคงพูดต่อว่า
“จะว่าไปเธอเองก็โตแล้วนี่นะดูอย่างวันนี้สิทานอาหารแล้วไม่เห็นจะทำอาหารเลอะปากเหมือนทุกที”
ลิลิธจิกกัดที่เรเชลมักแกล้งทำเป็กินแล้วเลอะปากเพื่อให้เออร์วินเช็ดให้ ทันใดนั้นบรรยากาศในห้องก็ดูอึมครึมขึ้นมาทันที ลิลิธละสายตาจากจานอาหารขึ้นมาสบตากับเรเชล สองพี่น้องต่างมารดาสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ราชินีเอลิเซียที่กระดี๊กระด๊าอวดโอ่อาหารที่มาจากผักที่ตนเองเป็คนหั่นกลับต้องหยุดชะงักเพราะบรรยากาศที่สองพี่น้องปล่อยออกมา มองทั้งสองคนสลับกันไปมาไม่หยุด
“เอ่อ... ทั้งสองคนจ๊ะ...”
ราชินีเอลิเซียพยายามทำให้ทั้งสองคนสงบลงแต่เหมือนว่าเวลานี้ทั้งลิลิธและเรเชลต่างไม่สนใจใครอื่นนอกจากพวกเธอแล้ว บรรดาสาวใช้ที่ยืนเรียงแถวต่างพลอยรู้สึกอึดอัดไปด้วย โดยเฉพาะหัวหน้าสาวใช้ลาน่ากับแม็กกี้ต่างมองเรเชลด้วยความเป็ห่วง ส่วนเกรซเพียงยืนนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“อะแฮ่ม!”
พระาาอัลเฟรดกระแอมให้ทั้งสองคนหยุดแต่เหมือนจะยังคงไร้ผล จึงตรัสออกมาว่า
“พอดีมีสหายที่เป็พ่อค้าของมาร์ควิสเฟลิกซ์มาเยี่ยม วันมะรืนนี้เขาจะมาขอพบแต่พ่อไม่ว่าง พ่อเลยตั้งใจจะให้เออร์วินเป็คนไปทำการต้อนรับเขาเสียหน่อย เรเชลถ้าลูกว่างก็ไปกับพี่เขาซะสิถ้าอยากได้อะไรก็บอกพี่เขา”
จบคำของพระาาอัลเฟรดเรเชลกลับรีบสลายบรรยากาศนั้นแล้วหันมาหาพ่อด้วยตาที่เป็ประกายของเธอถามว่า
“จริงหรือคะท่านพ่อ?”
พระาาอัลเฟรดพยักหน้ายืนยัน ลิลิธจึงรีบท้วงว่า
“ท่านพ่อคะลูกขอค้านค่ะ เรเชลยังเด็กเกินไปนะคะไม่สู้ให้ลูกไปกับเออร์วิน...”
