พรหมลิขิตแห่งแสงและคมดาบ (วัย 15-18 ปี)
นครหลวงอาเคอเรียในยามเช้าช่างวุ่นวายสับสนจนน่าเวียนหัวสำหรับเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในหมู่บ้านห่างไกล กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังอบใหม่จากร้านหัวมุมถนนอบอวลปนไปกับกลิ่นฉุนของมูลม้าและฝุ่นควัน เสียงะโด่าทออย่างหัวเสียของเหล่าสารถีรถม้าที่เบียดเสียดกันบนถนนหินกรวดทำให้เซนต้องขยับสายสะพายย่ามหนักอึ้งให้กระชับแน่น
เซนในวัย 15 ปีบริบูรณ์ ร่างกายสูงใหญ่ขึ้นผิดตา ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอาคารหินอ่อนหลังมหึมาที่แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมา ป้ายเหล็กกล้าขัดเงาสลักรูปัคาบดาบเด่นเป็สง่าเหนือประตูทางเข้าประกาศศักดาของ... กิลด์นักผจญภัยสาขาหลัก
เขาไม่ได้สวมชุดเกราะโลหะเงาวับสลักลวดลายวิจิตรเหมือนพวกอัศวินผู้สูงศักดิ์ บนตัวมีเพียงชุดเกราะหนังวัวป่าสภาพดีที่กราดอสมอบให้เป็ของขวัญ ดาบเหล็กเล่มใหม่เอี่ยมสะท้อนแสงแดดอยู่ที่ข้างเอว และที่สะดุดตาที่สุดคือดาบไม้เก่าคร่ำครึที่ผ่านการใช้งานมานับแสนครั้งซึ่งยังคงถูกสะพายไว้กลางหลังอย่างทะนุถนอม
"เฮ้ยๆ ดูนั่นดิพวกเรา... เด็กหลงทางจากบ้านนอกที่ไหนมันห้อยกิ่งไม้มาที่นี่กันวะ?" เสียงหัวเราะเยาะถากถางดังมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเกราะที่ยืนจับกลุ่มอยู่หน้าประตู
"ที่นี่มันกิลด์นักผจญภัยนะไอ้หนู ไม่ใช่สนามเด็กเล่นหลังวัด กลับไปกินนมนอนกอดแม่ที่บ้านไป๊!"
เซนหยุดก้าวเดินเพียงครู่เดียว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเรียบเฉย เขาเดินผ่านชายร่างั์คนหนึ่งที่จงใจยื่นเท้าออกมาขัดขาหวังจะให้เขาเสียหลักล้มคว่ำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่หน้าแข้งจะปะทะกัน มานาสีขาวนวลวูบหนึ่งก็แล่นผ่านน่องของเซนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
[Power Boost!]
ปึก! อั่ก!
แทนที่เซนจะล้มลงตามแผน กลับกลายเป็ชายคนนั้นที่ร้องลั่นออกมาด้วยความเ็ปปางตาย เพราะกระดูกหน้าแข้งของเขาปะทะเข้ากับขาของเซนที่ถูกเสริมพลังจนแข็งแกร่งดั่งแท่งหินผาจนล้มกลิ้งไม่เป็ท่า พรรคพวกอีกสองคนเห็นท่าไม่ดีจึงพุ่งเข้ามาหมายจะสั่งสอนเด็กใหม่ให้รู้สำนึก แต่เซนเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักตลอด 2 ปีบนคาราวาน เขาใช้เพียงฝักดาบกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่และท้ายทอยของทั้งคู่ด้วยความแม่นยำจนหมอบราบไปกับพื้นภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที
