ตอนที่ 9 พี่สาวน้องสาวตระกูลอวี๋ (2)
ั้แ่ได้ยินเสียงร้องอุทานของพี่สาม จิตใจของอวี๋เจียวก็เย็นวาบ จนกระทั่งถูกฝ่ามือเย็นะเืกุมมือนางไว้อย่างทะนุถนอม นางรู้สึกว่าทั้งร่างกายราวกับตกลงไปในหลุมน้ำแข็งที่ไม่สามารถออกมาได้
อีกฝ่ายโมโหเสียจนเกือบเสียกิริยาเมื่อได้เห็นตน พอคิดว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงื้อมมือของคนผู้นี้ วันเวลาต่อจากนี้ไปจะอยู่ดีมีสุขได้จริงหรือ
ความจริงหากเอาใจเขามาใส่ใจเรา นางเข้าใจในความรู้สึกของอวี๋ฮูหยินดี ผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานและตั้งครรภ์ กำลังอยู่ใน่เวลาที่หวานชื่น คาดหวังถึงอนาคตที่มีความสุข อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงอีกคนก้าวเข้ามาบอกว่าจะเป็ผิงชี มันเป็เื่ที่ทำให้ระคายเคืองใจขนาดไหน หาใช่เื่นี้เพียงเื่เดียว ไหนจะเื่สุขภาพร่างกายของลูกชายนางที่ถูกทำลายไปเช่นนี้อีก หากเป็ใครในใจจะไม่โกรธแค้นได้หรือ ปัญหาอยู่ที่เข้าใจก็เื่หนึ่ง ตนเองกลายเป็ลูกสาวของศัตรูนางก็อีกเื่หนึ่ง ชาติที่แล้วสละชีวิตมาแล้วหนึ่งครั้ง จนถูกส่งมาอยู่ในยุคโบราณ นางจึงไม่ประสงค์จะเสียสละชีวิตอีกครั้ง เพียงเพื่อ้าดับไฟแห่งความโกรธแค้นนี้
จิตใจเต็มไปด้วยความหดหู่ ใบหน้าของอวี๋เจียวฉายแววความเคารพเลื่อมใส “ร่างกายของเจียวเอ๋อร์ไม่มีสิ่งใดน่าเป็ห่วงแล้ว เป็เพราะลูกไม่กตัญญู ทำให้ท่านแม่ต้องกังวลใจ” ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด มารดาของเ้าร่างเดิมได้ตายไปแล้ว บางทีครั้งนี้อาจจะสามารถเปลี่ยนาเป็สันติภาพก็ได้
อวี๋เจียวคิดในเชิงบวก มันก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนั้น ทว่าจะผิดก็ผิดที่ใบหน้าของนาง ใบหน้าของนางช่างงดงามราวกับนางฟ้าหล่นมาจาก์ หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยิ่งทำให้ดูน่าสงสาร เปลือกตาที่คล้อยลงเช่นนั้นยิ่งทวีความน่าเห็นใจ พอพูดจบประโยคนางพลันคล้อยเปลือกตาลง ทำให้อวี๋ฮูหยินรู้สึกเกลียดชังจนจิกเล็บไปที่มือของนาง อวี๋เจียวเจ็บจนเกือบร้องอุทานออกมา
บ้าเอ๊ย นี้เป็การลอบทำร้ายงั้นหรือ คงไม่สามารถลงไม้ลงมือได้อย่างเปิดเผยสินะ
แม่นมโจวที่อยู่ข้างกายเห็นสถานการณ์ลุกลามไปเช่นนั้น จึงรีบพูดโน้มน้าว “ฮูหยิน คุณหนูสี่ร่างกายอ่อนแอ รีบให้นางไปนั่งกับเหล่าคุณหนูเพื่อกระชับความสัมพันธ์เถอะเ้าค่ะ” นางก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หากไม่พอใจนางเมื่อไหร่ค่อยหาทางข่มเหงด้วยวิธีอื่น ใช้เล็บหยิกเช่นนี้ออกจะโจ่งแจ้งเกินไป
“อุ๊ย ดูข้าสิ เห็นใบหน้าเรียวเล็กของเจียวเอ๋อร์ก็ทำให้นึกถึงน้องหญิงเฝิงที่จากไปแล้ว พวกเราพี่น้อง นึกไม่ถึงเลยนางอายุยังน้อยอยู่ๆ มาจากไปเช่นนี้ โธ่!” อวี๋ฮูหยินถอนหายใจพลางดึงมือน้อยของอวี๋เจียวขึ้นมาแล้วพูดว่า “ให้แม่ดูหน่อยสิ เจ็บหรือไม่ ดูมือน้อยผิวอ่อนนุ่มนี้สิ จับแค่นิดเดียวก็แดงเสียแล้ว”
คำพูดสองสามประโยคลบเลือนความผิดทุกอย่างจนสิ้น อวี๋ฮูหยินสั่งให้ไปทักทายพี่สาวน้องสาวทั้งหลายของนาง
อวี๋เยียนผู้เป็พี่สาวคนโตมองดูน้องสาวที่ไม่ได้พบกันมานาน แย้มยิ้มพลางพูดอุทานขึ้นมา “ผิวพรรณของน้องสี่ช่างดีจริงๆ เนียนละเอียดดูฉ่ำวาว ขาวผ่องเหมือนหยก อ่อนนุ่มราวกับว่าหากใช้เล็บหยิกแล้วจะมีน้ำออกมาอย่างนั้นแหละ” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตัวกลับยืนห่างออกมาตั้งสองก้าว และไม่ได้ยื่นมือออกไปประคองแต่อย่างใด
อวี๋เหยาที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดเ่าั้ก็ไม่พอใจในทันที นางมีสีผิวเหมือนกับมารดา แม้ว่าจะดูอ่อนนุ่มเช่นกัน แต่ตรงปลายจมูกทั้งสองข้างกลับปรากฏจุดด่างดำจางๆ อยู่สามสี่จุด อย่ามองว่ามันจางเสียจนมองไม่เห็น แต่เด็กผู้หญิงรักสวยรักงามเป็ที่สุด แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ทุกครั้งก่อนออกจากเรือนจึงจำเป็ต้องผลัดแป้งบางๆ บนหน้า เพื่อปิดบังจุดด่างดำเ่าั้ วันนี้พี่สาวที่สนิทที่สุดชื่นชมผิวพรรณของผู้อื่นเช่นนี้ จะให้นางดีใจได้อย่างไร
คุณหนูผู้ซึ่งถูกตามใจจนเคยตัว ดึงมือของพี่สาวแล้วพูดพึมพำว่า “วันๆ ไม่เคยออกมาพบปะผู้คน จะไม่ให้ผิวดีได้อย่างไร”
อวี๋เตี๋ยที่กำลังจะยื่นมือออกไปประคองได้ยินเช่นนั้น พลันเก็บมือกลับมาด้วยความลังเลใจ เหลือบตามองพี่หญิงใหญ่ที่กุมมือน้องสามไว้แน่น นางได้แต่ส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับอวี๋เจียว แต่กลับไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมา
เมื่อหันไปมองอวี๋ฉุนที่อยู่อีกด้านหนึ่งถูกแม่นมดึงมือเอาไว้แน่น จงใจขวางไม่ให้เข้ามาหา อวี๋เจียวก็รู้สึกทอดถอนใจ ดูไปแล้วนางคงจะอับโชคด้านมนุษยสัมพันธ์จริงๆ!