วันนี้วันทำงานวันแรกของภูผาในฐานะพนักงานใหม่ แต่ตอนนี้อยู่ใน่ทดลองงานสามเดือนเหมือนพนักงานคนอื่น ๆ เขาได้รับมอบหมายให้ทดลองงานด้านจัดเลี้ยงซึ่งเป็งานที่ภูผาค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว เลยไม่มีอะไรให้น่าหนักใจ แม้จะอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาสมัครเข้ามาในตำแหน่งพนักงานฝ่ายการตลาดเพราะเขาจบมาด้านนี้โดยตรง แต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกลับกลายเป็งานด้านจัดเลี้ยง
นี่คงเป็หนึ่งในคำถามที่ค้างอยู่ในใจอีกคำถามหนึ่งนอกเหนือจากความประหลาดใจหลังจากได้มีโอกาสเข้าแนะนำตัวกับผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมซึ่งมีโรงแรมในเครือทั่วประเทศอย่าง “รัชวิภา เดชตระกูลไกร”
ั้แ่วินาทีแรกที่สบตาเ้าของโรงแรมดัง ภูผารู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด แววตานิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แม้เธอจะยิ้มจะหัวเราะแต่แววตาเธอกลับมิได้ยิ้มและหัวเราะตามสีหน้าเลยสักนิด เขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้หญิงวัยกลางคนห้าสิบต้น ๆ นั้นมีแววตาที่เศร้าสร้อยได้ขนาดนั้นราวกับปกปิดอะไรบางอย่างไว้ตลอดเวลา
แม้บางขณะเขาแอบรู้สึกว่าแววตาคู่นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็อบอุ่นอย่างประหลาด มองเขาราวกับรู้จักกันมาเป็อย่างดีคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคนรู้จักกันธรรมดา ถ้าเขามองไม่ผิดนักผู้หญิงคนนั้นถึงกับน้ำตาคลอเมื่อเจอหน้าเขาด้วยซ้ำ
“ชื่อภูผาเหรอ อื้มมมม ภูผาที่หมายความถึงความแข็งแกร่งสินะ”
เธอพึมพำเบา ๆ ตอนที่สายตายังคงจดจ้องที่ใบหน้าเขา จนชายหนุ่มทำตัวไม่ถูกด้วยซ้ำ
“ครับ”
ภูผาทำได้แค่เพียงตอบคำสั้น ๆ และยิ้มให้ตามมารยาท
หลังจากนั้นแทนที่หญิงวัยกลางคนคนนั้นจะซักเื่การทำงาน เธอกลับซักถามแต่ชีวิตความเป็อยู่ของเขา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเด็กธรรมดาอย่างเขาจะมีอะไรน่าสนใจนักหนา
“ฉันให้ผา เอ้ย ฉันจะให้เธอไปทดลองงานที่ฝ่ายจัดเลี้ยงก่อนนะ เด็กใหม่ทุกคนที่มาทำงานที่นี่ต้องลงไปทดลองงานที่นั่นก่อน หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณากันอีกทีว่าควรจะให้ทำงานในตำแหน่งที่สมัครเข้ามาหรือไม่ เธอติดขัดอะไรหรือเปล่าถ้าจะไม่ได้ทำในส่วนที่สมัครเข้ามา”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมทำได้” ภูผาตอบสั้น ๆ
“คุณวิทยาจะเป็คนดูแลเธอนะ อยากได้อะไรก็บอกเขาไป”
“ไม่เป็ไรครับ ผมไม่ได้้าอะไร”
“คุณวิทยา ฉันฝากดูแลผา เอ้ย พนักงานใหม่คนนี้ด้วยนะ ดูแลดี ๆ หละฉันอยากให้เขาเรียนรู้งานให้เยอะที่สุด”
แม้คำพูดของคุณรัชวิภาจะฟังดูแปลก ๆ อยู่บ้างแต่ภูผาก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยถาม ได้แต่พยักหน้าและเดินตามคุณวิทยาออกไป
