เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก

    เล่มที่ 6 บทที่ 156 ร่วมยินดี

            ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปากพลางยิ้ม“คุณจะคบหาใครเป็นเพื่อน ฉันคงไม่ต้องออกความเห็นหรอกค่ะ”

            เซียวหยวนหมิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“เพราะคุณคือภรรยาของผม ผมคบเพื่อนแบบไหนก็ต้องถามความเห็นจากคุณสิครับ ถ้าคุณไม่ชอบเพื่อนคนไหนผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีก”

            “ดีเลยค่ะ” ซูเจียวเจียวครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม“งั้นถ้าฉันคบเพื่อนคนไหน ก็จะบอกคุณเป็นคนแรกเลยค่ะ”

            “อืม” รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวหยวนหมิงเข้มขึ้น“ผมเอาเต้าหู้ไปให้พวกเขาก่อนนะ”

            เมื่อกลับมาเซียวหยวนหมิงก็บอกซูเจียวเจียวเรื่องหนึ่งเขาบอกว่าจ้าวอวี้เฟินและเว่ยหงปิงกำลังจะแต่งงานกัน วันกำหนดคือวันที่ 28เดือน 12 ซึ่งเป็นวันดีสำหรับการแต่งงาน

            ถึงตอนนั้นจะให้เธอและเซียวหยวนหมิงไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำด้วยกันจ้าวอวี้เฟินบอกว่าจะไม่จัดโต๊ะจีน แค่จัดโต๊ะใหญ่หนึ่งโต๊ะมีเพื่อนสนิทสองสามคนมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันก็พอแล้ว

            ใบหน้าของซูเจียวเจียวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“นี่ยังไม่ถึงวันเลยไม่ใช่เหรอคะ”

            วันนี้เป็นวันที่20เดือน 12 แล้วนะ

            “อืม ตอนที่ผมไปถึง พวกเขากำลังจะไปตลาดนัดเพื่อซื้อกับข้าวมาจัดงานเลี้ยง”เซียวหยวนหมิงเดินเข้ามาในห้อง นั่งข้างเตาผิงเพื่อผิงไฟ

            ซูเจียวเจียวยื่นชาอุ่นให้เขาแก้วหนึ่ง“งั้นพวกเราต้องเตรียมของขวัญให้พวกเขาแล้วสิคะคุณว่าเตรียมอะไรดีคะ”

            เซียวหยวนหมิงครุ่นคิด“ซื้อกะละมังคู่หนึ่ง ผ้าขนหนูสองผืน คุณว่าไงครับ”

            ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ได้เลยค่ะ วันหลังพวกเราไปที่สหกรณ์ดูของกันเถอะ”

            วันเวลาที่เหลือก็ยังคงวุ่นวายผลผลิตของกลุ่มที่ห้าในปีนี้ดีมาก ใบหน้าของทุกครัวเรือนเต็มไปด้วยรอยยิ้มเตรียมทำขนมข้าวพองน้ำตาลแข็งและขนมงาให้นานาแก้หิว

            ขนมที่ทำเองไม่ต้องเสียเงินแค่ต้องใช้ธัญพืชจำนวนหนึ่งเท่านั้น

            เซียวหยวนหมิงคิดว่าเจียวเจียวก็ชอบกินขนมหวานแถมที่บ้านยังมีหลานสาวตัวน้อยชื่อหยวนหยวนอีกคนจึงตั้งใจจะทำขนมข้าวพองน้ำตาลแข็งและขนมงาด้วย จึงเข้าร่วมกับกลุ่มทำขนม

            เริ่มต้นด้วยการทำให้กับบ้านของลู่เหว่ยหมินและหลี่ต้าเฉวียนเซียวหยวนหมิงก็ช่วยทำและเรียนรู้ไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสองบ้านทำเสร็จแล้วคนหลายคนก็มารวมตัวกันช่วยบ้านของเซียวหยวนหมิงทำ

            ในสวนของหลายๆบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของขนม ทำเอาเด็กๆ ในหมู่บ้านคนอื่นๆ ต้องน้ำลายไหล

            ขนมข้าวพองน้ำตาลแข็งและขนมงาที่ทำเสร็จแล้วก็เก็บไว้กินเล่น เมื่ออยากกินเมื่อไรก็หยิบออกมา

            พอถึงวันที่24เดือน 12 ซึ่งเป็นวันเสี่ยวเหนียน(วันตรุษจีนเล็ก) ทุกบ้านก็จะทำเกี๊ยวกิน