พระาาอัลเฟรดตัดบทเธอว่า
“พอดีคน ๆ นั้นมีลูกสาวที่อายุไล่เลี่ยกับเออร์วินพ่อคิดว่ามันคงเหมาะกว่าหากคนที่ไปกับเออร์วินคือเรเชล อีกอย่างลูกก็ต้องฝึกซ้อมอยู่ที่ค่ายทหารไม่ใช่เหรอ” ก่อนจะพูดในใจว่า ‘ลูกเองก็เข้าไปห้องของเออร์วินทุกคืนไม่ใช่เหรอแค่นี้ยอมให้น้องเขาหน่อยจะเป็ไรไป’
ลิลิธกำส้อมในมือแน่นเหลือบไปเห็นเรเชลกำลังเหลือบมองเธออย่างยิ้มเยาะ
ตอนบ่ายกลับเกิดเื่ราวที่ะเืไปทั้งเมืองขึ้นเมื่อมีการประกาศการเสียชีวิตของดอน โกเบอร์ ทั้งยังบอกว่าเป็การลอบสังหารและทางการ้าตามหาฆาตกรโดยเร็วที่สุด เหล่าชาวบ้านที่มามุงต่างได้รับการแจ้งข่าวจนส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา ชาวบ้านทุกคนต่างพากันแสดงความยินดีจนออกนอกหน้า บางคนถึงกับพุ่งเข้าไปถามเ้าหน้าที่ทางการว่าลูกสาว น้องสาว ภรรยาของตนยังอยู่ดีไหม หรือเป็อย่างไรบ้าง
เ้าหน้าที่เ่าั้ต่างแสดงความรู้สึกอึดอัดรังเกียจต่อเหล่าชาวบ้านเหล่านี้ แต่กลับไม่กล้าลงไม้ลงมือเหมือนที่เคยทำเพราะได้รับการกำชับจากเคานต์เรห์นวาร์ดว่าห้ามทำร้ายชาวบ้านเด็ดขาด บวกกับได้ยินมาว่าจะมีการเช็กบิลย้อนหลังคนที่เคยทำร้ายชาวบ้านทำให้เขาได้แต่อดทนอธิบายว่าเื่นี้จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง และยินดีที่จะจ่ายเงินชดเชยให้เหล่าผู้เคราะห์ร้ายทั้งหลาย
เมื่อมีคนที่ยินดีก็มีคนที่ตื่นตระหนกซึ่งก็คือเหล่าร้านขายยาที่เคยขายโพชั่นปลอมซึ่งร้านพวกนี้ล้วนแต่อยู่ในสังกัดของดอน โกเบอร์ทั้งสิ้น หลายคนเตรียมตัวเก็บข้าวของทันทีที่ทราบข่าวหมายจะหลบหนีก่อนที่ไฟจะลามถึงตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของพวกตนล้วนอยู่ในสายตาของคนที่เคานต์เรห์นวาร์ดส่งมาจับตาดูทั้งสิ้น
เออร์วินกับเรเวนกลับไปที่พระราชวังเออร์วินนั้นเดินตัวปลิวตรงข้ามกับเรเวนที่เดินด้วยท่าทีเหนื่อยล้าแถมชุดเมดของเธอก็เลอะไปด้วยคราบดิน เมื่อกลับถึงปราสาทเออร์วินก็ทราบจากพ่อบ้านว่ากิลเบิร์ตบุตรชายของลอร์ดอาร์เทมิสส่งจดหมายมา
ภายในห้องนอนเออร์วินนั่งบนโต๊ะริมหน้าต่างมองจดหมายในมือแล้วก็ยิ้มออกมาสักพักประตูที่เชื่อมกับห้องสาวใช้ส่วนตัวก็เปิดออก เรเวนที่ตอนนี้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านใส่ชุดเมดตัวใหม่เดินเข้ามาภายในห้องเห็นเออร์วินมองจดหมายจึงถามว่า
“จดหมายอะไรเหรอ?”
“จดหมายชวนไปล่าสัตว์นอกเมืองน่ะครับ”
“จะไปไหม?”
