กู่ตงหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่เคยทำการรบกับชนเผ่าเซี่ยมาก่อนดังนั้นจะเรียกว่าชายหนุ่มไม่ถนัดกลยุทธ์และวิธีการตั้งค่ายกลของฝ่ายตรงกันข้ามก็ไม่แปลกแต่เขาก็คิดว่าค่ายกลในใต้หล้านี้ไม่น่าจะต่างกันมากนักและน่าจะมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะหลอกล่อศัตรูหรือว่าจะป้องกันฐานที่ตั้งของตัวเอง แต่นี่เมื่อมองไปกระโจมของขุนพลดูเหมือนจะเชื้อเชิญเกินไปจนกู่ตงหยางเกิดความระแวง และคิดว่าจะต้องเป็แผนที่ตลบหลังเขาเป็แน่
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆอีกทีหนึ่ง เขารู้สึกว่ากระโจมที่ไม่มีคนให้ความสนใจที่อยู่ที่ริมนั้นค่อนข้างแปลกเพราะถึงจะเป็กระโจมของทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่มีความสำคัญมากนักแต่ก็ไม่ควรจะถูกละทิ้งจากตัวของค่ายกลถึงเพียงนี้นี่เหมือนแยกสันโดษออกไปเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้อยู่ในค่ายกลเหมือนกับกระโจมอื่นๆ เลย
“ท่านอยู่ในกระโจมหลังนี้สินะ”กู่ตงหยางกระตุกยิ้มที่มุมปากและใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป หลบซ่อนตามพุ่มไม้ และต้นไม้ใหญ่จนกระทั่งแฝงตัวเข้าไปในกระโจมอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาเข้าไปข้างในก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นายทหารระดับผู้ใหญ่ไม่น่าจะใช่พลทหารทั่วไป อย่างที่มองจากภายนอกของกระโจมแสดงว่าที่เขาคิดนั้นถูกต้องแล้ว เป็แผนล่อหลอกให้เข้าใจผิดซึ่งถือว่าเป็แผนป้องกันที่ดีทีเดียวที่จะไม่ให้ศัตรูล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขุนพลผู้นำทัพนั้นอยู่ที่ไหน
กู่ตงหยางปราดมองไปที่เตียงเขารู้สึกแปลกใจที่ดูเหมือนจะไม่มีใครนอนอยู่ตรงนั้น เวลายามวิกาลเช่นนี้ขุนพลหายไปไหน ถึงไม่กลับเข้ามาในกระโจมของตัวเองระหว่างที่กู่ตงหยางกำลังคิดอยู่นี่ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากภายนอกชายหนุ่มจึงได้รีบหาที่ซ่อนตัว
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาทุกทีก่อนที่จะมีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาในกระโจมเขาถอดเครื่องเกราะและเสื้อของตัวเองออก ข้างกายของเขามีนายทหารอีกคนตามเข้ามาด้วยและช่วยเขาถอดเสื้อเกราะ
“ท่านขุนพล”
“เงียบ อย่าส่งเสียงดังเดี๋ยวคนจะรู้หมดว่าข้าอยู่ที่นี่”
กู่ตงหยางมั่นใจมากกว่าเดิมว่าคนที่กำลังยืนให้นายทหารอีกคนหนึ่งถอดเสื้อให้อยู่นั้นก็คือขุนพลที่นำทัพมาถึงที่นี่เพื่อมาโจมตีบ้านเมืองของเขา ชายหนุ่มชำเลืองมองจากมุมที่เขาซ่อนตัวอยู่เพื่อมองหน้าของบุคคลดังกล่าวแต่น่าเสียดายที่คนผู้นั้นหันหลังให้เขาจึงเห็นแต่ด้านหลังที่องอาจสมชายชาตรีเท่านั้นไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจนว่าเป็เช่นใดแต่ทว่านายทหารข้างกายของเขาก็ดูมีสง่าราศีเช่นกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรการเป็ถึงคนสนิทของขุนพล ไม่แน่ อาจจะเป็แม่ทัพและกุนซือด้วยเช่นเดียวกับฟางจื่อหานก็เป็ได้