เซนไม่แม้แต่จะหันไปมองซากความพ่ายแพ้เื้ั เขาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีพนักงานสาวจ้องมองเขาตาค้างด้วยความตะลึงในฝีมือ
"ข้ามาลงทะเบียนเป็นักผจญภัยครับ" เซนเอ่ยเสียงเรียบพลางวางบัตรแนะนำตัวที่มีลายเซ็นของลุงมอริสลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา
พนักงานสาวดึงสติกลับมาได้อย่างมืออาชีพก่อนจะหยิบแผ่นศิลาวัดมานาสีหม่นที่ดูขลังและมีร่องรอยการใช้งานมานานออกมาวางตรงหน้าเด็กหนุ่ม
"กรุณาวางมือลงบนศิลาเพื่อวัดระดับพลังค่ะ... ชื่อ 'เซน' จากหมู่บ้านดอนตะวันพราว ประวัติการทำงาน: เด็กฝึกงานคาราวานพ่อค้า 2 ปี... อืม มานาของท่านอยู่ที่ระดับ 1 ต่อ 10 ส่วนทักษะเวท... มีเพียง 2 อย่างคือ Power Boost และ Hardening งั้นเหรอคะ?" เธอมองค่าที่ปรากฏบนศิลาด้วยสายตาเรียบเฉย พลังระดับนี้พบได้ทั่วไปในกลุ่มนักรบแรงค์ล่าง
"ครับ แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับข้าแล้ว" เซนตอบสั้นๆ อย่างมั่นใจ แววตาของเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
พนักงานสาวลอบถอนหายใจพลางอธิบายกฎระเบียบตามหน้าที่
"กฎของกิลด์มีอยู่ว่า แรงค์จะเริ่มไต่ระดับจาก F ไปจนถึงสูงสุดคือ SSS ค่ะ สำหรับผู้เริ่มต้น เ้าจะเริ่มที่ Rank F งานหลักจะเป็พวกเก็บสมุนไพรหรือล่าหนูั์ในท่อระบายน้ำ... อ้อ และเ้าควรรู้ไว้ด้วยว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานของกิลด์เรา Rank SS และ SSS นั้นเป็เพียงตำนานของผู้ก่อตั้งกิลด์ในอดีตที่ยังไม่มีมนุษย์คนไหนก้าวไปถึง และ Rank S ที่ยังมีชีวิตอยู่คือท่าน อัลคาร์ด แต่ก็ไม่มีใครพบเห็นท่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว"
"เข้าใจชัดเจนครับ" เซนรับตราสัญลักษณ์แรงค์ F มากำไว้ในมือแน่น
ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงในทันที
"ข้าจะข้ามผ่านแรงค์ S ของอาจารย์อัลคาร์ดให้ดูให้เห็นกับตาเอง"
พนักงานสาวชะงักมือที่กำลังบันทึกเอกสาร ปากกาขนนกในมือเธอเกือบหลุดร่วง
"คะ... เมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ? อาจารย์... อัลคาร์ดงั้นเหรอ?!"
เสียงของเธอที่ดังขึ้นเล็กน้อยทำให้เหล่านักผจญภัยรุ่นพี่ที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ใกล้ๆ หันมามองเป็ตาเดียว พนักงานสาวรีบโน้มตัวข้ามเคาน์เตอร์มาถามย้ำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"เ้าบอกว่าท่านอัลคาร์ดเป็อาจารย์ของเ้า? นี่มันเื่ใหญ่มากนะ! ท่านอัลคาร์ดขาดการติดต่อกับกิลด์สาขาหลักไปนานกว่า 10 ปีแล้ว ทุกคนต่างคิดว่าท่านอาจจะละทิ้งโลกนี้หรือไปพำนักในที่ที่ไม่มีใครเข้าถึง... เ้าไปเจอท่านที่ไหน? เมื่อไหร่?!"
