นักฆ่ามาเยือนอีกครั้ง
หนึ่งวันผ่านไป หวังเฉินไม่ได้ไปที่โลกมหาชนเผ่าเมื่อวานนี้ เนื่องจากติดปัญหาสืบเนื่องมาจากเมิ่งฉิงซีมาอยู่ด้วย และแม่ของเขาก็อนุญาต เรื่องนี้สร้างความปวดหัวให้หวังเฉินเล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ขอเพียงแค่เธอไม่ล้ำเส้นก็พอ แต่การที่เธอจะมาอยู่ด้วยเช่นนี้ ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะแม่ของเขาจะได้มีเพื่อนคุยและทำสิ่งต่างๆ ด้วยกันในเวลาที่เขาไม่อยู่ อาจจะพูดได้ว่าหยางชีหยูได้ลูกสาวมาเพิ่มอีกคนก็ไม่ผิดนัก
สมุนไพรที่เพิ่งได้มาเมื่อวาน หวังเฉินนำมาปรุงเป็นเม็ดยารักษาทั้งหมดแล้ว วันนี้เขามีความคิดที่จะไปยังโลกมหาชนเผ่า เพื่อล่าสัตว์อสูรเพิ่มพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง
นอกจากนี้ เขายังคิดที่จะเสาะหาวัตถุดิบมาสร้างสมบัติวิเศษที่มีพลังป้องกันให้กับแม่ของเขาด้วย เพื่อให้เธอไม่ต้องเผชิญกับอันตรายใดๆ ในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่
แม่ของเขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา เขาไม่มีทางปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด!
ช่วงสายๆ ของวัน หวังเฉินยังคงทำสวนเช่นเดิม แม่ของเขาและเมิ่งฉิงซีทำอาหาร
แม้จะได้มาใช้ชีวิตอยู่ในชนบท แต่เมิ่งฉิงซีก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เธอช่วยงานทุกอย่างหยางชีหยู รวมทั้งพูดคุยเป็นเพื่อนเล่น ทำให้ในสายตาของหยางชีหยูชื่นชอบลูกสะใภ้ในอนาคตคนนี้มาก
ภายในหมู่บ้านซานเหอ วุ่นวายกันไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อรู้ข่าวว่ามีหญิงสาวที่สวยราวกับนางฟ้ามาอยู่อาศัย และพวกคนในหมู่บ้านก็ตกใจ เมื่อรู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นลูกสะใภ้ของหยางชีหยู มีชายหนุ่มในหมู่บ้านหลายคนสาปแช่งหวังเฉินให้ตาย
หวังเฉินที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นต้นแล้ว ย่อมล่วงรู้ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ นี่ในหมู่บ้านซานเหอ แต่เขามีหรือที่จะไปสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
ขยันขันแข็งในการทำสวนต่อไป จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ หลังจากที่แม่ของเขากับเมิ่งฉิงซีเข้านอน เขาก็แอบออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ
ด้วยที่เมิ่งฉิงซีมาอยู่ด้วย ห้องของหวังเฉินจึงถูกยกให้เธอ ส่วนเขาออกมานอนที่โถงบ้าน
เมื่อแอบออกมาจากบ้าน หวังเฉินเตรียมที่จะมุ่งหน้าไปที่ภูเขาด้านหลัง ทว่าเขากลับต้องหยุดความคิดนี้เอาไว้ก่อน เนื่องจากมันมีเหตุการณ์แบบเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดขึ้น คือมีนักฆ่ามาเยือนอีกครั้ง นักฆ่าคนนี้แตกต่างจากคนก่อนอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ว่าแตกต่างนี้ก็คืออายุและระดับพื้นฐานการฝึกตน นักฆ่าคนนี้เป็นชายวัยกลางคน มีใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาเล็ก ริมฝีปากดำคล้ำ อยู่ในชุดคลุมสีดำ มีตราวงกลมสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสำนักตำหนักเลือดประดับอยู่ที่บนผ้าคลุม
ระดับพื้นฐานฝึกตนนั้นถึงกับเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นต้นคนหนึ่ง!