            แม้จะเพิ่งกินเกี๊ยวไปเมื่อไม่กี่วันก่อนแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อซูเจียวเจียวที่จะกินเกี๊ยวต่อไป เกี๊ยวหม้อใหญ่ร้อนๆออกจากเตา กลิ่นหอมฟุ้ง

            ซูเจียวเจียวพบว่าถั่วงอกที่เธอและอาหมิงเพาะไว้ด้วยกันก็งอกงามแล้วเธอหยิบมาผัดหนึ่งกำมือ ปรากฏว่านุ่มและสดมาก

            ซูเจียวเจียวก็แบ่งไปให้บ้านตระกูลหวังตระกูลลู่ และที่บ้านจ้าวอวี้เฟินกับฮั่วเจี้ยนจงด้วย

            ตอนไปที่บ้านพักยุวชนซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงไปด้วยกัน

            เพราะจ้าวอวี้เฟินกับเว่ยหงปิงกำลังจะแต่งงานกันเธอจึงถือโอกาสไปแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้ด้วย

            เมื่อวานนี้เซียวหยวนหมิงได้ซื้อกะละมังใหม่สองใบและผ้าขนหนูใหม่สองผืนมาจากสหกรณ์แล้วตอนนี้ก็เอาไปส่งพร้อมกับถั่วงอกที่เพาะเสร็จใหม่ๆ

            เมื่อเห็นกะละมังเคลือบสีแดงสดคู่ใหม่ที่มีลวดลายอักษร ‘喜’ (มงคล)ขนาดใหญ่สีแดง และดอกไม้สีแดงที่ดูแล้วไม่ถูกเลยผ้าขนหนูใหม่สองผืนก็เป็นสีแดงเช่นกัน ดูน่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง

            จ้าวอวี้เฟินรู้สึกอายที่จะรับของขวัญแต่งงานชิ้นนี้ไม่ถูกเลย แต่ก็เป็นคำอวยพรงานแต่งงานจากซูเจียวเจียวจ้าวอวี้เฟินจึงรับไว้คิดว่าจะคืนของขวัญให้ซูเจียวเจียวให้มากขึ้นเมื่อแต่งงานแล้ว

            ฮั่วเจี้ยนจงรับถั่วงอกที่เซียวหยวนหมิงยื่นให้ด้วยความยินดี“คราวหน้าถ้าเพาะถั่วงอกอีก ก็เอามาอีกนะแล้วผมจะช่วยสอนการบ้านให้คุณ”

            มุมปากของเซียวหยวนหมิงกระตุก

            ฮั่วเจี้ยนจงยิ้ม“วางใจได้ ไม่ขาดทุนหรอกน่า อย่างน้อยผมก็เรียนจบมัธยมปลายแถมตอนอยู่ตัวเมืองมณฑล ผมยังเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดอีกด้วย แค่สอนคุณน่ะสบายๆ”

            เซียวหยวนหมิงพ่นลมหายใจเบาๆ“ภรรยาของผมสอนไม่ต่างกับคุณหรอก”

            ฮั่วเจี้ยนจงพูดอย่างไม่เกรงใจ“วิชาภาษา และศิลปะของภรรยาคุณก็ดีจริงครับ แต่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์เคมีค่อนข้างธรรมดา เธอสอนคุณก็คงไม่ดีเท่าผมหรอก”

            ซูเจียวเจียวได้ยินแล้วก็ไม่โกรธเพราะฮั่วเจี้ยนจงพูดเรื่องจริง วิชาภาษา การเมือง ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์พวกนี้เป็นวิชาที่ต้องท่องจำ ขอแค่ขยันอ่านขยันจำก็ทำได้หมด แต่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์เคมี ไม่ใช่แค่ท่องจำอย่างเดียว ต้องใช้สมองที่พลิกแพลงด้วย สมัยเรียนเธอก็เป็นคนเรียนเก่งเป็นบางวิชาอยู่แล้ว

            ถ้ามีฮั่วเจี้ยนจงช่วยสอนอาหมิงเชื่อว่าอาหมิงจะก้าวหน้าได้เร็วกว่านี้อีก

            ซูเจียวเจียวเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ดวงตาเปล่งประกาย แล้วพูดกับเขา “งั้นคุณก็ต้องสอนฉันเพิ่มอีกคนแล้วนะคะฉันก็อยากเรียนด้วยเหมือนกัน”