"ท่านอยู่ที่หมู่บ้านของข้ามา 5 ปีเต็ม และเพิ่งแยกจากกันเมื่อ 2 ปีก่อนตอนที่ข้าออกมากับคาราวานครับ" เซนตอบตามความจริง
"โกหกน่า! เด็กอย่างแกน่ะเหรอจะเป็ศิษย์ของวีรชนผู้พิทักษ์นิรันดร์!" นักผจญภัยคนหนึ่งะโแทรกขึ้นมาด้วยความไม่เชื่อ
"รอเดี๋ยว!" พนักงานสาวรีบยกมือห้ามพลางกดกริ่งเรียกพนักงานด้านหลัง
"เื่นี้ข้าตัดสินใจเองไม่ได้... รอก่อนนะเซน"
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนที่มีบรรยากาศน่าเกรงขามและดวงตาที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนเดินก้าวออกมาจากห้องทำงานชั้นบน เขาคือ 'กิลด์มาสเตอร์ บาร์นัส' ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็สหายร่วมรบของอัลคาร์ด
"เ้าหนู... เมื่อกี้เ้าบอกว่าเ้าเป็ลูกศิษย์ของอัลคาร์ดงั้นรึ?" บาร์นัสจ้องมองเซนด้วยสายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงมานาในร่าง
"ดาบไม้นั่น... ข้าจำได้ดี พลังงานที่แผ่ออกมาเบาบางแต่เฉียบคมนั่นมันดาบไม้ของเ้านั่นไม่ผิดแน่"
กิลด์มาสเตอร์หันไปหาพนักงานสาว "ลงทะเบียนให้เขาตามปกติ แต่อย่าเพิ่งประกาศเื่ความสัมพันธ์กับอัลคาร์ดออกไป ข้าไม่อยากให้พวกขุนนางหรือพวกบ้าพลังมารุมทึ้งเด็กคนนี้ก่อนจะได้เริ่มงาน" เขากลับมามองเซนอีกครั้ง
"ถ้าเ้าคือศิษย์ของเขาจริงๆ Rank F คงเป็แค่ทางผ่านสั้นๆ สำหรับเ้า... พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิว่าเ้ามีคุณค่าพอจะเป็ศิษย์ของเ้านั้น!"
"ครับ ข้าจะไม่ทำให้อาจารย์และท่านกิลด์มาสเตอร์ผิดหวัง!" เซนกำหมัดแน่น หัวใจของเขาพองโตกว่าครั้งไหนๆ
พนักงานสาวขยับแว่นตาอีกครั้งด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเสริมกฎข้อสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม
"นาย... นายสามารถรับภารกิจที่สูงกว่าระดับตัวเองได้เพียง 1 ขั้น แต่จำไว้ว่าถ้าล้มเหลวนายต้องจ่ายค่าปรับเป็สองเท่าของเงินรางวัล และหากไม่รับงานเกิน 3 เดือนจะถูกลดขั้นทันที... เข้าใจนะ?"
"ครับ!" เซนตอบรับเสียงดังฟังชัด ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเคาน์เตอร์เพื่อเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของเขาเอง
เ้าหนูบ้าดีเดือดและนกน้อยในกรงโบสถ์
ทว่าคนอย่างเซนมีหรือจะยอมจำนนต่อเื่ธรรมดาสามัญ? ตลอด 1 ปีแรกของการเป็นักผจญภัย เขาผ่านเส้นแบ่งความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขาปฏิเสธงานเก็บสมุนไพรที่แสนน่าเบื่อแล้วพุ่งไปรับงานล่ามอนสเตอร์ระดับสูงกว่าตัวคนเดียวอย่างบ้าคลั่ง สไตล์การต่อสู้ของเขาคือการพุ่งเข้าใส่ศัตรูแบบไม่คิดชีวิต แลกเืแลกเนื้อเพื่อปิดฉากศัตรูให้เร็วที่สุดด้วยเทคนิคที่เฉียบคม จนเหล่ารุ่นพี่ในกิลด์ต่างพากันส่ายหน้าและตั้งฉายาให้เขาว่า "เ้าหนูบ้าดีเดือด"
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ลากผ่านโถงทางเดินหินอ่อนที่เงียบสงบของ โบสถ์แห่งเซอลาลิส กลิ่นคาวเืสดๆ คละคลุ้งไปตามทางที่เขาก้าวผ่าน เซนอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี แขนซ้ายมีแผลลึกจนเห็นมวลกล้ามเนื้อที่ถูกกระชากด้วยกรงเล็บหมีป่า เขาเดินโซเซเข้ามาในห้องรักษาด้วยสติที่เริ่มเลือนลาง
"มาอีกแล้วเหรอคะ... คุณนักผจญภัยจอมดื้อ" เสียงหวานละมุนราวกับระฆังเงินดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่ที่โชยมาปะทะจมูก ช่วยบรรเทาความเ็ปที่รุมเร้าได้ดีอย่างประหลาด
เอลิน นักบวชฝึกหัดสาวผู้มีเรือนผมสีทองสว่างดุจแสงตะวันในชุดแม่ชีสีขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ ดวงตาคู่สวยสีฟ้าใสของเธอดูเหนื่อยหน่ายกับสภาพของชายตรงหน้า แต่ก็แฝงไปด้วยความอาทรอย่างลึกซึ้งที่ปิดไม่มิด
"แค่นิดหน่อยน่าเอลิน... ข้ายังพอเดินไหวนะ" เซนพยายามฝืนยิ้มที่มุมปากทั้งที่ใบหน้าซีดเผือดเพราะเสียเืไปมหาศาล
"นิดหน่อยของท่านคือแผลเหวอะลึกถึงกระดูกเนี่ยนะ?!" เอลินกดไหล่เขาลงบนม้านั่งหินแรงๆ จนเซนสะดุ้งสุดตัว
"นั่งนิ่งๆ แล้วหุบปากไปเลยค่ะ!"
