จ๋อม!
ไป๋เจินจูโยนก้อนหินตกลงไปในสระน้ำ นางนั่งยอง ๆ ข้างสระ ใบหน้าเซ็งสุดขีด ด้านหลังมีหลินหลงยืนบีบมืออยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"คุณหนู...ไม่สิ พระชายา กลับเข้าตำหนักเถอะเพคะ ตรงนี้แดดแรง ท่านจะไม่สบายเอาได้"
หลินหลงพยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่ในใจร้อนรุ่มแทนผู้เป็นายใจแทบขาด น่าสงสารพระชายา แต่งเข้าตำหนักไม่ถึงเดือนก็จะมีสตรีอีกคนเข้ามาแบ่งปันความรักจากสวามี...
ย้อนไปเมื่อหนึ่งวันก่อน ฮองเฮามีรับสั่งให้ไป๋เจินจูเข้าเฝ้า เื่ก็เป็อย่างที่คิด ไป๋เจินจูถูกเรียกตัวเพราะเื่ชายารองขององค์รัชทายาท นางถูกถามความเห็น แต่แท้จริงคือการดูท่าทีของนางมากกว่า ฮองเฮา้าหยั่งเชิงนาง ว่านางคิดอย่างไร หากสามีที่เพิ่งแต่งกันไม่ถึงเดือนจะมีเมียน้อย...
คิดอย่างไร?
เฮอะ! ก็ต้องดีใจน่ะสิ!
ถึงแม้ในใจจะเห็นด้วยหากจะมีสตรีอีกคนมาแบ่งเบาภาระ หากความจริงนางต้องยืนก้มหน้า หรือเงยหน้าขึ้นยิ้มเป็ครั้งคราว ไม่เพียงเอ่ยปากแสดงความคิดเห็น ยังต้องทำท่าทางโง่งม ปากก็ได้แต่บอกฮองเฮาว่า แล้วแต่พระสวามี
ช่างเป็พระชายาที่ว่าง่ายเสียจริง!
จ๋อม จ๋อม จ๋อม!
ไป๋เจินจูเม้มปาก พลางโยนก้อนหินลงน้ำติด ๆ กัน สุดท้ายนางก็ลุกขึ้น หลินหลงวิ่งมาปัดเศษใบไม้ใบหญ้าที่ติดตัวนางให้อย่างระมัดระวัง
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ ไป๋เจินจูหันไปตามเสียง มองเห็นสวามีตนเดินตรงมา ใบหน้าหล่อเหลาเมื่อมองเห็นนางก็ยิ้มกว้าง ดวงตาโค้งจนแทบเป็สระอิ
ไป๋เจินจูรีบสะบัดหน้าหนีแทบจะทันที
หลี่รุ่ยมองเห็นท่าทางของพระชายาตัวน้อยก็ชะงักกึก เขาหันไปส่งสายตาถามหลินหลง อีกฝ่ายได้แต่ยืนก้มหน้าไม่สบตา
"พระชายา..."
เขาพูดค้างไว้แค่นั้น ดวงตาเบิกกว้าง มองพระชายาหมุนตัวเดินหนีไปทางตำหนักหน้าตาเฉย
หลินหลงมองใบหน้าเหลอหลาขององค์รัชทายาทก็ได้แต่ย่อตัวแล้วหมุนตัวเดินตามผู้เป็นายไป
หลี่รุ่ยมองตาม สีหน้างุนงง พลางยกมือขึ้นเกาหัว...
…………………………………………….
"เวลานี้ยังมีหน้ามายิ้ม หึ รัชทายาทหื่นกาม เ้าช่างหาเื่มาให้ข้าเสียจริง! "
ไป๋เจินจูยกเท้าขึ้นเตะลม ท่าทางไม่สมกับเป็บุตรีของอัครเสนาบดี แต่ใครสนกันล่ะ ตอนนี้นางโมโห อารมณ์หงุดหงิด จนอยากใช้กำลังเพื่อระบายอารมณ์!