            หลายข้อสอบในชาติที่แล้วเธอจำไม่ได้แล้ว เพราะเวลาผ่านมานานเกินไป

            “ได้เลย” ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “ทุกคืนผมสามารถใช้เวลาสองชั่วโมงสอนพวกคุณได้ครับแต่พวกคุณต้องเลี้ยงข้าวเย็นผมนะ”

            เมื่อนึกถึงอาหารของบ้านเซียวหยวนหมิงฝีมือของซูเจียวเจียว ฮั่วเจี้ยนจงก็น้ำลายไหลเล็กน้อย

            จ้าวอวี้เฟินยกมือขึ้นอย่างอ่อนแรง“ฉันขอเข้าร่วมด้วยได้ไหมคะ” เธอเกรงว่าซูเจียวเจียวและฮั่วเจี้ยนจงจะไม่เห็นด้วยจึงรีบพูด “ฉันจะออกค่าอาหารครึ่งหนึ่งของยุวชนฮั่วค่ะ!”

            ช่วงนี้ฮั่วเจี้ยนจงก็เห็นจ้าวอวี้เฟินพยายามเรียนอยู่เหมือนกันแต่ความก้าวหน้าของจ้าวอวี้เฟินช้ามาก บางวิธีก็ไม่ถูกต้องเขาเคยสอนไปหลายครั้งแล้ว

            “ถ้าเซียวหยวนหมิงกับยุวชนซูไม่มีปัญหา ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”

            “ตกลงค่ะ งั้นถึงตอนนั้นก็เรียนด้วยกัน” ซูเจียวเจียวพยักหน้า

            จ้าวอวี้เฟินหันไปถามเว่ยหงปิง“คุณไม่เรียนด้วยกันเหรอคะ”

            เว่ยหงปิงยิ้ม“ไม่ต้องหรอกครับ ผมเรียนด้วยตัวเองได้ครับ”

            จ้าวอวี้เฟินพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรอีก

            ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้ชักชวนเพราะการเรียนของเว่ยหงปิงไม่แย่เลยชาติที่แล้วเขาสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมในจิงเฉิงซึ่งดีกว่าเธอและจ้าวอวี้เฟินมาก

            ส่วนอาหมิงนั้นเป็นเพราะเขาไม่เคยเรียนมัธยมปลายจึงจำเป็นต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถมาสอน

            หลังจากตกลงกันแล้วซูเจียวเจียวก็กลับบ้านพร้อมเซียวหยวนหมิง

            หลังจากเทศกาลเสี่ยวเหนียนเซียวหยวนซินและหลิวเฉิงเหว่ยก็ต้องกลับไปยังกองผลิตตระกูลหลิวแล้ว

            ใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่กองผลิตก็หยุดรับงานแล้ว ทุกคนสามารถพักผ่อนได้

            ก่อนจากไปเซียวหยวนซินทิ้งเงินค่าครองชีพไว้ 36 หยวนซูเจียวเจียวจะไม่รับแน่นอน เธอเป็นพี่สาวแท้ๆ ของอาหมิง แถมยังดีกับเธอมากทำไมเธอถึงจะต้องคิดมากกับเซียวหยวนซินด้วยล่ะ?

            เซียวหยวนซินกลับทำหน้าบึ้ง“ไม่ได้นะ! เงินที่ควรให้ก็ต้องให้ เธออย่าเพิ่งน้อยใจเลย!ปีที่แล้วฉันไม่มีเงินให้เธอ กินอยู่บ้านเธอเปล่าๆ ก็ยังพอพูดได้แต่ปีนี้ฉันมีเงินเดือนตั้งสิบกว่าหยวน ถ้ายังจะกินอยู่กับเธอและอาหมิงเปล่าๆ อีกมันจะไปดีได้ยังไง! เงินนี้เธอต้องรับ! ไม่งั้นฉันจะโกรธแล้วนะ ปีหน้าฉันไม่มาแล้ว”

            ซูเจียวเจียวกล่าว“แต่ทั้งหมดก็ไม่ถึง 36 หยวนหรอกนะคะ”

            หนึ่งปีมีสิบสองเดือนเดือนละสามหยวนสำหรับค่าครองชีพ ค่าอาหารก็เหลือเฟือแล้ว ยังมีเหลือด้วยซ้ำ

            เซียวหยวนซินกล่าว“ค่าที่พักไม่เสียเงินหรือไร ไหนจะค่าไฟอีกแล้วก็ยังมีส่วนของหยวนหยวนอีกนะ ที่จริงแล้วฉันก็ยังได้เปรียบอยู่ดี พูดกันจริงๆแล้ว 36 หยวนยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ”

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก ที่คุณอ่าน