“แน่นอนครับว่า ไม่ไป”
เรเวนจ้องหน้าด้านข้างของเออร์วินแล้วกล่าวเตือนว่า
“ฉันว่าเธอควรรับไมตรีนี้ไว้นะบนโลกนี้มีไม่กี่คนหรอกนะที่เห็นว่าเธอเป็คนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยแล้วยังคิดจะผูกมิตรกับเธอ อีกอย่างฉันก็คิดว่าอย่างน้อยบุตรชายของขุนนางก็น่าจะมีประโยชน์กับแผนการปฏิรูปของเธอมากกว่าคนในสลัมนะ”
เออร์วินวางจดหมายบนโต๊ะหันมามองเรเวนยิ้มให้เธอเช่นปกติ
“พี่สาวรู้มั้ยครับว่าพี่สาวไม่เพียงแต่พึ่งพาเวทย์มนต์มากเกินไปทั้งยังยึดติดกับเวทย์มนต์มากเกินไปด้วย”
เรเวนสบตากับเด็กชายก่อนจะสวนกลับไปว่า
“เธอเองก็ดูถูกเวทย์มนต์มากเกินไป”
เออร์วินไม่โต้แย้งเธอเพียงพูดว่า
“พี่สาวรู้มั้ยครับว่าการตกต่ำสุดมันดียังไง” เรเวนไม่ตอบ “มันง่ายที่จะได้เห็นธาตุแท้ของคนไงครับ”
เรเวนม่านตาขยายขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงเงียบฟังที่เออร์วินพูด
“แต่ไหนแต่ไรมาคนที่ดีกับผมจริง ๆ ก็มีแค่ท่านพ่อกับท่านแม่ ท่านพี่แล้วก็เรเชลกับคุณลาน่ากับเหล่าคนรับใช้ในวังเท่านั้นครับ ส่วนพวกขุนนางนั้นจะมีก็แต่ดยุคกาเลออนที่เขาเห็นแก่หน้าท่านพ่อ ส่วนบารอนเอเดรียนกับผู้ช่วยของเขาทั้งสองคนที่ผมยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงดูเป็มิตรกับผมนัก”
“เขาแสดงความเป็มิตรให้เธอก็ระแวงเหรอ”
“ถ้าพี่สาวลงมาอยู่จุดนี้พี่สาวจะรู้ครับว่าคนที่แสดงความเป็มิตรกับคนอย่างพวกผมนั้นถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว ก็เพราะพวกเขา้าอะไรจากผมต่างหาก โดยเฉพาะบารอนเอเดรียนที่เป็ทหารด้วยแล้วผมที่ไร้พลังในสายตาเขาควรจะเป็สิ่งที่เขารังเกียจไม่ใช่เหรอครับ”
เรเวนพยักหน้าเห็นด้วยพบว่าถ้าคิดวิเคราะห์จริง ๆ จะพบว่ามันไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ ก่อนจะถามว่า
“จดหมายนั่นเธอก็คิดว่าเป็เพราะ้าอะไรจากเธอเหรอ?”
เออร์วินพยักหน้าพลางเหลือบมองจดหมายบนโต๊ะก่อนจะอธิบายว่า
“ที่ผ่านมาลอร์ดอาร์เทมิสพยายามจะเสนอเื่การหมั้นหมายระหว่างท่านพี่กับกิลเบิร์ตลูกชายเขากับท่านพ่อ ไม่สิไม่เพียงแต่ลอร์ดอาร์เทมิสแม้แต่ขุนนางคนอื่น ๆ ที่มีบุตรชายก็ด้วยต่างก็พยายามเสนอการหมั้นหมายทั้งนั้น แต่ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงลอร์ดอาร์เทมิสที่กะเหี้ยนกะหือรือหนักที่สุดถึงกับให้ลูกชายเข้ากองทัพเพื่อที่จะได้มีโอกาสสนิทสนมกับท่านพี่ แต่พี่สาวก็รู้ว่าท่านพี่ของผมเป็ยังไง”
เรเวนตอบแบบไม่คิดว่า
“ไม่เห็นกิลเบิร์ตในสายตา”
เออร์วินพยักหน้าก่อนอธิบายอีกว่า
“พี่สาวของผมเป็คนที่เ็าและไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแม้แต่กับท่านพ่อกับท่านแม่เธอก็เพียงแสดงความรู้สึกเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนเดียวที่เธอจะแสดงความอ่อนโยนด้วยก็คือผมซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน และคนเดียวที่เธอแสดงออกว่าไม่ถูกชะตาก็คือเรเชลซึ่งผมก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”
เออร์วินพูดด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิดแต่เรเวนกลับทำหน้าประมาณว่าต้นสายปลายเหตุก็น่าจะเพราะเอ็งนั่นแหละ เออร์วินพูดต่อ
“แต่เอาเป็ว่าแผนการสานสัมพันธ์ของสองพ่อลูกไม่มีอะไรคืบหน้าจนกระทั่งเมื่อวานที่ผมทำเค้กไปง้อท่านพี่ถึงในค่ายทหาร และท่านพี่ผู้เ็าคนนั้นก็ยิ้มออกมาต่อหน้าผู้คน”
เรเวนพอจะเดาอะไรได้จึงพูดว่า
“สองพ่อลูกนั่นคิดจะใช้เธอเป็สะพานไปหาพี่สาวของเธอ”
เออร์วินพยักหน้ายืนยันความคิดของเธอ เรเวนเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงปฏิเสธเพราะมันแทบไม่มีความหมายอะไรเลยในเมื่ออีกฝ่ายใช้เราเป็แค่ทางผ่านเท่านั้น เออร์วินลุกจากเก้าอี้บอกกับเรเวนว่า
“ไปกันเถอะครับ”
“ไปไหน?”