กู่ตงหยางรอจนกระทั่งนายทหารคนสนิทออกไปจากกระโจมเขาจึงจับกระบี่ไว้มั่น ตั้งใจจะสังหารให้เร็วที่สุด และรีบออกไปจากที่นี่แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัว อยู่ดีๆ ก็มีเหมือนก้อนหินหรืออะไรสักอย่างดีดเข้าใส่ที่มือที่จับกระบี่ของเขาจนกระบี่เกือบจะร่วงลงไปที่พื้น ส่งเสียงดังให้ขุนพลคนนี้รู้ตัวกู่ตงหยางรีบหันขวับไปทันที เพราะกลัวว่าใครก็แล้วแต่ที่ซ่อนตัวอยู่จะโจมตีเขาและส่งเสียงบอกให้ขุนพลของแคว้นเซี่ยรู้ตัว จนกระทั่งทำให้แผนการของเขาล้มเหลวผิดพลาด
ชายหนุ่มเห็นเงาที่ไหวไปมาที่มุมหนึ่งของกระโจมเขาจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับคนผู้นี้ก่อน จึงได้ขยับเท้าไปทางคนผู้นั้นและตามออกไป โดยที่ยังไม่ได้ลงมือกับขุนพลของแคว้นเซี่ย
ที่ด้านนอกคนผู้นั้นดูว่องไวและมีวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมเป็อย่างมากกู่ตงหยางซึ่งได้ชื่อว่าไม่เป็รองใครในเื่วิชาตัวเบา ก็ยังเกือบจะตามไปไม่ทันแต่ที่สร้างความแปลกใจให้กับเขาก็คือคนผู้นี้ไม่ได้หนีออกไปจากบริเวณที่ตั้งกระโจมแต่กลับหนีเข้าไปในบริเวณที่ตั้งกระโจมโดยที่มุ่งไปที่กระโจมใหญ่ที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็กระโจมที่ขุนพลของแคว้นเซี่ยอาศัยอยู่ซึ่งเขาก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เพราะกระโจมที่ด้านริมต่างหากถึงจะเป็กระโจมที่ขุนพลซ่อนตัวอยู่
“เ้า้าอะไร?”กู่ตงหยางเอ่ยขึ้นเมื่อคนผู้นั้นหลอกล่อเขาเข้ามาถึงที่กระโจมแห่งนี้ดีที่ว่ากระโจมนี้ว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่
คนที่อยู่ในชุดดำั้แ่ศีรษะจรดเท้าไม่ได้พูดหรือเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่อยู่ดีๆกลับดีดตัวออกไปอีกทางหนึ่ง และหายออกไปจากกระโจมอย่างรวดเร็ว
“แย่แล้วหรือว่าจะเป็แผนล่อให้ข้ามาที่นี่”กู่ตงหยางรีบซ่อนตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆจากด้านนอก เขาจะต้องหาจังหวะพุ่งตัวไปทางเดียวกับที่คนผู้นั้นเพิ่งออกไปน่าจะเป็อีกทางที่ออกไปจากกระโจมแห่งนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องออกทางด้านหน้า
กู่ตงหยางมองลอดผ้ากระโจมออกไปเขาเห็นรองเท้าของคนที่เข้ามา ชายหนุ่มมองด้วยความแปลกใจเพราะนี่คือรองเท้าของนายทหารคนสนิทคนเมื่อกี้นี้ที่อยู่กับขุนพลหรือว่าจะเป็ละครจัดฉากให้ขุนพลไปอยู่ที่กระโจมเล็กและนายทหารมาอยู่ที่กระโจมใหญ่
แต่แล้วเมื่อกู่ตงหยางกำลังจะขยับตัวออกไปในระหว่างที่อีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ได้เห็นป้ายหยกประจำตัว จึงทำให้เขาชะงักไป และยิ่งเมื่อเห็นนายทหารผู้นั้นหยิบตราบางอย่างออกมาและประทับลงไปในหนังสือ เขาก็เข้าใจทันทีว่านี่คือแผนซ้อนแผน หลอกในหลอกเพื่อให้สับสน กู่ตงหยางจึงตัดสินใจเรียกชื่อของขุนพลแห่งแคว้นเซี่ยออกไปซึ่งเขาก็หันขวับมาทันที
“เป็ท่าน”กู่ตงหยางคว้ากระบี่ออกมาและจู่โจมทันที เขาโยนกระบี่เล่มที่หนึ่งพุ่งตรงไปที่เป้าหมายและทะยานจับกระบี่อีกเล่ม พุ่งเข้าใส่ในเวลาเดียวกันก่อนตัดหัวขุนพลออกมาได้สำเร็จภายในเวลาชั่วพริบตา ชายหนุ่มคว้าศีรษะที่เขาตัดได้และรีบคว้าตัวของขุนพลไม่ให้กระแทกลงพื้น
“ข้าขอโทษท่านด้วยหวังว่าท่านจะอโหสิให้ข้า ชีวิตของท่านแลกกับความสงบสุขของคนในบ้านเมืองของข้าและบ้านเมืองของท่าน หวังว่าท่านจะมองเห็นเช่นนั้น”กู่ตงหยางคุกเข่าเคารพต่อร่างที่ไร้ิญญาของขุนพลฝ่ายตรงกันข้ามที่เขาพามานอนที่บนเตียง และใช้ผ้าห่มคลุมร่างเอาไว้ ถึงจะเป็ศัตรูกันแต่เมื่อตายแล้วกู่ตงหยางก็อยากให้เขาตายอย่างสมเกียรติที่สุด
กู่ตงหยางรีบลักลอบออกมาจากบริเวณฐานที่ตั้งกระโจมเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองชายแดนที่เขาปกครองอยู่ระหว่างที่ขี่ม้าตัวโปรดที่ซ่อนเอาไว้ในป่าทึบกลับไปนั้นเขาก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระโจม เหตุการณ์ที่ได้ไปเจอกับคนลึกลับคนนั้น กู่ตงหยางพยายามคิดย้อนกลับไปนึกทบทวนอีกทีหนึ่ง คนผู้นั้นไม่ได้พูดอะไรเลยสิ่งเดียวที่เขาได้ยินก็คือเสียงกระดิ่ง หรือกระพรวนเล็กๆ แม้จะไม่มั่นใจนักเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่กู่ตงหยางมั่นใจหลังจากที่คิดทบทวนไปมา
“เ้าเป็ใครข้าไม่รู้แต่เ้าตั้งใจบอกข้าว่าเป็แผนลวงที่ให้เข้าใจว่าขุนพลอยู่ที่กระโจมเล็กแต่ที่จริงแล้วอยู่ที่กระโจมใหญ่มาโดยตลอด และที่สำคัญคนที่เป็ขุนพลก็คือคนที่เป็นายทหารคนสนิทของขุนพล เ้ามาช่วยข้าเอาไว้ไม่ให้ข้าฆ่าผิดคนลงมือผิดพลาด ไม่ว่าเ้าจะเป็ใคร แต่ถือว่าครั้งนี้ข้าติดค้างน้ำใจของเ้า”
กู่ตงหยางรู้สึกตัวอีกทีและกลับออกมาจากห้วงคำนึงของตนเอง เมื่ออยู่ดีๆซูเม่ยก็คว้าตัวของเขาเข้าไปกอดไว้แน่น ตัวสั่นงันงกอย่างน่าสงสารจนทำให้เขารู้สึกแปลกใจ และงุนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ร่างกายของนางมีปฏิกิริยาเช่นนี้
“เกิดอะไรขึ้น?”กู่ตงหยางกอดปลอบเขาสวมกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน และค่อยๆ ลูบไล้ที่ศีรษะ แผ่นหลังเบาๆอย่างอ่อนโยนจนกระทั่งร่างกายที่สั่นเทิ้มของหญิงสาวค่อยๆ สงบลง
“หลับเสีย พรุ่งนี้ค่อยว่ากันไม่ว่าเ้าจะมีเื่อะไรอยู่ในใจ”กู่ตงหยางเองก็หลับตาลง เขาก็ต้องพักผ่อนด้วยเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นกู่ตงหยางลุกขึ้นมาเขาก็ไม่เห็นแม้แต่วี่แววของซูเม่ยหรือว่านางจะเปลี่ยนใจไม่อยู่ที่นี่ ไม่้าเขาแล้ว
“เ้าหายไปไหนนะ?”
