ต้องแกร่งขึ้น
ฉันยืนมองอย่างตกตะลึงและบอกไปว่า “นี่คือวิญญาณอาฆาต พวกเธออาฆาตคุณ” ผู้จัดการตาเบิกโพลง “ผีๆ มีผีเต็มไปหมด” เขาพยายามสะบัดตัวเพื่อให้วิญญาณหลุดออก วิญญาณหญิงสาวที่ขี่คอเขาอยู่ก็ก้มลงไปจ้องที่ตาเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำเป็นสีแดงเลือด ผู้จัดการร้องออกมาอย่างคนเสียสติ “อ๊ากกกก ออกไป ออกไปนะ” เขาทิ้งตัวลงนั่งกรีดร้องโวยวายและฉี่แตกออกมาอย่างน่าสมเพช ส่วนทางด้านบอดี้การ์ดของเขานั้นก็ถูกวิญญาณเขาสิงและบังคับให้เขายกปืนขึ้นมาจ่อแล้วหันปากกระบอกปืนไปหากัน เสียงปืนดังขึ้นจนสนั่น บอดี้การ์ดทั้งสองล้มลงจมกองเลือด วิญญาณของหญิงสาวออกมาจากร่างของทั้งคู่ รัตติกาลบอกกับฉันว่า “ไพลินคุณไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ได้ วิญญาณเหล่านั้นมีแรงอาฆาตมากเกินไป หากปล่อยไว้แรงอาฆาตจะทวีคูณและพวกเธอจะฆ่าทุกคนหากหลุดออกไปจากที่นี่ได้” “ฉันต้องทำยังไงต่อไป” ฉันถามอย่างตระหนก “ใจเย็นๆ คุณอ่านตำราที่ฉันให้ไปครบหรือยัง” เธอถาม “อ่านหมดแล้ว ฉันฝึกมันทุกคืน” “คุณต้องใช้มนตร์บทปลดปล่อยวิญญาณ” รัตติกาลบอก “รีบทำ” มนตร์ปลดปล่อยวิญญาณ ใช่แล้ว หลังจากที่ฉันนำวิญญาณหญิงชราไปให้หลวงพ่อปลดปล่อย ฉันก็กลับมาฝึกฝนมนตร์บทนี้ เผื่อว่าจะได้ช่วยเหลือวิญญาณเร่รอน ฉันหยิบเทียนขึ้นมาและจุดเทียนนั้นปักลงที่พื้น ฉันนั่งลงบริกรรมคาถามนตร์ปลดปล่อยวิญญาณ ฉันใช้กริชแทงเข้าไปที่นิ้วของฉันและเขียนอักขระลงบนพื้น จากนั้นกล่าวว่า “วิญญาณทั้งหลาย จงปลดปล่อยให้จิตเป็นอิสระ หมดพันธะและแรงอาฆาตแค้นในภพในชาตินี้ จนหมดสิ้น” เมื่อสิ้นเสียง เปลวไฟจากเทียนก็สว่างไสวแรงขึ้น วิญญาณของหญิงสาวทั้งหลายก็ลอยเข้ามายังเปลวเทียนนั้น แต่วิญญาณบางตนที่อาฆาตหนักไม่ยอมที่จะหลุดพ้น ฉันจึงท่องมนตร์ต่อเนื่อง ไม่นานวิญญาณทั้งหมดก็สลายหายไปบนเปลวเทียนนั้น แสงเทียนดับลง ควันโพยพุ่งเข้ามาปะทะที่ใบหน้าของฉัน ทันใดนั้นฉันรู้สึกได้ถึงพลังจักรวาลที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย (ไพลินเธอสุดยอดมาก เธอมีอาคมบทใหม่มาจัดการกับวิญญาณ) (วิญญาณหายไปหมดแล้ว น่ากลัวสุดๆ) (ชายนิรนามคือผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ ไพลินคือผู้กำจัดวิญญาณ ทั้งสองจับคู่กันได้อย่างลงตัว) (ฉันไม่มีอะไรจะพิมพ์ แต่เอาเงินรางวัลไป) ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ฉันและตะวันถูกเชิญให้ออกไปข้างนอก