เธอวางมือเรียวบางที่สั่นเล็กน้อยด้วยความกังวลลงเหนือาแฉกรรจ์ของเขา ทันใดนั้น แสงสีทองอบอุ่นสว่างวาบขึ้นทั่วห้องรักษา
"ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... ผู้ประทานลมหายใจแห่งมานามาเยียวยาสรรพชีวิต... โปรดประสานเนื้อเยื่อที่ขาดสะบั้น ให้กลับคืนดังเดิมด้วยเถิด [High-Heal] !"
"โอ๊ยยย! เบามือหน่อยสิเอลิน ข้าเป็คนนะไม่ใช่ก้อนหินที่เ้าจะมาร่ายเวทใส่แรงๆ แบบนี้!" เซนร้องโวยวายเมื่อาแเริ่มสมานตัวและเกิดอาการคันยิบๆ จากการงอกใหม่ของเซลล์
"ถ้าไม่อยากเจ็บ ก็อย่าได้แผลใหญ่ๆ กลับมาบ่อยนักสิคะ!" เอลินพึมพำบ่นพลางพันผ้าพันแผลให้เขาอย่างเบามือและประณีต
"ท่านอัลคาร์ดสอนให้ท่านออกไปหาทางตายหรือไงกัน?"
"อาจารย์สอนให้ข้าปกป้อง... และวันนี้ข้าก็ปกป้องแม่บ้านที่ถูกหมีป่าทำร้ายไว้ได้สำเร็จนะ" เซนตอบพลางจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเอลินที่อยู่ใกล้จนััได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน
จากวันแปรเปลี่ยนเป็เดือน จากเดือนเลื่อนลอยเป็ปี เซนเริ่มพัฒนาทักษะการ "อ่อยเก่ง" ขึ้นอย่างน่าหมั่นไส้ แค่โดนหนามกุหลาบข่วนหรือแมลงกัดเพียงนิดเดียวเขาก็จะวิ่งโร่มาที่โบสถ์เพื่อหาเธอ ทั้งที่พนักงานกิลด์ต่างก็รู้ดีว่าเขาสามารถรักษาตัวเองเบื้องต้นได้ตั้งนานแล้ว
"เอลิน... พรุ่งนี้ข้าจะไปรับภารกิจปราบฝูงวูล์ฟที่หุบเขาตะวันออกนะ น่าจะกลับมาวันมะรืนตอนเย็นๆ ..." เซนเอ่ยด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มขณะที่เอลินกำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดคราบเืที่แก้มให้เขา
"อย่าเพิ่งรีบปิดห้องรักษานะ ข้าจะมารายงานตัวกับเ้าก่อนที่จะไปรายงานที่กิลด์"
เอลินหน้าแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู "ใคร... ใครเขาจะมารอท่านรายงานกันคะ? ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่นักบวชที่ต้องดูแลคนเจ็บทุกคนเท่าเทียมกันเท่านั้นแหละ! รีบกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ!"
