กุกกัก กุกกัก กุกกัก เสียงของล้อไม้บดมาบนถนนที่เต็มไปด้วยกรวด เฟิงเออร์ที่คุ้นชินกับความเป็อยู่เช่นนี้ได้ยินเข้าก็รีบวิ่งจากแคร่ไม้หน้าบ้านออกไปดู นางยิ้มตาหยีพร้ะโกนกลับมาแจ้งข่าวอย่างตื่นเต้น
“พี่ใหญ่กลับมาแล้วเ้าค่ะ มีไม้ไผ่กลับมาเต็มรถเข็นเลยเ้าค่ะ ข้าออกไปช่วยพี่ใหญ่เข็นเข้ามาก่อนนะเ้าคะ” รายงานเสร็จเ้าตัวก็วิ่งออกนอกตัวบ้านเพื่อไปรับพี่ชายตน
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว... เหนื่อยหรือไม่เ้าคะ” นางช่วยจับที่รถเข็นจากนั้นออกแรงอันน้อยนิดดันคันจับรถเข็นไปด้านหน้าหวังจะช่วยให้การเดินทางของพี่ชายตนเร็วขึ้น ระหว่างที่มือจับปากก็ทักทาย หากแต่สายตากลับจ้องมองต้นไผ่ด้วยความตื่นเต้น พี่ชายผู้เห็นความเดียงสาของน้องสาวจากแววตาจึงได้แต่ยิ้มอ่อนใจ
“แค่นี้จะบอกว่าเหนื่อยได้อย่างไรเล่า ว่าแต่วันนี้เฟิงเออร์ของพี่เป็เด็กดีหรือไม่”
“แน่นอนว่าข้าย่อมเป็เด็กดี ดีมากๆ ด้วยนะเ้าคะ ข้าช่วยพี่มู่ตานเตรียมของสำหรับทำกระดาษไว้เรียบร้อยแล้ว รอแค่พี่ใหญ่นำใบไผ่กลับมาเท่านั้น” เด็กน้อยยิ้มอย่างภูมิใจ
“พี่ไม่ได้เอาแค่ใบไผ่กลับมาเท่านั้น ข้าวสารพี่ก็เอากลับมาด้วย พอดีเมื่อวานเมียเถ้าแก่ร้านขายพู่กันคลอดลูกชาย วันนี้เลยแจกอังเปากับข้าวสารให้ลูกจ้างสร้างกุศล” เขามองไปยังรอยยิ้มที่ประดับบนหน้าเล็กอยู่ก่อนแล้ว ครั้นพูดจบรอยยิ้มนั้นกลับยิ่งกว้างขึ้นอีกเท่าตัว
“จริงหรือเ้าคะ วันนี้ช่างเป็วันที่ดียิ่งนัก” พูดจบนางก็ยิ่งออกแรงดันรถเข็นให้มากขึ้นอีก จนตอนนี้รถเข็นไม้กลางเก่ากลางใหม่ถูกนำมาจอดลงตรงลานหน้าบ้านเรียบร้อย เฟิงเฉินจึงหยิบเอาถุงผ้าที่ห้อยด้านหลังออกมายื่นส่งให้น้องสาว
“นี่ข้าวสาร เ้านำไปเก็บด้านในก่อนเถิด” เด็กน้อยรับเอาถุงผ้าที่พี่ชายยื่นให้แล้ววิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
“ทราบแล้วเ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบกลับมาช่วยพี่ใหญ่นะเ้าคะ”
มู่ตานที่ยืนดูสองพี่น้องพูดจากันอย่างออกรส ก็สาวเท้าเดินเข้าไปใกล้กับต้นไผ่ที่กองพะเนินอยู่บนรถเข็น แม้เฟิงเฉินจะขนลงมาแล้วหลายต้นก็ยังดูหนาตามากนัก
“พี่เฟิงเฉินตัดและขนทั้งหมดนี่มาคนเดียวเลยหรือเ้าคะ” นางตะลึงกับกองไม้ไผ่ที่อยู่ตรงหน้า พลันชวนให้คิดว่าคนสมัยนี้ช่างเต็มไปด้วยกำลังวังชา นี่หากเป็นางลงมือคงได้เป็ลมหมดแรงั้แ่ยังตัดต้นแรกไม่เสร็จดี
“ตัวเ้าแค่แรงเชือดไก่ยังไม่มี จะไปตัดต้นไม้ไหวได้อย่างไร เอาไว้หากไม่พอก็บอกข้า ข้าจะแวะไปเอามาเพิ่มให้”
“พอเ้าค่ะ คราแรกข้าคิดว่าพี่เฟิงเฉินจะเอาเฉพาะใบไผ่กลับมาไม่กี่ชั่งเท่านั้น”
“ไหนๆ ก็ได้เข้าไปแล้ว ข้ากะจะเอาไม้ไผ่มาซ่อมบ้านกับทำกรอบหน้าต่างใหม่ให้เฟิงเออร์ด้วยพร้อมกันเลย”
“เป็เช่นนั้น” นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ว่าแต่เ้าจะให้ข้าเอาไม้ไผ่ใบไผ่พวกนี้ไปไว้ตรงไหน ข้าจะเอาไปวางไว้ให้ก่อนสักหนึ่งส่วน ที่เหลือก็วางไว้ที่ลานนี่เสียก่อนเถิด บ้านเราพื้นที่ไม่กว้าง คงต้องตัดมัดเก็บไว้จากนั้นจึงทยอยๆ ขนไปใช้แทน”