กู่ตงหยางแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องเพื่อมาสูดอากาศ และตั้งใจที่จะไปหาฟางจื่อหานสนทนากันตามปกติในระหว่างที่กินอาหารเช้าแต่เมื่อไปถึงเขากลับเห็นฟางจื่อหานยืนอยู่ในขณะที่ที่โต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยอาหารแปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“เกิดอะไรขึ้น?”กู่ตงหยางมองไปทางเพื่อนสนิทของเขาด้วยความงุนงง
“แม่สาวน้อยของท่านตื่นมาแต่เช้าเข้าครัว และทำอาหารพวกนี้”ฟางจื่อหานเองก็ใเหมือนกันตอนที่เขามาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้ ก็เห็นว่าอาหารเริ่มทยอยมาตั้งที่โต๊ะซึ่งเขาก็ไม่รู้จักอาหารเหล่านี้สักอย่างทราบเพียงแต่ว่าคนรับใช้ที่จวนบอกว่าเป็ฮูหยินของแม่ทัพที่เป็คนปรุงอย่างตั้งใจั้แ่เช้า
“ซูเม่ยอย่างนั้นเหรอ?”กู่ตงหยางคิดว่านี่คือสาเหตุที่นางลุกไปจากเตียงก่อนที่เขาจะตื่นเช่นนั้นใช่ไหมชายหนุ่มกวาดตามองไปที่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็อาหารที่แปลกตาจริงๆและเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แม้ว่าจะอยู่ชายแดน ท่องเที่ยวไปทั่วแสดงว่านางจะต้องไม่ใช่คนแถวนี้สินะ หรือว่านางจะเป็คนของแคว้นเซี่ย?
“ต้าเจียงจวินฮูหยินกำลังจะมาเ้าค่ะ”หญิงสาวรับใช้เอ่ยขึ้นพร้อมทั้งวางอาหารจานสุดท้ายลงบนโต๊ะ
“ขอบใจมาก พวกเ้าไปเถอะ”กู่ตงหยางพยักหน้ารับรู้และขยับตัวก้าวเท้าจะไปที่ประตู
“ท่านจะไปไหน?”ฟางจื่อหานคว้าข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้แต่ก็ไม่ทัน เพราะว่ากู่ตงหยางขยับตัวไปที่ประตูเป็ที่เรียบร้อยนอกไปจากนั้นเขายังสังเกตว่ากู่ตงหยางไม่พูดอะไรเลย ยามที่สาวใช้พูดว่า ‘ฮูหยิน’ กำลังจะมาหรือแม้แต่ตัวเขาเองที่พูดว่า ‘สาวน้อยของท่าน’
“ไวขนาดนี้เชียว?”ฟางจื่อหานมองตามหลังไปด้วยความใ
กู่ตงหยางมายืนอยู่ที่ด้านหน้าของประตูและเหลียวมองไปทางซ้ายสลับกับทางขวาเขาไม่แน่ใจว่าซูเม่ยจะเดินออกมาจากประตูทางด้านไหนเพราะจากครัวสามารถเดินมาได้ทั้งสองทาง
“เ้ามาแล้วเหรอ?”กู่ตงหยางเอ่ยทักเมื่อเห็นซูเม่ยเดินตรงเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ทำไมท่านยังไม่ทานอาหารอีกไม่อร่อยถูกปากท่านอย่างนั้นเหรอ?”ซูเม่ยเดินเข้าไปหา และถามด้วยความแปลกใจ
“ข้ารอเ้าไง”กู่ตงหยางส่งยิ้มให้และพาซูเม่ยเข้าไปข้างใน
ฟางจื่อหานสังเกตอากัปกิริยาของกู่ตงหยางเงียบๆเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก นอกจากชมอาหารที่วางตรงหน้า