การก่อตั้งปาร์ตี้ "รุ่งอรุณนิรันดร์" (The Eternal Dawn) (วัย 18-24 ปี)
เวลาผ่านไปจนกระทั่งเซนอายุครบ 18 ปีเต็ม เขาไม่ได้เป็เพียงเ้าหนูบ้าดีเดือดอีกต่อไป แต่คือยอดนักรบ Rank D ที่แข็งแกร่ง สุขุม และมีชื่อเสียงขึ้นมาก วันหนึ่งที่ลานหน้าวิหารเทพเ้าอันศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางกลีบดอกไม้ป่าที่ร่วงหล่นโปรยปรายตามแรงลม เซนในชุดเกราะที่ดูดีและมั่นคงขึ้นคุกเข่าลงต่อหน้าเอลินอย่างจริงจัง
"เอลิน... ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เ้าคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่คอยรักษาทั้งกายและใจของข้าเสมอมา" เซนกุมมือบางของเธอไว้แน่นด้วยมือที่หยาบกร้านจากการสู้รบ
"ข้าไม่อยากมาหาเ้าในสภาพคนเจ็บที่ต้องให้เ้าคอยกังวลอีกแล้ว... แต่ข้าอยากให้เ้าไปอยู่ข้างๆ ข้าในฐานะ 'คู่หู' ข้าจะใช้ดาบเล่มนี้เป็โล่ปกป้องเ้าจากภยันตราย และเ้าจะเป็แสงนำทางที่คอยเยียวยาข้า... เราไปเห็นโลกกว้างด้วยกันนะ?"
เอลินน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซึ้งใจ เธอยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
"ถ้าไม่มีข้า... ท่านก็คงไปนอนตายในป่าลึกที่ไหนสักแห่งแน่ๆ ตกลงค่ะเซน ข้าจะไปกับท่านทุกที่"
เอลินตัดสินใจสละผ้าคลุมนักบวชฝึกหัดทิ้งไป ทั้งคู่เดินทางไปจดทะเบียนปาร์ตี้ใหม่ที่กิลด์ในชื่อ "รุ่งอรุณนิรันดร์" (The Eternal Dawn)
"Eternal เพื่อระลึกถึงอาจารย์อัลคาร์ด และ Dawn เพื่อไม่ให้ลืมหมู่บ้านดอนตะวันพราว บ้านเกิดที่เป็จุดเริ่มต้นของเรา" เซนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจขณะมองดูตราสัญลักษณ์ปาร์ตี้ใหม่ล่าสุด
ชื่อเสียงของ "คู่รักแห่งรุ่งอรุณ" ขจรขจายไปทั่วจักรวรรดิอาร์คีรัสในเวลาอันรวดเร็วด้วยความเข้าขาในการต่อสู้ จนกระทั่งวันหนึ่ง กิลด์มาสเตอร์ บาร์นัสเรียกพวกเขาเข้าไปในห้องรับรองลับที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดและแผนที่ยุทธศาสตร์
"เซน เอลิน... ตอนนี้สถานการณ์ที่อาณาจักรเอลฟ์กำลังเข้าสู่วิกฤตหนัก" กิลด์มาสเตอร์บาร์นัสเอ่ยด้วยเสียงต่ำพร่า
"ทัพเงาของเผ่ามารเริ่มรุกรานป่าแห่งชีวิตอย่างรุนแรง พวกเอลฟ์ส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือมา และข้าคิดว่าปาร์ตี้ของพวกเ้าที่มีความเร็วและพลังในการรักษาที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน Rank A ตอนนี้... คือความหวังเดียวที่จะฝ่าแนวรบเข้าไปช่วยเ้าหญิงของพวกเขาได้ทันเวลา"
เซนหันไปสบตากับเอลิน ทั้งคู่พยักหน้าให้กันด้วยความเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
"พวกเราจะรับงานนี้ครับ"
หิมะกลางป่าพฤกษา: พันธสัญญาแห่งเอลฟ์
กลิ่นอายของานั้นแตกต่างจากกลิ่นสาบของมอนสเตอร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่กลิ่นสัตว์ป่าที่ดุร้าย แต่มันคือกลิ่นของเหล็กที่ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงมารที่ร้อนแรง กลิ่นสาบสางของิญญาคนตายที่ยังวนเวียน และมนตราสีดำที่บิดเบี้ยวจนทำให้อากาศรอบด้านหนักอึ้งและหายใจลำบาก