“ภูผา ลูกจะโกรธเกลียดแม่ขนาดไหน ถ้ารู้ว่าแม่แท้ ๆ ทิ้งลูกไปเมื่อ 20 ปีก่อน” รัชวิภาหน้าเศร้ากว่าเดิมเมื่อภูผาเดินออกไปแล้ว
ยี่สิบปีแล้วสินะที่เธอทิ้งให้เขาต้องต่อสู้ลำพัง ถ้าวาตาไม่นำข่าวดีนี้มาบอกเธอก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ลูกชายแท้ ๆ ของเธออยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง เธอยังจำได้ดีวันที่วาตานำรูปจี้ที่อยู่บนคอภูผามาให้เธอดู เธอแทบจะเป็ลมล้มพับไปตรงนั้น จี้รูปูเาซ้อนกันสองลูก จี้ที่หมายถึง “ภูผา” ชื่อที่เธอตั้งใจตั้งให้เขานั่นเอง
แต่ภูผากลับไม่เคยรู้เลยว่าจี้ที่เขาห้อยติดคอตลอดเวลาั้แ่เด็ก ๆ นั้นมีความหมายอะไรต่อเขา ทั้งยายยังกำชับนักกำชับหนาว่าต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็ตามก็ห้ามถอดจี้นี้ออกจากคอเด็ดขาด ซึ่งเขาก็เชื่อฟังและดูแลจี้นั้นเป็อย่างดี ไม่เคยให้ห่างกายเลยซักครั้ง
และทันทีที่คุณวิทยานำความมาบอกว่าภูผาส่งจดหมายสมัครงานเข้ามา โดยการบอกกล่าวของวาตาอีกทีซึ่งเขาบังเอิญไปเห็นในวันที่ติดฝนวันนั้น รัชวิภาไม่รอช้าที่จะตอบรับในทันที
อันที่จริงเธอทราบเื่นี้เมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อนตอนที่วาตาส่งรูปจี้มาให้ เธอเลยให้คุณวิทยาสืบเื่ราวของภูผาให้ จนแน่ใจว่าเป็ลูกชายคนเดียวของเธอที่เธอจำเป็ต้องทิ้งมาเมื่อยี่สิบปีก่อน เธอเลยขอร้องให้วาตาดูแลภูผาให้อีกที ส่วนเธอเองได้แต่ส่งคนดูอยู่ห่าง ๆ และบางครั้งเธอก็แอบไปหาเขาที่ร้านโดยที่ภูผาไม่รู้ตัว
แต่ที่ไม่กล้าปรากฏตัวและแสดงตัวเพราะเธอไม่แน่ใจว่าภูผาจะรับเธอได้มากแค่ไหน เขาอาจจะโกรธและเกลียดเธอมากจนย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเลยด้วยซ้ำ โชคดีที่่นั้นยายของภูผาถูกเธอขอให้วาตาพาไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น เพื่อที่ภูผาจะได้มีเวลาอยู่ร้านตามลำพังและเธอก็สามารถไปหาเขาได้โดยไม่มีใครสงสัย
เธอได้แต่หวังว่าสักวันเธอจะกล้าเปิดเผยตัวให้ภูผารู้ แต่ตอนนี้เธอจำเป็ต้องเก็บไว้เป็ความลับเนื่องเพราะเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ที่สำคัญคือ ลูกชายอีกคนที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในตอนนี้ และเธอก็ไม่อาจให้เื่ราวในอดีตมาทำลายอนาคตของลูกชายอีกคนของเธอได้
แม้จะต้องทนกล้ำกลืนกับความรู้สึกผิดต่อลูกชายอีกคน แต่รัชวิภาก็เลือกที่จะเก็บทุกอย่างไว้เป็ความลับ และหาโอกาส่งเสริมภูผาในทุก ๆ ทางอย่างเงียบ ๆ อย่างน้อยก็ทำให้เธอได้ชดใช้ให้เขาได้บ้าง
ภูผาทำงานด้วยความขยันขันแข็ง งานจัดเลี้ยงเป็งานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงสมอง และเวลาทำงานก็ไม่แน่นอนทำให้บางคนที่ทนความลำบากไม่ไหวลาออกไปจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับเด็กหนุ่มอย่างภูผาไม่มีครั้งไหนเลยที่จะบ่นออกมาสร้างความประทับให้แก่คุณวิทยาและรัชวิภาที่แอบมองอยู่ห่าง ๆ ไม่น้อย
“มีอะไรกันหรอครับคุณวิทยา ทำไมดูวุ่น ๆ กันผิดปกติครับ”