เมื่อเดินจากมาไกลจนถึงหน้าตำหนัก ท่าทางโมโหหงุดหงิดของนางตกอยู่ในสายตาหลินหลง สาวใช้คนสนิทมองผู้เป็นายด้วยแววตาสงสารเห็นใจ
"พระชายาอย่าโกรธเคืององค์รัชทายาทเลยนะเ้าคะ"
"ทำไม นี่เ้าก็เข้าข้างเขารึ" นางหันไปมองอีกฝ่ายตาขวาง "ตกลงใครเป็นายของเ้ากันแน่"
"โธ่ พระชายา ดูท่านพูดสิ" หลินหลงยิ้มเอ็นดูท่าทางแง่งอน ตอนนี้พระชายาดูเหมือนกลับไปเป็เด็ก ก็ยังเด็กจริง ๆ พระชายาเพิ่งจะสิบห้าปี ก็แต่งให้กับองค์รัชทายาทแล้ว
"เฮ้อ"
ไป๋เจินจูนั่งลงบนพื้น ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของหลินหลง นางยกมือขึ้นกอดเข่า ใบหน้าจมอยู่ตรงกลาง ในหัวปรากฏภาพหลี่รุ่ยรับชายารองเข้าตำหนัก บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข นางยืนมองสวามีเดินเข้าห้องหอด้วยสีหน้ายินดี
นางต้องยินดีสิ จะมีคนช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักหน่วง
แต่งกับเขาในฐานะพระชายา มีบ่าวรับใช้ปรนนิบัติ ชีวิตที่หญิงสาวทั่วเมืองหลวงต่างอิจฉา แต่นอกจากฐานะสูงศักดิ์และการต้องรับภาระรักยามค่ำคืนจนถึงเช้าก็ไม่มีอะไร...นางไม่ััได้ถึงความรักจากองค์รัชทายาทผู้เป็พระสวามีเลย
มันจะไปมีความรักได้อย่างไรกัน นางกับเขาเจอกันกี่ครั้ง แล้วถามตัวนางล่ะ ที่มานั่งตัดพ้อนี่คือรักสวามีของตนเองหรือ?
มารดาเถอะ! ใครจะรักลง บุรุษหื่นกามผู้นั้น!
ถึงยังไงก็ช่าง เื่ชายารองหาใช่ปัญหาของนางเสียที่ไหน หากองค์รัชทายาทอยากแต่งก็แต่ง หรือฮ่องเต้ประทานสมรสก็ต้องรับ นางก็เป็แค่พระชายาที่เอาไว้ประดับคู่บารมีเท่านั้น นางไม่ได้รักองค์รัชทายาทเสียหน่อย
และองค์รัชทายาทก็ไม่ได้รักนาง
ไอ้เื่เข้าหอ ทำการบ้าน ก็เป็หนึ่งในหน้าที่ของสามีภรรยาก็แค่นั้น!
จู่ ๆ ก็รู้สึกเท้าลอยขึ้นจากพื้น ไป๋เจินจูอ้าปากค้าง นางหันไปมองใบหน้าด้านข้างของบุรุษผู้หนึ่ง ที่ตอนนี้โอบกอดนางไว้ เขายกร่างนางขึ้นทั้งที่นางนั่งกอดเขาอยู่
“หลี่รุ่ย! เ้าปล่อยข้านะ! "
"ไม่ปล่อย" หลี่รุ่ยกระชับอ้อมแขนแน่น พละกำลังเขามีมากพอที่จะอุ้มไป๋เจินจูในท่าแปลกประหลาดโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด " เ้าพูดจาอย่างนี้กับสวามีตนเองหรือ เ้าเป็อะไรไป หืม"
เขาก้มใบหน้าลงหอมแก้วนวล แล้วเริ่มก้าวขาเดิน
"ดะ เดี๋ยว! ท่านบ้าไปแล้วหรือไร จะอุ้มข้าในท่านี้เนี่ยนะ ปล่อยข้าลง! "
ไป๋เจินจูหวีดร้อง นางหลับตาปี๋เพราะกลัวตก ปากก็ร้องโวยวาย