เซนและเอลินในวัย 20 ปีเศษ ยืนอยู่ที่ขอบเขตแดนของ ป่าดาราพราย (Star-Glow Forest) ที่เคยถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนที่งดงามที่สุดในทวีป ทว่าภาพตรงหน้ากลับกลายเป็ฝันร้ายที่ตื่นยาก เปลวเพลิงสีม่วงอาบมนต์ดำกำลังกัดกินต้นไม้โบราณที่สูงค้ำฟ้าอย่างตะกละตะกลาม เสียงกรีดร้องของเหล่าเอลฟ์และเสียงต้นไม้หักโค่นดังระงมไปทั่วราวกับเสียงร้องไห้ของผืนป่า
"ทัพเงาของเผ่ามาร... พวกมันบุกรุกมาถึงใจกลางป่าลึกขนาดนี้เลยเหรอคะ?" เอลินเอ่ยเสียงสั่นพร่า ใบหน้าซีดเผือดขณะกระชับคทาสื่อเวทในมือแน่น แสงสีขาวจางๆ จากคทาของเธอพยายามพุ่งออกไปขับไล่ไอหมอกสีดำที่แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุม
"พวกมันคงไม่ได้มาเพื่อแค่ทำลายทิ้ง แต่มัน้า 'หยาดน้ำค้างนิรันดร์' ของพวกเอลฟ์ไปทำพิธีชั่วร้ายแน่นอน" เซนขบกรามแน่นจนเป็สันนูน ดาบเหล็กในมือขวาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยจากการไหลเวียนของมานาที่รุนแรงจนส่องประกายแสงสีขาวหม่นออกมา
"เอลิน คอยสนับสนุนข้าจากด้านหลังนะ แถวนี้ไอมานากระหายเืมันเข้มข้นเกินไป ข้าจะฝ่าไปเปิดทางให้ก่อน!"
"เดี๋ยวก่อนเซน! อย่าบุกไปทื่อๆ แบบนั้น สถานการณ์ข้างหน้าเรายังไม่รู้จำนวนและตำแหน่งที่แน่นอนเลยนะ!"
ทว่าคำทัดทานนั้นช้าเกินไป เซนะเิพลัง [Power Boost] ขั้นสูงสุดที่เขาขัดเกลามาตลอดหลายปี แรงอัดอากาศมหาศาลใต้ฝ่าเท้าทำให้พื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งแตกละเอียด ร่างของเขาพุ่งทะยานดุจลูกธนูสีขาวฝ่าเข้าไปในวงล้อมของทหารเงาที่กำลังกดดันกองทัพเอลฟ์อยู่หน้าปราสาทพฤกษาอันยิ่งใหญ่
ฉัวะ! เปรี้ยง!
เซนกวัดแกว่งดาบด้วยสไตล์บ้าระห่ำถึงขีดสุด เขาใช้ [Hardening] เสริมความแกร่งให้ร่างกายจนดาบของศัตรูที่ฟันลงมาต้องสะท้อนกลับไปราวกับฟันใส่หินผา ปลายดาบของเขากระแทกเข้ากับโล่เหล็กทมิฬของทหารมารจนแตกกระจายละเอียดยิบ ทว่าจำนวนของศัตรูเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ร่างเงาสีดำนับร้อยเริ่มโอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีที่ทหารเงาสามตนพุ่งหอกเขม็งเข้าใส่จุดตายของเซนพร้อมกัน ท้องฟ้าที่เคยมืดสลัวด้วยควันไฟสีม่วงกลับถูกฉีกออกด้วยแสงสีฟ้าครามวูบหนึ่ง อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนใบไม้ที่กำลังลุกไหม้กลับกลายเป็น้ำแข็งในพริบตาเดียว
"ข้าแต่จิติญญาแห่งเหมันต์ผู้หลับใหลใต้ผืนดารา... จงตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน... บีบอัดไอเย็นแห่งความว่างเปล่า... พันธนาการสรรพชีวิตด้วยพันธนาการสีครามที่ไม่มีวันละลาย... [Ice Age: Glacial Prison!]"
สิ้นเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจ พลานุภาพเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งระดับ 5 ก็ะเิออก น้ำแข็งขั้วโลกลามออกมาจากจุดศูนย์กลาง แช่แข็งร่างของทหารเงาทั้งหมดในรัศมี 50 เมตรรอบตัวเซนจนกลายเป็ประติมากรรมน้ำแข็งที่ดูน่าสยดสยองแต่ก็แฝงไปด้วยความสวยงามที่น่าทึ่ง
เซนชะงักฝีเท้า พ่นลมหายใจออกมาเป็ไอสีขาวโพลน ิัของเขาเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนขยับลำบาก
"หนาวชะมัด! ใครน่ะ?! จะฆ่าพวกมันหรือจะแช่แข็งข้าให้ตายไปด้วยกันแน่!"