ภูผาเอ่ยในตอนเย็นวันหนึ่งหลังจากเสร็จงานของเขาแล้วกำลังจะเก็บของกลับบ้านตามปกติ แต่เหลือบไปเห็นคุณวิทยาและคนอื่น ๆ ท่าทางเครียด ๆ ผิดปกติ
“ไม่มีอะไรหรอกครับพอดีนักร้องที่ร้องประจำดันป่วยวันที่มีแขกคนสำคัญ ตอนนี้เลยต้องหานักร้องกันจ้าละหวั่นไปหมด” น้ำเสียงเครียด ๆ อย่างไม่ปกปิดดังขึ้น ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แล้วพนักงานคนอื่นไม่มีใครพอร้องได้เลยเหรอครับ”
“ก็มีอยู่แต่หนักไปทางลูกทุ่งเสียมากกว่า แขกชอบเพลงสมัยใหม่ครับ ไทย สากลได้หมด ตอนนี้เลยจนปัญญาจะจ้างนักร้องดัง ๆ มาก็ไม่ทัน”
“งั้น...ให้ผมลองไหมครับ ผมพอร้องเพลงได้ เล่นกีต้าร์ได้ครับ” ภูผาเสนออย่างไม่ค่อยมั่นใจเพราะเอาเข้าจริง ๆ เขาก็แค่เคยเล่นดนตรีกับเพื่อนที่มหาลัยเท่านั้น ยังไม่เคยเล่นให้คนนอกฟังเลยสักที
และเหมือนคุณวิทยาจะนึกอะไรบางอย่างได้ถึงกับยิ้มกว้าง
“จริงสินะ!!!” เขาว่าพลางหันมามองหน้าเด็กหนุ่มอย่างมีความหวัง
“ไม่ต้องลองหรอกครับเล่นจริงเลยแล้วกัน” คำตอบทำเอาภูผาอึ้งไปไม่น้อย เริ่มชักไม่แน่ใจกับการอาสาช่วยในครั้งนี้
“แต่ผม... ไม่ได้ร้องเก่งอะไรมากหรอกนะครับ”
“แต่มีคนบอกว่าคุณร้องเพลงเพราะมาก”
“ครับ???” ภูผาร้องเสียงดังอย่างสงสัย
“เอิ่มมม ผมหมายถึง ..... พวกพนักงานด้วยกันเองแหละครับ เขาบอกว่าได้ยินคุณงำเพลงบ่อย ๆ ตอนทำงาน งั้นเดี๋ยวคุณไปเตรียมตัวเลยน่ะครับ ตามผมมาเลยครับ”
“แต่ผมไม่ได้เอากีต้าร์มานะครับ”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง ผมจัดการให้ทันทีเลย”
คุณวิทยาพูดอย่างดีใจ รีบเดินนำเด็กหนุ่มไปยังห้องแต่งตัวทันที แม้จะเป็ความบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่คืนนั้นภูผาได้แสดงฝีมือร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ถึงสามเพลงรวด ได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นักร้องเฉพาะกิจประจำโรงแรมไปโดยปริยาย ...
หนึ่งเดือนผ่านไป ...
เด็กหนุ่มเริ่มสนุกกับการทำงานที่โรงแรมโดยเฉพาะการได้ร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ให้แขกฟัง เขายอมรับว่าเป็อะไรที่ทำให้เขามีความสุขมาก และเป็ 1 เดือนเช่นเดียวกันที่ใครบางคนหายไปจากชีวิต .... แม้จะรู้สึกสนุกกับการทำงาน แต่เมื่อทำงานเสร็จเวลาว่าง ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป สิ่งที่เขาทำคือการหยิบมือถือมาไถไลน์เล่นเผื่อมีอะไรเด้งมาให้เขาได้ตื่นเต้นบ้าง แต่จนแล้วจนรอดไลน์นั้นก็สงบ เงียบ และหายไป ... และเขาก็เลือกที่จะไม่ไลน์ไปหาเหมือนกัน
แรก ๆ เขาก็รู้สึกดีที่ไม่มีใครมาคอยตามตอแยเขา คอยหาเื่ให้เขาได้โมโห แต่แค่ไม่กี่วัน เขากลับรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ปกติกับความรู้สึกตัวเอง การเงียบหายไปโดยไม่มีข่าวคราวอะไรเลยแบบนี้ ชักทำให้เขาเป็ห่วง .... ห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ห่วงว่าจะมีเื่อะไรให้อีกคนทำในสิ่งที่ไม่คาดคิดอีกหรือเปล่า เป็ความห่วงที่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันหลั่งไหลมาจากไหน แต่ด้วยทิฐิเขาก็เลือกที่จะไม่สนใจมัน ยังคงปล่อยให้ทุกอย่างเงียบไปอย่างนั้น