“ข้าหวังว่าท่านทั้งสองคนจะชอบ”ซูเม่ยยิ้มให้และคอยดูว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาเป็เช่นไร หลังจากที่ได้ลองชิมอาหารดู
“อาหารเหล่านี้คืออะไรกันบ้าง”ฟางจื่อหานซักถามเขาคิดว่าดูจากอาหารของนางแล้ว ซูเม่ยไม่น่าจะใช่คนที่นี่อย่างแน่นอนนางจะต้องมาจากต่างเมือง แต่ว่าเมืองไหนกัน? หรือว่ากองทัพเซี่ยจะส่งนางมาเป็สายลับประกบตัวกู่ตงหยางถ้าเช่นนั้นก็ต้องระวังกันแล้ว
“จานนี้เป็เกี๊ยวข้างในมีเนื้อหมูสับ หอม กระเทียม พริกไทยข้าหวังว่ารสชาติจะไม่จัดเกินไปสำหรับพวกท่านส่วนจานนี้เป็เส้นหมี่ผัดกับเนื้อวัวและเนื้อแกะ ข้าใส่ผักหวานที่มีในครัวลงไปส่วนจานสุดท้ายเป็เนื้อตุ๋นเกลือ ข้าหวังว่าพวกท่านจะชอบ”ซูเม่ยพยายามทำอย่างที่สุดแม้ปกตินางจะไม่เข้าครัวก็ตามที
ทั้งกู่ตงหยางและฟางจื่อหานหลังจากที่ชิมอาหารฝีมือของซูเม่ยแล้วก็ชมด้วยความจริงใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกู่ตงหยางที่ดูเหมือนจะเจริญอาหารเป็พิเศษจนกระทั่งฟางจื่อหานรู้สึกแปลกใจเพราะปกติถึงกู่ตงหยางจะกินง่ายอยู่ง่ายตามประสาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพแต่เขาก็เป็เชื้อพระวงศ์ที่ผ่านอาหารอร่อยเลอรสมามากมายบางเวลาก็ได้ไปพบปะกับเพื่อนฝูงในยุทธภพ กู่ตงหยางถือว่าเป็คนที่ชิมอาหารมาทั่วและหลากหลายจนไม่มีอะไรทำให้ชายหนุ่มตื่นเต้นหรือแปลกใจได้อีกแล้วแต่ในเช้าวันนี้ฟางจื่อหานเพิ่งจะเห็นแววตาแห่งความชื่นชมในรสอาหารอย่างชัดเจน
“ยังอยากให้ข้าจัดการกำจัดนางออกไปจากจวนมั้ย?”ฟางจื่อหานเอ่ยถามเมื่อได้อยู่ตามลำพังกับกู่ตงหยาง
“เ้าพูดอะไร ก็จัดการไปตามปกติสิ่งที่พูดกันเอาไว้ก็ยังเหมือนเดิม ใครบอกให้เ้าเปลี่ยนแปลงว่าแต่วันนี้กองทัพจะฝึกอะไรเหล่าทหาร หรือว่าเป็วันหยุดพักของพวกเขา”กู่ตงหยางรีบพูดออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเปลี่ยนเป็เื่อื่น
กู่ตงหยางไปที่ลานฝึกเพื่อดูทหารที่กำลังฝึกซ้อมกันอยู่เขาสังเกตเห็นว่ามีทหารใหม่ๆ เข้าร่วมในกองทัพซึ่งคงต้องฝึกฝนอีกมากเพื่อเตรียมความพร้อมให้ออกรบได้ กู่ตงหยางสะดุดกึกเขาได้ยินเสียง ‘กระพรวน’ เหมือนกับตอนที่ไปลอบโจมตีขุนพลฝ่ายตรงกันข้ามเขาจึงได้ลุกขึ้นอย่างกะทันหัน และเดินจากไปอย่างรีบร้อนเพื่อหาว่าเสียงกระพรวนที่ว่านั้นมาจากไหน หรือว่าคนผู้นั้นจะอยู่ที่นี่?
ฝากติดตามด้วยะคะ ^^