เงาร่างระหงหนึ่งร่อนลงมาจากยอดไม้สูงดุจขนนกที่ปลิวตามลม เธอมีเรือนผมสีเงินยาวสลวยส่องประกายดุจแสงจันทร์นวล ดวงตาสีเขียวมรกตคมปราบจ้องมองมาที่เซนด้วยสายตาตำหนิและเหยียดหยามเล็กน้อย เธอคือ เ้าหญิงเมฟิเรียราลาน่า หรือ 'เมฟิน่า' ผู้ที่ถือครองมานาบริสุทธิ์อันยากจะหาใครในทวีปเทียบเคียงได้
"พวกมนุษย์นี่ช่างไร้มารยาทเสียจริง..." เมฟิน่าเอ่ยพลางสะบัดนิ้วเรียวเบาๆ พายุน้ำแข็งที่บ้าคลั่งรอบด้านก็สงบลงทันตา
"บุกเข้ามาในเขตพระราชวังหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังต่อสู้ดุจสัตว์ป่าที่ไร้การวางแผน เ้าอยากถูกแช่แข็งเป็เสบียงอาหารหน้าหนาวไปพร้อมกับพวกสวะพวกนี้หรือไง?"
เซนขมวดคิ้วแน่น มือยังคงกุมดาบไว้มั่น
"เฮ้! ข้าอุตส่าห์บุกเข้ามาล่อพวกมันไว้ให้นะแม่เ้าหญิง! ถ้าข้าไม่โผล่มา ปราสาทไม้หลังงามของเ้าคงกลายเป็ถ่านดำไปนานแล้ว!"
เมฟิน่าเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างสง่างาม
"ข้าไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพวก 'คนเถื่อน' ที่ดีแต่ใช้แรงกระแทกพื้นจนดินพังหรอกนะ พลังของเ้าน่ะมันดิบเถื่อนเกินไป... ไร้ซึ่งศิลปะและความงดงาม"
"ท่านหญิงคะ! โปรดอภัยให้เขาด้วยค่ะ!" เอลินวิ่งหอบตามมาถึงพอดี เธอรีบโค้งคำนับตามธรรมเนียมอย่างอ่อนน้อมที่สุด
"พวกเราคือปาร์ตี้ 'รุ่งอรุณนิรันดร์' รับภารกิจระดับลับสุดยอดจากกิลด์มาสเตอร์บาร์นัสเพื่อมาช่วยกอบกู้อาณาจักรเอลฟ์ค่ะ เซนเขาอาจจะมุทะลุไปบ้าง แต่เขานั้นตั้งใจมาช่วยพวกท่านจริงๆ นะคะ"
เมฟิน่านิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีมรกตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอลิน เธอััได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อบอุ่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเอลฟ์ชั้นสูงบางตนเสียอีก
"พลังของเ้า... ช่างอ่อนโยนและนิ่งสงบผิดกับเ้าคนบ้าพลังนี่ลิบลับ" เธอลดท่าทีแข็งกร้าวลงเล็กน้อย
"เห็นแก่เ้าที่น่าจะเป็นักบวชผู้มีเมตตา ข้าจะอนุญาตให้พวกเ้าสู้เคียงข้างข้า... แต่อย่าได้มาขวางทางเวทของข้าเด็ดขาด ถ้าไม่อยากกลายเป็น้ำแข็งประดับสวน"
บทสนทนาใต้ต้นไม้แห่งโลก
ายืดเยื้อต่อไปอีกสามวันสามคืนอย่างต่อเนื่อง เซนทำหน้าที่เป็ 'โล่ที่ไม่มีวันแตก' เขาพุ่งเข้าหาความตายอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อเปิดช่องว่างให้เอลินรักษากองกำลังเอลฟ์ และเพื่อให้เมฟิน่ามีเวลาเพียงพอในการร่ายมหาเวทระดับ 5 อย่าง [Heavenly Gale] และ [Ice Age: Glacial Prison] เข้าถล่มทัพศัตรูจนราบคาบพินาศสิ้น