“บอกท่านแม่เื่ที่ผมจะรับสาวใช้ส่วนตัวเพิ่มน่ะสิครับ ถึงจะบอกพวกเธอไปแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับเครื่องสร้างดินขับก็เถอะ แต่ผมไม่สบายใจเลยที่ทิ้งพวกเธอไว้กับเ้าเครื่องนั่น”
คำพูดของเออร์วินทำให้เรเวนรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีรีบเดินตามเด็กชายออกจากห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเออร์วินคิดว่าราชินีเอลิเซียน่าจะอยู่ในครัวแต่พอไปถึงกลับไม่พบเธอ เขาจึงเปลี่ยนไปที่ด้านหลังปราสาทที่สามารถมองเห็นทะเลไกลสุดลูกหูลูกตาจากบนหน้าผา เมื่อเขามาถึงก็พบแม่ของตนกำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ โดยมีลาน่าคอยช่วยเหลือ ราชินีเอลิเซียหันมาเห็นบุตรชายจึงร้องขึ้น
“อ้าวเออร์วินน้อยของแม่ลูกจะมาดื่มชากับแม่เหรอจ๊ะ”
“ครับท่านแม่”
เออร์วินตอบรับก่อนจะเดินเข้านั่งที่ฝั่งตรงข้าม หัวหน้าสาวใช้ลาน่าก็ทำการชงกาแฟให้เออร์วิน เรเวนได้รู้จากลาน่าว่าหนึ่งในความแปลกของเออร์วินก็คือไม่ชอบดื่มชา แต่กลับชอบดื่มกาแฟ ซึ่งเครื่องดื่มที่ชื่อกาแฟนี้ไม่เพียงแต่เรเวนแม้แต่ราชินีเอลิเซียต่างก็เพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก จากคำบอกเล่าของลาน่าที่บอกว่าเออร์วินไปเดินเล่นในเมืองแล้วเจอพ่อค้าต่างถิ่นนำมาขายจึงลองซื้อมา
ตอนที่ชงร้อนพบว่ามันมีกลิ่นหอมแปลก ๆ แต่พอได้ดื่มมันลงไปแล้วกลับขมปี๋จนแทบจะไม่มีใครดื่มได้เลยนอกจากเออร์วิน พระาาอัลเฟรดและเ้าหญิงลิลิธ เรเวนที่ได้ลองแล้วพบว่ามันก็ไม่เลวเหมือนกัน
เออร์วินรับกาแฟมาแล้วจิบไปทีหนึ่งราชินีเอลิเซียก็ถามขึ้นว่า
“ได้ข่าวจากลิลิธบอกว่าลูกมีเพื่อนแล้วนี่จ๊ะ”
“ครับ”
“เป็เพื่อนแบบไหนกันนะแม่อยากรู้จัง”
เออร์วินนึกภาพที่พวกเจคมองตนอย่างโกรธแค้นชิงชังแต่ไม่สามารถทำอะไรได้จึงยิ้มแล้วตอบแม่ว่า
“ก็เป็คนที่น่าสนุกดีครับ”
“เหรอจ๊ะ อืมแม่ชักอยากเห็นแล้วสิ”
เออร์วินดื่มกาแฟจนหมดถ้วยก่อนจะตัดสินใจพูดว่า
“ท่านแม่ครับคือว่า ผมจะขอรับสาวใช้ส่วนตัวเพิ่มน่ะครับ”
ราชินีเอลิเซียจ้องหน้าลูกชายนิ่งค้างก่อนจะยกมือปิดปากร้องว่า
“นี่ลูกคิดจะสร้างฮาเร็มเหรอจ๊ะ นี่นี่ลูกแม่โตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ไม่นะแม่ยังทำใจไม่ได้เลยแม่แม่ยังหลงคิดไปว่าลูกยังเป็เออร์วินน้อยของแม่อยู่เลยนะ”