ตำรวจปิดสถานที่เกิดเหตุเอาไว้ เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตสองคนซึ่งก็คือบอดี้การ์ดของผู้จัดการ ผู้จัดการนั้นถูกควบคุมตัวเอาไว้ ฉันต้องหยุดการไลฟ์สดเอาไว้แค่นั้น ฉันและตะวันนั่งรออยู่ที่ส่วนต้อนรับของคอนโด ชายคนหนึ่งแต่งกายทะมัดทะแมงท่าทีสง่าเดินเข้ามาหาเรา เขาส่งยิ้มให้เรา “สวัสดีครับผมชื่อเกรียงไกร ผมมาจากแผนกสืบสวนพิเศษ” ตะวันยิ้มและเอ่ยทักทายกลับ “สวัสดีครับ คุณมาแล้วหรือ” “การไลฟ์สดในวันนี้ของคุณถูกจับตามองโดยหน่วยงานของเรา ผมจึงต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คุณไม่ต้องห่วงเราจะไม่ทำอะไรกับคุณเป็นพิเศษ” เด็กสาวที่ฉันช่วยไว้เดินออกมาพร้อมกับตำรวจหญิง เธอได้รับบาดเจ็บ แววตาของเธอดูหวาดกลัวจนสังเกตได้ เธอถูกพาตัวไปส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการบาดเจ็บ ฉันถามเกรียงไกรว่า “ฉันคิดว่าผู้จัดการคอนโดไม่ใช่ตัวการใหญ่ คุณสามารถจับคนที่บงการเขามาลงโทษได้หรือไม่” เกรียงไกรยิ้มแบบไม่สู้ดีนัก “บุคคลที่คุณว่านั้น เขาเป็นคนที่ลึกลับมาก แทบไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขามากนัก” “แล้วฉันจะถูกเขาเล่นงานไหม” ฉันถามด้วยความกังวล “คุณสบายใจได้ เขาคงไม่อยากลงมาทำอะไรมากนัก เขาเป็นคนระมัดระวังตัวมาก” จู่ๆตะวันก็จับมือฉันแล้วพูดว่า “ไพลิน ผมคิดว่าพวกคนที่ติดตามดูเพจของคุณน่าจะมาที่นี่ตอนนี้” ฉันมองออกไปข้างนอกคอนโดก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองหาใครอยู่ ถ้าพวกเขาเห็นหน้าฉันตอนนี้ มันต้องไม่ดีแน่ เขาจะรู้ว่าฉันหน้าตาน่าเกลียด แล้วพวกเขาจะเอาไปพูดคุยกันในโลกโซเชียลเรื่องหน้าตาฉัน” “คุณรีบไปเถอะ เอาไว้ผมจะติดต่อไป” เกรียงไกรพูดขึ้นมา เราออกมาทางประตูหลังของคอนโด ที่นั่นตะวันได้สั่งให้คนเอารถมารอรับ รถ BMW สีดำเงา “ผมสั่งให้เอารถที่ธรรมดาที่สุด และไม่สะดุดตามา ผมมีแค่นี้จริงๆ” เขาบอก เอาเถอะตอนนี้ฉันอยากกลับบ้านแล้ว เขาไปส่งฉันที่บ้าน ฉันโบกมือลาและกำลังจะปิดประตู ทันใดนั้นเขาก็พูดว่า “ขอผมเข้าไปนั่งข้างในก่อนไม่ได้เหรอ” เขาถาม แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเขาดูนวลผ่อง เขาหล่อและดูดีมาก ฉันรู้สึกว่าเขาดีมาก เขาดีเกินกว่าจะมารู้จักฉัน จนฉันไม่คิดว่าเขาจะคบฉันโดยไม่สนใจหน้าตาของฉัน แต่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ปฏิบัติกับฉันอย่างจริงใจ แต่ฉันกลัวว่าถ้าฉันเชื่อใจเขามากเกินไปแล้วจะต้องเจ็บช้ำในอนาคต ฉันยิ้มเล็กๆ “ฉันเหนื่อยและต้องการพักผ่อน” “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย งั้นผมจะไม่รบกวนคุณ” ดวงตาของเขาเศร้าลงเล็กน้อย โดยปกติเขาจะเป็นคนขี้เล่น ฉันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ฉันมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เขายังยืนอยู่ที่หน้าบ้านตรงที่เดิม เขายังไม่ไปไหน ทำไมในจิตใจของฉันถึงได้สั่นหวั่นไหวแบบนี้นะ ถ้า...ถ้าฉันไม่น่าเกลียดแบบนี้ ถ้าเราได้เจอกันแบบคนปกติทั่วไปก็คงจะดี แต่นี่มันคือโลกของความจริง ฉันเดินเข้าห้องไปและไม่หันไปมองเขาอีก น้ำตาของฉันซึมออกมาจนฉันต้องพยายามข่มมันเอาไว้ ฉันนั่งทำใจจนดีขึ้นและเปิดโทรศัพท์มือถือดู ยอดโดเนทของฉันในรอบนี้มันมากถึงห้าหมื่นบาท มันน่าอัศจรรย์ใจนัก ฉันฉุกคิดได้ว่าควรที่จะให้ส่วนแบ่งตะวัน แม้ว่าเขาจะรวยมากอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีเขาฉันคงจะลำบาก ฉันควรตอบแทนเขา เสียงเมสเซนเจอร์ของฉันดังขึ้น ฟ้ารุ่งทักมาบอกว่าฉันแข็งแกร่งมากขึ้น เธอขอมอบตำรายาตัวใหม่มาให้ฉัน พลังของฉันน่าจะมีมากพอที่จะปรุงยาตัวใหม่ ฉันพิมพ์ขอบคุณและเปิดเอกสารดู มันเป็นยารักษาบาดแผลที่มีสรรพคุณขั้นสูง แต่มันจำเป็นต้องใช้สมุนไพรหายากบางตัว ซึ่งพบเจอได้น้อยมาก มันคือว่านพันปีและว่านทิพย์ ฉันก็เคยได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง ฉันนั่งถอนหายใจ ฉันจะไปหาของพวกนี้มาจากไหน มันต้องมีราคาแพงมากเลยทีเดียว สักพักรัตติกาลก็ทักมาหาฉัน เธอบอกว่าเธอจะส่งบางอย่างมาให้ฉันที่บ้าน วันต่อมาก็มีคนมาเรียกฉันที่หน้าบ้าน “รับพัสดุด้วยครับ” ชายคนหนึ่งตะโกนเรียก ฉันเดินออกไปก็พบพนักงานส่งของ รัตติกาลส่งของมาให้ ฉันรับกล่องนั้นและเข้าไปในบ้าน กล่องนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก ฉันเปิดออกดูก็พบสมุนไพรหายาก ฉันหยิบขึ้นมาดู มันคือว่านพันปีและว่านทิพย์อย่างแน่นอน รัตติกาลเธอมีของหายากแบบนี้ เพียงแค่เปิดกล่องออก กลิ่นของว่านทั้งสองก็โชยมาแตะจมูก มันคือสมุนไพรล้ำค่า ว่ากันว่าว่านสองชนิดนี้ใช้เวลาเติบโตที่ยาวนานมาก ฉันส่งข้อความไปขอบคุณรัตติกาลในทันที จากนั้นฉันก็ออกไปเสาะหาสมุนไพรตัวอื่นๆจากร้านขายยาแผนโบราณ ฉันกางตำราปรุงยาสมุนไพรที่ฟ้ารุ่งส่งมาให้ กรรมวิธีมันก็คล้ายๆกับตอนที่ฉันปรุงโอสถทิพย์ แตกต่างเพียงเล็กน้อยก็ตรงที่ยาตัวนี้มีขี้ผึ้งเป็นส่วนประกอบสุดท้าย ฉันกลั่นสมุนไพรทั้งหมดออกมาเป็นหยดน้ำสีทองอำไพโดยใช้พลังจักรวาลของฉัน เมื่อได้มาจำนวนหนึ่งฉันก็ใช้มันผสมเข้ากับขี้ผึ้งจนกลายเป็นครีมข้นสีทองเปล่งประกาย ฉันนำกระปุกมาใส่ยานั้นลงไป มาถึงขั้นตอนที่ฉันต้องทดลองสรรพคุณของตัวยา ฉันนำมีดขึ้นมาและกลั้นใจกรีดลงที่ข้อมือตัวเอง ฉันต้องเจ็บตัวอีกแล้ว ไม่นานเลือดก็ไหลออกมา ฉันใช้ครีมสีทองในกระปุกนั้นทาลงไป สักพักเลือดของฉันก็หยุดไหล ฉันเห็นบาดแผลของฉันมันค่อยๆสมานกันอย่างช้าๆ ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที บาดแผลของฉันก็หายสนิทราวกับว่าไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน มันเป็นเรื่องที่สุดแสนที่จะเหลือเชื่อเลยจริงๆ ฉันจึงปั้นยานั้นให้เป็นยาลูกกลอน เวลาใช้งานจะได้สะดวกมากขึ้น คราวนี้ฉันก็เลยมีทั้งยาที่เป็นขี้ผึ้งและยาลูกกลอน ยานี้หากนำไปขายฉันคิดว่าต้องได้ราคาที่ดีแน่นอน แต่ว่าฉันยังไม่กล้าเพราะฉันยังควบคุมพลังของฉันได้ไม่ชำนาญ ทำให้ฉันยังไม่มั่นใจผลของมันเต็มร้อย ฉันยังคงต้องฝึกพลังของฉันให้แข็งแกร่งมากกว่านี้มากขึ้นและมากขึ้นอีก ฉันเฝ้าฝึกฝนตนเองทุกวัน ทั้งความแข็งแกร่งของร่างกายภายนอก และความแข็งแกร่งของพลังจักรวาลภายใน เกรียงไกรโทรศัพท์ติดต่อมาหาฉัน เขาบอกว่าที่ห้องลับของคอนโดถูกปิดลงแล้ว ผู้จัดการคอนโดก็ติดคุกและไม่ได้รับการประกันตัว เขามีข้อหามากมายรอพิจารณาอยู่ โทษของเขาหนักมากและอาจจะต้องติดคุกเป็นสิบปี ฉันรู้สึกเจ็บแค้นเป็นอย่างมาก ความชั่วที่เขาทำ ชีวิตของหญิงสาวมากมายที่สูญเสียไป เขาได้รับกรรมของเขาเพียงแค่นี้เองหรือ แสดงว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขานั้นต้องมีอำนาจมากเลยทีเดียว ฉันเปลี่ยนพลังความแค้นนั้นให้เป็นพลังใจในการที่จะฝึกฝนตนเองให้มากขึ้น สักวันฉันจะต้องกำจัดความอยุติธรรมนี้ไปให้หมด ฉันติดต่อไปหาภานุเดช ตอนนี้เขาถึงเวลาที่จะต้องรักษาตัวในรอบต่อไปแล้ว รุ่งเช้าเขาส่งรถมารับฉันไปที่คฤหาสน์ของเขา ฉันเริ่มกระบวนการรักษาอีกครั้งด้วยการต้มสมุนไพรลงไปในอ่างอาบน้ำ จากนั้นฉันก็ใช้พลังจักรวาลในตัวเป็นส่วนผสมในขั้นตอนสุดท้าย พลังของฉันแข็งแกร่งมากขึ้น คราวนี้น้ำในอ่างเดือดเป็นฟองอากาศรุนแรงกว่าเดิม ยาขนานนี้เป็นสุดยอดขุมกำลังสำหรับการรักษาครั้งนี้ ฉันหวังว่าเขาทนรับการรักษาในครั้งนี้ได้นะ เมื่อทุกอย่างพร้อมฉันจึงเรียกภานุเดชเข้ามา