คืนนี้เป็อีกคืนที่เขารับหน้าที่ร้องเพลง และยิ่งเพลงที่แขกเลือกเข้ามาเป็เพลงเศร้า ยิ่งทำให้ภูผารู้สึกคิดถึงอีกคนอย่างรุนแรงขึ้นมาอีก ดังนั้นเพลงที่เขาถ่ายทอดออกมาที่เศร้าอยู่แล้วยิ่งเศร้าหนักไปอีกทวีคูณ จนคุณวิทยาอดไม่ได้ที่จะถาม
“ไม่สบายหรือเปล่าคุณภูผา ท่าทางคุณไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
“เปล่าครับ ผมสบายดี “ภูผาตอบน้ำเสียงเนือย ๆ อย่างเห็นได้ชัด
“หรือว่าอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์แขกขอแต่เพลงเศร้า ๆ คุณเลยเศร้าตามเพลงพาไปสินะครับ” ภูผาไม่ตอบได้แต่ส่งยิ้มกลบเกลื่อน
“เอ้อ จริงสิครับผมลืมบอกไป แขกโต๊ะนั้นชอบเพลงน้ำเสียงคุณมากอยากคุยกับคุณสักครู่ คุณพอมีเวลาไหมครับ” จู่ ๆ คุณวิทยาก็เอ่ยขึ้น
“แต่พนักงานไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งคุยกับแขกนี่ครับ และนี่ก็เวลางานผมด้วย”
“แต่คนนี้ผมอนุญาตเป็พิเศษและนี่ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเลิกงานคุณแล้วนี่ครับ “
“งั้น ผมขอทำงานต่ออีกครึ่งชั่วโมงน่ะครับ ถ้าเขารอได้ก็รอครับ ยังไงผมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบของโรงแรม”
“เอางั้นหรอครับ ฮ่า ๆ ครับ ๆ ผมจะไปบอกเขาตามนั้นนะครับ”
คุณวิทยาส่งยิ้มกว้างราวกับถูกใจอะไรบางอย่างให้เขา ก่อนจะรีบก้าวไปยังโต๊ะที่มีคน้าคุยกับเขา ไม่นานคุณวิทยาก็เดินหน้าบานกลับมาอีกครั้ง
“เขาบอกว่านานเท่าไหร่ก็รอได้ครับ ถ้าหมดเวลางานคุณแล้วอย่าลืมมาหาเขาด้วยนะครับ อย่าให้เขารอเก้อหละครับ” คุณวิทยาว่าแล้วก็เดินไปอีกทางปล่อยให้ภูผาเหลือบมองไปทางโต๊ะนั้นอีกครั้งอย่างนึกแปลกใจ กับความตั้งใจรอของบุคคลผู้นั้น
จนเมื่อได้เวลาเลิกงาน ชายหนุ่มเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้านตามปกติ แต่ก็ไม่ลืมแวะมาหาอีกคนที่บอกว่าจะรอเขา ไม่นานเขาก็พบว่าเ้าของโต๊ะนั้นยังนั่งที่เดิม แม้จะหันหลังให้แต่เขาก็จำได้แม่นว่าเป็คนที่คุณวิทยาชี้ให้ดู
“้าพบผมหรือครับ ขอโทษที่ให้รอนานนะครับ”
ภูผาเอ่ยเสียงเรียบเมื่อเดินมาหยุดที่โต๊ะชายแปลกหน้าคนนั้น แต่ดูเหมือนเขาจะกำลังก้มหน้าก้มตาดูมือถือตัวเอง หมวกสีขาวปีกกว้างปิดบังใบหน้าเ้าของจนมิด ยิ่งเมื่อเ้าตัวก้มมองแต่มือถือในมือตัวเอง ภูผาก็ไม่มีสิทธิ์เห็นหน้าเ้าของโต๊ะนั่นเลย เลยทำให้เขาไม่รู้ว่าเป็ใคร
----- เลิกงานแล้วหรอครับ เหนื่อยหรือเปล่า ----
จู่ ๆ เสียงไลน์ก็ดังขึ้น เพราะกำลังรอคอยไลน์จากใครบางคนทำให้ชายหนุ่มรีบยกมือถือมาอ่าน แต่ไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้างใน ยังคงเห็นแค่ข้อความที่เด้งขึ้นมา
---- อ่านแล้วไม่ตอบ –
--- แปลว่า ---