พูดจบก็ทำท่าเช็ดน้ำตาที่หางตาพร้อมทำเสียงกระซิก หัวหน้าสาวใช้ลาน่าเอาแต่ยืนอมยิ้มไม่พูดอะไร ส่วนเรเวนยืนนิ่งอ้าปากค้างเธอพยายามนึกภาพผู้หญิงคนนี้รวมกับคนที่ปล่อยแรงกดดันใส่เธอทั้งที่ยังยิ้มแย้มเมื่อคืน พริบตานั้นเรเวนก็รู้สึกว่าราชินีเอลิเซียไม่ได้น่ากลัวแต่โคตรน่ากลัวเลยต่างหาก
เออร์วินนิ่งค้างไปพักหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้รีบพูดว่า
“ไม่ใช่! ไม่ใช่ฮาเร็มนะครับท่านแม่ ผมแค่จะเพิ่มจำนวนสาวใช้ส่วนตัวเท่านั้น และอีกอย่างผมยังแค่สิบขวบนะครับจะมีฮาเร็มได้ยังไง”
ราชินีเอลิเซียหยุดทำท่าซับน้ำตาถามลูกชายว่า
“ไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
“ก็ต้องไม่ใช่น่ะสิครับ”
ราชินีเอลิเซียทำหน้าเสียดายพลางบ่นว่า
“อะไรกันไม่ใช่หรอกเหรออุตส่าห์นึกว่าจะได้อุ้มหลานแล้วเชียว”
เออร์วินขอเติมกาแฟเพิ่มจากลาน่าก่อนจะถามว่า
“แล้วคือว่าท่านแม่ว่ายังไงครับเื่ที่ผมขอ”
ราชินีเอลิเซียมองลูกชายตาแป๋วบอกว่า
“เอาสิจ๊ะ เื่แค่นี้ไม่ต้องมาหาแม่เลยนี่จ๊ะทีกับเรเวนลูกยังตัดสินใจเองได้เลยนี่”
เออร์วินจ้องหน้าแม่ตนเองก่อนจะตอบว่า
“คือว่าผมตั้งใจจะรับสาวใช้ส่วนตัวเพิ่มมาอีกสี่คนน่ะครับ”
ราชินีเอลิเซียนิ่งค้างไปอีกครั้งก่อนจะเอามือปิดปากอีกรอบพูดว่า
“นี่แม่มีสิทธิ์อุ้มหลานทีเดียวสี่คนเลยเหรอจ๊ะ” ก่อนจะหันไปทางเรเวนพูดว่า “ไม่สิห้าคนสินะจ๊ะ”
คราวนี้เรเวนนิ่งจนเหมือนกลายเป็หินไปแล้ว ส่วนเออร์วินรู้สึกเหมือนสมองของตนจะะเิอยู่รอมร่อ เขารู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าตอนไปทำงานล่าค่าหัวหรือตอนใช้ย่างก้าวเงาภูตไปกลับอาณาจักรอื่นกับไพร์ล็อกเสียอีก พูดถึงอาณาจักรอื่นเขาก็นึกถึงงานที่เขาจ้างช่างหลอมตีเหล็กแกรี่ให้สร้างชิ้นส่วนปืนลูกโม่นี่นะ ข้อตกลงหนึ่งเดือนแต่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองวันเอง แต่เป็สองวันที่อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมดจนเขาลืมไปแล้วว่านี่เพิ่งจะแค่สองวัน
เออร์วินรีบย้ำกับแม่อีกครั้งว่า
“ท่านแม่ครับผมรับพวกเธอมาเป็สาวใช้ส่วนตัวนะครับไม่ใช่เข้าฮาเร็ม”
ราชินีเอลิเซียมองหน้าลูกชายตาแป๋วอุทานว่า
“เอ๋?”