“ข้าเตรียมของต่างๆ ไว้ที่ด้านหลัง ใกล้กับบ่อน้ำแล้วเ้าค่ะ”
เฟิงเฉินขนไม้ไผ่ส่วนหนึ่งมาวางใกล้กับจุดที่นางเตรียมของไว้ ในใจเฝ้าเพียรระงับความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยั้แ่รู้ว่าหญิงสาวที่มาขออาศัยอยู่จะทำกระดาษ เพราะหากนางสามารถทำกระดาษได้จริง และตัวเขาสามารถขอเรียนรู้วิธีการทำกระดาษจากนางได้ ต่อไปเขาและน้องสาวก็คงไม่ต้องลำบากหรือกลัวว่าจะอดมื้อกินมื้ออย่างเช่นทุกวันนี้อีกต่อไป สายตาเขามองไปยังเตาไฟ อ่างใบใหญ่ และตะแกรงตรงหน้าอย่างมีความหวัง
ส่วนมู่ตานเห็นว่าสายมากแล้วหากไม่รีบลงมือเห็นทีพรุ่งนี้ก็จะมิแล้วเสร็จ ทันเท่าความคิดนางเริ่มลงมือเลือกเอาเฉพาะใบไผ่ลงแช่ในน้ำ จากนั้นล้างใบไผ่ให้สะอาด นางทำอย่างนี้รอบแล้วรอบเล่า จนได้ใบไผ่ในปริมาณที่มากพอ
“ให้ข้ากับพี่เฟิงเฉินช่วยอย่างไรบ้างเ้าคะ สั่งพวกเรามาได้เลยเ้าค่ะ” เฟิงเออร์ที่จัดแจงด้านในบ้านเสร็จก็รีบวิ่งปรี่เข้ามายืนดูนางทำงานอย่างขมักเขม้น ส่วนเฟิงเฉินที่เพิ่งขนไม้ไผ่ลงจากรถเข็นเสร็จก็เดินมาสมทบหากแต่ไม่ได้ส่งเสียงเพราะเกรงจะเป็การรบกวน
“เฟิงเออร์ช่างเป็เด็กดีมีน้ำใจ ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าช่วยข้านำใบไผ่ที่ล้างแล้วลงต้มได้หรือไม่” นางชี้ไปยังใบไผ่กองสูงที่ล้างเรียบร้อยแล้ว
“ได้แน่นอนเ้าค่ะ” สองพี่น้องขยับเข้ามาใกล้ เฟิงเออร์ค่อยๆ นำใบไผ่ใส่ลงในถังจนเต็ม จากนั้นเฟิงเฉินจึงยกขึ้นตั้งเตา นำน้ำจากบ่อทยอยเทลงในถังจะท่วมสูง
“ระหว่างนี้ข้าคงต้องรบกวนพี่เฟิงเฉินช่วยดูไฟให้สม่ำเสมอด้วยนะเ้าคะ เราจะต้องตั้งเตาทิ้งไว้จนกว่าใบไผ่จะเปื่อยยุ่ยเลยเ้าค่ะ” พูดจบมู่ตานก็นำน้ำผสมขี้เถ้าเทลงในถัง สั่งให้เฟิงเฉินช่วยคนให้น้ำขี้เถ้ากระจายอย่างถั่วถึง น้ำต้มเดือดปุดๆ ไฟก็กำลังแรงใช้ได้
“ต้มทิ้งไว้อีกสัก 2 ชั่วยาม ก็น่าจะได้ที่แล้วเ้าค่ะ” มู่ตานมองใบไผ่ที่กำลังต้มอยู่อย่างพอใจ
ล่วงเข้ายามเซิน มู่ตานกลับมาดูที่เตาไฟอีกครั้ง นางนำด้ามไม้ไผ่พลิกตักดูใบไผ่ในถัง เมื่อเห็นว่าเปื่อยยุ่ยฉีกตัวออกจากกันจนกลายเป็เยื่อไผ่อย่างสม่ำเสมอแล้ว นางจึงค่อยๆ ตักเยื่อไผ่ลงในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ ล้างจนสะอาด จากนั้นนำมาทุบให้ละเอียดแล้วใส่ลงในอ่างน้ำสะอาดเช่นเดิม ขั้นตอนสุดท้ายคือนำตะแกรงที่เตรียมไว้ช้อนเยื่อไผ่ให้เป็แผ่นบางๆ ความคล่องแคล้วของนางช่างเป็ภาพที่น่าดูนัก กว่าทุกคนจะรู้สึกตัวว่ากำลังจ้องมองอย่างไร้สติก็เมื่อได้ยินเสียงร้องถามดังขึ้น
“เฟิงเออร์ เ้ายังพอมีกลีบดอกมู่ตานแห้งเหลืออยู่บ้างหรือไม่”
“ในหีบยังมีอีกมากเ้าค่ะ พี่มู่ตานจะนำมาทำกระดาษหรือเ้าคะ”
“ข้าเพียงแต่อยากได้นำมาตกแต่งเท่านั้น ช่วยแบ่งให้ข้าสักหนึ่งกำมือได้หรือไม่”