---- กำลังคิดถึงผมอยู่ใช่ไหม ----
ภูผาอมยิ้มอย่างเผลอตัว เขากลับมาแล้ว เ้าของไลน์ที่เขารอคอยมาเกือบเดือน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เปิดอ่านอยู่ดีเพราะรู้สึกเกรงใจคนตรงหน้านั่นเอง แม้จะเริ่มหงุดหงิดกับท่าทีไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
“คุณครับ”
เงียบ เ้าของหมวกขาวยังคงสนใจแต่โทรศัพท์ในมือเหมือนเดิม
“ถ้าไม่สะดวก ผมขอตัวก่อนนะครับ “
ภูผารีบตัดบทอย่างสุภาพที่สุด แต่ก่อนที่เขาจะก้าวออกไปมือข้างหนึ่งของเขากลับถูกดึงเอาไว้ ทำเอาชายหนุ่มเริ่มโมโหกับท่าทีถือวิสาสะนั้น รีบดึงมือออก แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อย
“กรุณาปล่อยด้วยครับ ไม่งั้นผมจะไม่เกรงใจ”
“ร้องเพลงเพราะ เล่นกีต้าร์เก่ง มีแฟนหรือยังครับ”
จู่ ๆ เ้าของหมวกขาวก็พูดขึ้นแทนที่จะรีบปล่อยมือ น้ำเสียงคุ้น ๆ ทำเอาภูผาอึ้งไปชั่วครู่แต่ด้วยไม่คิดว่าจะใช่คนที่เขารู้จักก็เลยเลือกที่จะหงุดหงิดต่อไป
“ปล่อยครับ”
เขาไม่ตอบรีบชักมือกลับทันทีที่พูดจบ แต่อีกฝ่ายกลับดึงอย่างแรงจนภูผาเสียหลักนั่งลงแนบชิดกับเ้าของหมวกขาวแทน อีกนิดเดียวก็คงได้นั่งตักไปแล้ว ด้วยความโมโหอย่างสุดที่จะกลั้น ภูผากำหมัดแน่นเตรียมปล่อยออกไปเต็มแรงแต่ต้องชะงักเพราะประโยคที่ได้ยิน
“พนักงานทำร้ายแขก ระวังจะโดนไล่ออกนะครับ”
“....”
“ก็แค่ถามว่ามีแฟนหรือยัง ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วยครับผม หรือว่าแฟนไม่มาหาเป็เดือนเลยงอนหละครับ”
น้ำเสียงชัดเจนขึ้นจนภูผาเริ่มแน่ใจว่าเป็คนที่หายไปจากชีวิตเขา 1 เดือนเต็ม ๆ นั่นเอง เขาเลยเลือกที่จะปล่อยหมัดต่อไป
“ถ้าปล่อยหมัดมา ผมจูบนะครับ”
“ไอ้!!!!! .”
ภูผาร้องเสียงดังทั้งโมโหทั้งหงุดหงิดและอายยยยยยย เพราะอีกฝ่ายเงยหน้ามาและทำท่าจะทำอย่างปากว่าจริง ๆ จนเขาต้องค้างหมัดไว้อย่างนั้น
“แล้วสัญญาก็จะยืดไปอีกหนึ่งเดือน”
น้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก แต่ทำอีกฝ่ายโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ในขณะที่วาตาหัวเราะชอบใจ แต่ภูผาไม่ขำด้วย ตั้งใจจะลุกขึ้นเพราะเขาแทบจะนั่งตักวาตาอย่างช่วยไม่ได้แต่โดนมืออีกข้างโอบไหล่ไว้แน่น
“จะไปไหนนั่งใกล้ ๆ อย่างนี้แหละจะได้หายคิดถึงหน่อย” วาตาว่า พลางเอนศีรษะมาจะซบไหล่กว้างข้าง ๆ แต่ภูผารีบฉวยโอกาสลุกหนีไปยืนอยู่ข้าง ๆ แทน
“ทำบ้าอะไรของคุณไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง” ภูผากัดฟันพูดอย่างเหลืออดกับการแสดงออกอย่างเปิดเผยของอีกฝ่าย
“ทำไมต้องอาย คิดถึง ผมก็บอกว่าคิดถึง อยากอยู่ใกล้ ๆ ก็บอกว่าอยากอยู่ใกล้ ๆ ไม่เหมือนบางคนหรอกน่ะครับ คิดถึงก็ไม่กล้าถามถึง ไม่กล้าบอก ไม่กล้าไลน์ ไม่กล้าอะไรซักอย่างเลย ระวังจะอกแตกตายเพราะความคิดถึงมันแน่นอกนะครับ”
“เพ้อเจ้อ!!! จะกวนแค่นี้ใช่ไหม ผมจะได้กลับ”
“นั่งลงก่อนสิครับ ผมอุตส่าห์มานั่งรอเกือบสองชั่วโมงเลยนะ “
“...”