“พวกเธอเป็แค่สาวใช้ส่วนตัวจริง ๆ ครับ”
ราชินีเอลิเซียทำหน้าเสียดายก่อนจะคืนสู่ความสดใสกล่าวว่า
“เอาสิจ๊ะรับมาทั้งสี่คนเลย”
เออร์วินมองหน้าแม่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า
“คือว่าสามในสี่คนเป็เผ่ามารหูสัตว์นะครับ”
ราชินีเอลิเซียตอบโดยไม่คิดว่า
“เอาเลยจ๊ะ”
เออร์วินดูลังเลกลัวว่าแม่จะไม่เข้าใจที่เขาพูดจึงถามว่า
“แน่ใจนะครับท่านแม่”
ราชินีเอลิเซียดื่มชาก่อนจะถามลูกชายว่า
“เผ่ามารหูสัตว์พวกนั้นเป็สัตว์จำพวกไหนจ๊ะ”
“น่าจะสุนัขนะครับ”
“หูเป็อะไรจ๊ะ”
“หูสุนัขครับ”
“มีหางไหมจ๊ะ”
“มีครับเป็หางสุนัข”
“งั้นก็ลุยโลดจ๊ะ”
เออร์วินนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “งั้นผมจะไปพาพวกเธอมาก่อนอาหารค่ำนะครับ” หันไปกล่าวกับลาน่าว่า “คุณลาน่าครับคือว่าร่างกายพวกเธอไม่ค่อยแข็งแรงอาจจะต้องฟื้นฟูสักอาทิตย์ แล้วค่อยสอนงานสาวใช้นะครับ”
ลาน่ายิ้มให้เออร์วินตอบว่า
“ไม่มีปัญหาค่ะเ้าชายเออร์วิน” ก่อนจะดูลังเลสักนิดแล้วพูดว่า “คือว่า่นี้รบกวนเ้าชายอย่าพาเรเวนไปไหนมาไหนบ่อยนักได้ไหมคะ”
“ “เอ๋!” ” เออร์วินกับเรเวนอุทานพร้อมกัน ลาน่าก็พูดว่า
“เพราะว่าเรเวนยังเรียนรู้งานของสาวใช้ส่วนตัวได้ไม่ถึงไหนเลยค่ะ”
ใจจริงเธออยากพูดว่าเรียนได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำแต่ติดที่เกรงใจเออร์วินเลยพูดอีกอย่างแทน เออร์วินก็ยิ้มอย่างเจื่อน ๆ ตอบว่า
“ครับ เดี๋ยวผมจะแบ่งเวลาให้เรเวนมาเรียนรู้งานนะครับ”
“ขอบคุณค่ะเ้าชาย”
แล้วเออร์วินก็ลุกขึ้นพาเรเวนเดินจากไป ในตอนที่ทั้งสองเดินหายเข้าไปในวังราชินีเอลิเซียที่กำลังดื่มชาอยู่ก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาที่ดูเหมือนกำลังสนุก