เมื่อเปลวเพลิงสีม่วงมอดดับลง เมฟิน่ายืนทอดถอนใจมองดูซากปรักหักพังของวังหลวงที่เธอเคยเติบโตมา แววตาสีมรกตฉายความโดดเดี่ยวและว่างเปล่าออกมาวูบหนึ่ง เซนเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเธอ ในมือถือผลไม้ป่าสีแดงสดที่เพิ่งปีนขึ้นไปเก็บมา
"กินซะหน่อยสิเ้าหญิง หน้าเ้าซีดจนจะเป็ก้อนน้ำแข็งในร้านเหล้าอยู่แล้วนะ" เซนพูดทื่อๆ พร้อมยื่นผลไม้ให้
เมฟิน่ารับผลไม้มาถือไว้ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คุ้นชิน
"เ้าไม่โกรธข้าหรือ? ทั้งที่ข้าด่าเ้า สบประมาทเ้า แถมยังเกือบจะแช่แข็งเ้าตายไปหลายรอบตอนตะลุมบอนกับพวกทหารเงา"
"จะโกรธทำไมล่ะ? ข้าไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นเสียหน่อย" เซนหัวเราะร่วนพลางใช้หลังมือเช็ดคราบเืที่แห้งกรังบนแก้ม
"ข้าเห็นนะ... ตอนที่ทหารเงาลอบกัดข้าจากเงามืดด้านหลัง เ้าแกล้งร่ายเวทพลาดไปแช่แข็งพวกมันไว้ให้ข้าพอดีเป๊ะทุกครั้ง เ้าเป็คนดีกว่าที่ปากพูดเสียอีกนะเมฟิน่า"
เมฟิน่าชะงักไป แก้มขาวนวลเริ่มซับสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
"ข้า... ข้าก็แค่ไม่อยากให้แขกของเสด็จพ่อมานอนตายรกพื้นที่วังให้เสียชื่อต่างหาก! อย่าได้เข้าใจผิดไปไกลนัก!" เธอรีบหันไปมองเอลินที่กำลังตั้งใจรักษาแผลให้ทหารเอลฟ์อย่างอ่อนโยน
"ข้าติดอยู่ในที่แห่งนี้มานานเกินไป... เห็นแต่ตำรา ระเบียบวินัย และกำแพงต้นไม้ที่ดูเหมือนจะมั่นคงแต่กลับพังทลายลงได้ง่ายดายเมื่อเจอภัยร้าย ข้าเริ่มอยากรู้แล้วว่าโลกภายนอกที่ทำให้คนอย่างเอลินมีความสุข และคนบ้าอย่างเ้ามีความกล้า... มันมีหน้าตาเป็ยังไงกันแน่"
"งั้นก็ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัว!" เซนเสนอพลางบิดตัวยืดเส้นยืดสาย
"ปาร์ตี้ 'รุ่งอรุณนิรันดร์' ของเรายังว่างอยู่หนึ่งตำแหน่งพอดี เรากำลังขาดคนร่ายเวทแรงๆ ที่ชอบทำหน้าดุอยู่ด้วย ไปเปิดหูเปิดตาดูโลกด้วยกันสิ"
เมฟิน่ามองหน้าเซนแล้วแค่นยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย
"หึ... ก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเ้าทำตัวบ้าพลังจนเสียแผนอีกครั้งเดียว ข้าจะแช่แข็งเ้าให้กลายเป็รูปปั้นเฝ้าทางเดินกิลด์จริงๆ ด้วย!"
"ฮ่าๆๆ! ตกลงตามนั้น! ยินดีต้อนรับสู่ทีมนะ เ้าหญิงน้ำแข็ง!"
วินาทีนั้นเองที่พันธสัญญาที่ไม่ได้เขียนเป็ลายลักษณ์อักษรได้เกิดขึ้น เมฟิเรียราลาน่า เ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ตัดสินใจทิ้งบัลลังก์ที่น่าเบื่อหน่ายเพื่อมาเป็นักผจญภัย เพื่อเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า "พวกพ้อง" และ "การใช้ชีวิต" ไปกับคู่รักนักรบที่โลกจะไม่มีวันลืมเลือน