“ได้แน่นอนเ้าค่ะ กระดาษดอกมู่ตานหรือเ้าคะ หน้าต่างห้องนอนข้าจะเป็กระดาษดอกมู่ตานใช่หรือไม่เ้าค่ะ” นางไม่ได้เอ่ยออกมาเป็คำพูด เพียงแต่พยักหน้าแทนคำตอบเท่านั้น
หลังจากได้ดอกมู่ตานแห้งมาจากเฟิงเออร์ มู่ตานก็นำมาโรยในอ่างจากนั้นจึงช้อนเยื่อไผ่ขึ้นตามขั้นตอนปกติ หากแต่ครั้งนี้มีกลีบดอกมู่ตานคอยสร้างสีสันตัดกับพื้นสีเดิมส่งให้ดูอ่อนหวานมากขึ้น
“เสร็จแล้วหรือเ้าคะงามนักเ้าค่ะ งามกว่าชิ้นอื่นๆ เป็ร้อยเท่าเลยเ้าค่ะ” เฟิงเออร์จ้องมองเดินวนไปมาอย่างตื่นเต้นดีใจ
“เราต้องรอให้กระดาษแห้งก่อนนะเฟิงเออร์ถึงจะรู้ว่างามหรือไม่ ข้าเองก็ยังไม่เคยใช้ดอกมู่ตานผสมทำกระดาษเลยสักครั้ง ไม่แน่ว่าพอแห้งแล้วอาจจะไม่เป็อย่างที่เ้าคิดก็ได้”
“ไม่หรอกเ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าจะต้องงามมาก งามมากแน่ๆ” หญิงสาวได้แต่ส่ายศีรษะไปมาให้กับการมองโลกในแง่ดีเสมอเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นนางก็ขอให้การทำกระดาษลายดอกมู่ตานของนางสำเร็จออกมาพอใจเ้าของห้องก็แล้วกัน
แสงตะวันค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า เป็เวลาเดียวกับที่ตะแกรงช้อนเยื่อไผ่ถูกวางเรียงราย นับดูแล้วได้ 10 แผ่นรวมกับกระดาษลายดอกมู่ตานของเฟิงเออร์ เดิมทีอาจไม่ได้เยอะเท่านี้ เพราะตะแกรงที่ใช้ช้อนตากเยื่อไผ่ไม่พอ แต่เฟิงเฉินกลับจัดการทำขึ้นอย่างรวดเร็วไม่นานตะแกรงก็พร้อมให้นางใช้งานทันเวลา
“วันนี้แสงแดดหมดแล้วพรุ่งนี้พวกเราค่อยนำออกมาตากต่อเถอะเ้าค่ะ” ทุกคนพยักหน้าเป็สัญญาเห็นด้วย จากนั้นจึงช่วยกันเก็บล้างของใช้ให้เข้าที่ เสร็จสรรพจึงพากันล้างหน้าล้างมือเพื่อเข้าไปเตรียมครัวตั้งโต๊ะกินอาหารเย็น
ความเหนื่อยล้าหากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังทำให้หลังกินข้าวเย็นเสร็จ ยังไม่ทันจะถึงยามซวีพี่น้องตระกูลเฟิงก็เข้าห้องนอนหลับไปมิรู้เื่ราว เหลือเพียงนางที่ตอนนี้ยังคงนั่งมองใบหน้าเล็กจ้อยของเด็กน้อยบนเตียงที่แม้แต่ยามหลับไหลก็ยังยิ้มได้
จิตใจของนางล่องลอยคิดไปไกลถึงวันเก่าก่อนที่ตัวเองยังอายุเท่าเฟิงเออร์ เด็กสาววัยแปดขวบตัวคนเดียว ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แม้จะมีอาหารให้กินไม่อดอยาก มีผ้าห่มไว้กันหนาว แต่ในใจกลับร่ำร้องหาคนที่ไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้า พอได้มาเกิดใหม่ก็ยังคงเป็เด็กกำพร้าเช่นเดิม แต่ชาตินี้ภพนี้นางกลับซึมซับความรักจากคนในครอบครัวของมู่ตานได้แจ่มชัดจากความทรงจำ ความอุ่นใจมันเป็เช่นนี้นี่เองใช่หรือไม่ อารมณ์พาจิตใจของนางเตลิดไปไกลนัก จนเมื่อหยาดน้ำใสกลิ้งตกลงบนแก้มนวลสติของนางจึงกลับมาอยู่กับตัวอีกครั้ง นางพับซ่อนความรู้สึกลงในใจอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นจากตั่งน้อยแล้วดับเทียนเอนกายลงเข้าสู่ห้วงนิทรา