“ผมบอกให้นั่งลงไงครับ” น้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งออกคำสั่ง แต่มีหรือภูผาจะกลัวเขายังคงยืนยิ่งอยู่อย่างนั้น
“ไม่เอาน่าภูผา อยากให้คนทั้งโรงแรมรู้หรอครับว่าคุยกับใครอยู่ ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้....” วาตาพูดพลางทำท่าจะถอดหมวกออก แต่อีกฝ่ายรีบเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามเสียก่อนอย่างไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด
“ก็แค่นี้แหละ แต่เวลางอนก็น่ารักดีน่ะครับ” วาตาว่าพลางส่งยิ้มน่ารัก ๆ ให้ ในขณะที่อีกฝ่ายยิ่งโมโหจนหน้าแดงเพราะความอาย แต่กลบเกลื่อนด้วยแววตาเกรี้ยวกราดแทน
“มีอะไรก็รีบพูดมา”
“คิดถึง”
“คิดถึง”
“และคิดถึง ครับ”
วาตาบอกพลางจ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง ทั้งน้ำเสียงและแววตาบ่งบอกว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อถูกจ้องนาน ๆ ทำเอาชายหนุ่มที่นั่งอีกฝ่ายเริ่มหน้าร้อนเข้าบ้าง แม้จะพยายามกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่มิดเลยเฉมองไปทางอื่นเอาดื้อ ๆ
“ไม่ตอบ แปลว่ายอมรับว่าคิดถึงผมเหมือนกันสินะครับ” วาตาสรุปเอาดื้อ ๆ เช่นกัน แต่ทำอีกฝ่ายโกรธจนหน้าแดงไปอีกซึ่งมองยังไงก็น่ารักมากกว่าน่ากลัว
“ถ้าจะกวนก็เชิญไปกวนที่อื่น ผมเหนื่อยไม่อยากมีเื่กับใคร”
“ผมก็เหนื่อยไม่ได้อยากมีเื่กับใครเหมือนกัน”
“คุณกวนผมเหรอ”
“เปล่า ผมเหนื่อย ผมก็แค่มาหา “ความสบายใจ” ของผมก็เท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ “ความสบายใจ” ของผมก็นั่งอยู่ตรงหน้าผมนี่ไง” วาตาว่าส่งสายตาหวาน ๆ ให้ จนคนตรงหน้าแทบหน้าคะมำ ทั้งโกรธทั้งเขิน
“พูดธุระคุณมาดีกว่า”
“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารนะครับ” ก่อนที่วาตาจะตอบเสียงคุณวิทยาก็ร้องทักมาเสียก่อน พร้อมด้วยอาหารที่เขาสั่งไว้ก่อนหน้า จานอาหารง่าย ๆ สองจานถูกวางตรงหน้าคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าคนเสิร์ฟ รู้สถานะตัวเองเป็อย่างดีว่ากำลังขัดจังหวะการสนทนา
“ผมไม่ได้ ....”