"ข้าไม่ทำเ้าตกหรอก ไม่ต้องกลัว" หลี่รุ่ยพูดพลางก้าวเท้าเดินเข้าตำหนัก บรรดาข้ารับใช้มองคู่สามีภรรยาด้วยสีหน้าตกตะลึง แต่พอสบตาคมดุขององค์รัชทายาทก็พากันก้มหน้าก้มตาแล้วถอยห่างออกจากบริเวณนั้นไป
เมื่อถึงเตียงนอน เขาวางร่างนางลงแ่เบา ไป๋เจินจูที่ตอนนี้เป็อิสระก็ล้มตัวลงนอน กางแขนกางขา มองเพดาน ท่าทางไม่สำรวมสักนิด และทำเหมือนว่าในห้องมีเพียงนาง
"เฮ้อ"
นางถอนหายใจ แล้วนิ่งไป
หลี่รุ่ยขมวดคิ้วมองการกระทำของสตรีบนเตียงนอน เขาไม่เข้าใจ และอยากรู้ว่าทำไมนางจึงมีท่าทางเบื่อหน่าย เดียวดายเพียงนี้ จึงปีนขึ้นเตียงแล้วล้มลงนอนข้างกายนาง
"พระชายา"
"อืม"
"เ้า...มีเื่ไม่สบายใจหรือ"
"เปล่า"
"ข้าไม่เชื่อ" เขาพลิกตัวนอนตะแคง มองสตรีที่นอนเหม่อมองเพดานด้วยสีหน้าจับผิด
"ท่านไม่เชื่อก็เื่ของท่าน..." ไป๋เจินจูบอกน้ำเสียงยานคาง
"เพราะเื่ชายารองหรือ ทำให้เ้าเป็แบบนี้" เขาถามแววตาเป็ประกาย ท่าทางแปลกประหลาดของนางเกิดจากเขาใช่หรือไม่ เขาเฝ้ารอคำตอบที่ทำให้หัวใจเต้นรัว...
ไป๋เจินจูรู้สึกอึดอัดกระสับกระส่ายขึ้นมา นางหันไปมองบุรุษที่ตะแคงข้างมองนางอยู่ด้วยสีหน้าร้อนรน
"เป็แบบนี้ เป็แบบไหน ข้าก็ปกตินี่" นางบอกเสียงสูง "เื่รับชายารองเกี่ยวอะไรกับข้า ท่านไม่ให้ข้าแสดงความคิดเห็นข้าก็ทำตามที่ท่านสั่ง"
“แต่ตอนนี้ข้าอยากรู้ความเห็นเ้า ว่าเ้าคิดอย่างไร ความเห็นจากใจจริง”
“ความเห็นข้าหรือ...” ไป๋เจินจูพูดค้างแล้วนิ่งไป “ข้าเห็นด้วยหากจะรับสตรีอีกคนเข้าตำหนัก...”
“ข้าไม่น่าถามเ้าเลย ไป๋เจินจู เ้ามันสตรีใจหิน!” หลี่รุ่ยผุดลุกขึ้น ก่อนสะบัดชายเสื้อแล้วเดินออกจากห้องไป
ไป๋เจินจูมองประตูห้องด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก็เขาถามนาง นางก็ตอบตามที่คิด นางยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ...
นางเห็นด้วยถ้าจะรับสตรีอีกคนแต่งเข้ามาเป็ชายารอง หากเป็การถ่วงดุลอำนาจ คิดในแง่บุตรของขุนนาง ตำแหน่งพระชายานี้แม้จะสุขสบายแต่เื้ัเต็มไปด้วยความขวากหนาม หากก้าวพลาด ไม่เพียงแค่นาง ครอบครัวของนาง ท่านพ่อ ก็จะพบกับความวิบัติ ส่วนเขาหากฝ่าฝืนราชโองการอาจทำให้ฐานะรัชทายาทสั่นคลอนได้ พระโอรสฮ่องเต้มิได้มีเพียงองค์เดียวเสียหน่อย ชีวิตในรั้ววังใครว่าอยู่ง่าย ทว่าคำพูดพวกนี้ยังไม่ทันได้ออกจากปาก เขาก็เดินสะบัดก้นออกไปแล้ว
นางพูดอะไรผิดไปหรือ?