“ผมสั่งให้คุณเองแหละ.. ขอบคุณมากครับ” วาตาชิงตอบเมื่อภูผาเงยหน้าขึ้นพร้อมคำถามทันทีที่จานอาหารถูกวางตรงหน้าเขา ดาราหนุ่มไม่ลืมจะกล่าวขอบคุณ ในขณะที่คุณวิทยาได้แต่พยักหน้าด้วยความยินดีแล้วรีบเดินออกไป
“ผมไม่รู้ว่าคุณชอบอะไร ผมเลยสั่งอย่างที่ผมชอบ แต่ไม่เผ็ด คุณทานได้สบาย ๆ เลย”
“ใครบอกว่าผมจะกินข้าวกับคุณ”
“ไม่มีใครบอกแต่ผมอยากกินข้าวกันคุณเนี่ยหิ้วท้องรอตั้งสองชั่วโมงหิวจนไส้พันกันยุ่งไปหมดแล้ว”
“ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้รอ โตจนป่านนี้ยังหาข้าวกินเองไม่ได้อีก เฮ้อ !!!” ภูผาพูดลอย ๆ แต่ยังไม่ยอมแตะต้องอาหาร ในขณะที่วาตาชะงักช้อนที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก ใช้สายตาบังคับให้อีกฝ่ายทาน แต่อีกฝ่ายก็เลือกที่จะนิ่งเหมือนเคย
“ถ้าไม่ทานเอง เดี๋ยวผมป้อนนะครับ เอ หรือใจจริงอยากให้ผมป้อน อื้มมมมม เอาสิครับ ผมยินดี แต่ผมจะไม่ป้อนด้วยช้อนน่ะครับ มันธรรมดาไป อย่างคุณควรจะป้อนด้วย......”
“หยุด แม้แต่จะคิด” ภูผารีบคาดโทษเมื่ออีกฝ่ายกำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ แล้วรีบคว้าช้อนตักข้าวเข้าปากอย่างเซ็ง ๆ ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มหวานพอใจ ไม่บ่อยครั้งหรอกนะที่วาตาจะยิ้มแบบนี้และเขาคงยิ้มให้ภูผาคนเดียวเท่านั้นกระมัง
“ไม่กินข้าวกับยายสักวันคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง อีกอย่างผมบอกยายคุณเรียบร้อยแล้วว่า วันนี้ไม่ต้องรอเพราะคุณจะทานข้าวเย็นกับผม” วาตารีบให้ข้อมูลเพราะรู้ดีว่าภูผาชอบกลับไปกินข้าวกับยาย เพราะไม่อยากให้ยายกินข้าวคนเดียว
ภูผาเผลอมองค้อนอย่างนึกหมั่นไส้กับความเ้ากี้เ้าการของอีกฝ่าย แต่ก็ยอมตักข้าวเข้าปากแต่โดยดี ทั้งคู่ทานข้าวกันอย่างเงียบ ๆ ไม่นานวาตาก็จัดการอาหารตรงหน้าจนหมดเกลี้ยง ในขณะที่ภูผาก็เช่นกัน อาจเพราะความหิวมาั้แ่บ่ายแต่เขาก็ยุ่งเกินจนแทบไม่มีเวลาหาอะไรกิน วาตามองผลงานคนตรงหน้าอย่างพอใจ
“ผลไม้หรือของหวานหน่อยไหมคุณหรือจะเพิ่มอีกจาน ท่าทางจะเจริญอาหารดีนะ” วาตาแซวเมื่อพบว่าจานอาหารของคนที่ไม่อยากทานข้าวกับเขาพร่องจนหมดจาน ภูผายกน้ำขึ้นดื่มไม่ยอมตอบคำถาม
“ผมกลับได้หรือยัง”
“จะรีบไปไหนหล่ะครับ พรุ่งนี้ผมต้องบินไปเกาหลีอาทิตย์นึงหรือไม่แน่อาจจะสองหรือสามด้วยซ้ำ ดีไม่ดีอาจเป็เดือนเลยนะกว่าจะกลับ”
“ใครถาม”
“เอ้า ก็บอกไว้ จะได้รู้ว่าอยากอยู่ด้วยนาน ๆ ไงครับ”
“ไร้สาระ” ภูผาว่าพลางจะลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน วาตาเลยลุกตาม
“งั้นออกไปเดินย่อยเป็เพื่อนผมก่อนแล้วค่อยกลับ ผมมีเื่จะคุยกับคุณนิดหน่อย แต่สำคัญสำหรับคุณ .... ต้องไปครับ ห้ามปฏิเสธ”
คนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง รีบกระชับหมวกขาวอีกรอบเดินนำคนตัวโตกว่าไปอีกทาง โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงท่าทีอย่างไร..