ชายวัยกลางคนคนนี้ใช้ทักษะอำพรางร่างกายก้าวเดินมาตามเส้นทางภายในหมู่บ้านซานเหอ ในมือถือกระบี่เล่มหนึ่งที่อยู่ในฝัก กลิ่นอายที่กระจายออกมาจากกระบี่ บ่งบอกได้เลยว่ามันเป็นอาวุธระดับสาม
“เหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงให้นักฆ่าระดับสูงอย่างข้ามาฆ่าพวกกระจอก?” นักฆ่าวัยกลางคนส่ายหน้าไปมา พึมพำกับตัวเองเสียงเบา บอกตามตรงว่าเขาไม่ชอบงานนี้เอาเสียเลย ที่จะต้องมาฆ่าคนธรรมดา ถ้าให้เขาไปฆ่าพวกผู้ฝึกตนก็ว่าไปอย่าง
จากจุดนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าทางสำนักตำหนักเลือดไม่ได้บอกให้นักฆ่าชายวัยกลางคนคนนี้รู้ว่ามีนักฆ่าเคยถูกส่งมาก่อนและถูกฆ่าตายไปแล้ว
เหตุผลนั้น ไม่ได้มีอะไรมากเลย นอกจากนี้เป็นการเคี่ยวกรำนักฆ่าชนิดหนึ่ง เพื่อที่จะให้นักฆ่าในสังกัดตนแข็งแกร่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องให้พบเจอกับอันตราย ถ้าข้ามผ่านได้วันข้างหน้าก็จะได้เป็นสุดยอดนักฆ่า
แต่ถ้าข้ามผ่านไม่ได้ ก็มีแต่ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้เท่านั้น วิธีการเช่นนี้ออกจะหฤโหดไม่น้อย แต่นี่ก็คือวิธีการที่สำนักตำหนักเลือดยึดถือปฏิบัตินับตั้งแต่ก่อตั้งมา
“นั่นมัน...” นักฆ่าวัยกลางคนที่เดินมาพลันสังเกตเห็นหวังเฉินยืนอยู่หน้าบ้านที่เป็นเป้าหมายของตน เขาก็เพ่งสายตามองไป
ทันใดนั้น มุมปากของเขาก็คลี่ยิ้มออกอย่างเย็นชา เพราะชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าบ้านนั้นคือหนึ่งในสองเป้าหมายที่เขาหรือก็คือคนที่เขาจำเป็นที่จะต้องฆ่า
“ในเมื่อออกยืนรอข้าที่หน้าบ้านเช่นนี้ ข้าขอฆ่าเจ้าก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยไปฆ่าอีกคนหนึ่ง” นักฆ่าวัยกลางคนพูด เขามีชื่อว่าเกาเขี่ย เขาเชื่อว่าหวังเฉินไม่มีทางมองเห็นเขาแน่นอน เพราะหวังเฉินในสายตาของเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา
แล้วคนธรรมดาจะมามองเห็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นต้นอย่างเขาที่อยู่ในโหมดอำพรางกายปกปิดตัวตนได้อย่างไร?
เมื่อคิดเช่นนี้ เกาเขี่ยจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาก้าวเดินอย่างช้าๆ สบายๆ เข้าหาหวังเฉิน
หวังเฉินไหนเลยเป็นคนโง่ มองออกถึงความคิดของเกาเขี่ยที่มีต่อเขา เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเกาเขี่ย เงยหน้ามองดวงดาวบนฟ้า แต่จิตสัมผัสเพ่งที่เกาเขี่ย
พออีกฝ่ายเข้ามาใกล้เข้ามาพอ เขาจะลงมือสังหารอีกฝ่ายในพริบตา เพื่อทำให้มันจบโดยเร็ว ทั้งหมดก็เพื่อที่เขาจะได้ไปยังโลกมหาชนเผ่าเร็วขึ้น
เกาเขี่ยที่เดินเข้ามาใกล้หวังเฉินจนถึงระยะลงมือแล้ว เขาก็ค่อยๆ ชักกระบี่ของเขาออกมาจากฝัก กระบี่ของเขามันต้องได้ดื่มเลือดในวันนี้ ไม่อย่างนั้น มันคงจะไม่สงบลงแน่!
“ตายซะ” ถ้อยคำนี้ถูกปล่อยออกมาจากปากของเกาเขี่ย แต่ว่ามันกลับเป็นถ้อยคำสุดท้ายในชีวิตของเขา
ด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที หวังเฉินขยับมือ กระบี่ที่อยู่ในแหวนมิติของเขาก็พุ่งออกมา ปรากฏอยู่ในมือของเขา เขาลงมือตวัดผ่านลำคอของเกาเขี่ยอย่างไร้ความปราณี ไม่มีความรู้สึกใดเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาทั้งคู่ของเกาเขี่ยเบิกกว้าง รู้สึกงุนงง แต่แค่พริบตาเดียว เขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และมันก็เป็นความหวาดกลัวสุดท้ายในชีวิตของเขา
ประกายแสงแห่งชีวิตภายในดวงตาของเกาเขี่ยได้ดับมอดลง ลมหายใจหมดสิ้นไป เขาตายแล้ว ศีรษะเลื่อนลงจากลำคอ หลุดร่วงหล่นลงพื้น ติดตามด้วยร่างกายที่ล้มหงายลงตามไป
หวังเฉินเก็บกระบี่เข้าไว้ในแหวนมิติตามเดิน จากนั้นลากนำศพของเกาเขี่ยทั้งสองส่วนขึ้นไปยังบนยอดเขา เขาแน่นอนไม่ลืมที่จะทำลายรอยเลือดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดจากการลงมือของตัวเองทิ้งไป
เมื่อมาถึงบนยอดเขา หวังเฉินก็โยนศพของเกาเขี่ยลงไป พร้อมกับกระบี่ของเกาเขี่ย เขาย่อมไม่ต้องการกระบี่ของเกาเขี่ยที่ต้องดื่มเลือดถึงจะสงบลง กระบี่เช่นนี้ไม่นับว่ามีใดดี เป็นเพียงกระบี่น่ารังเกียจเล่มหนึ่งเท่านั้น
เมื่อจัดการเกี่ยวกับเก่าเขี่ย นักจากจากสำนักตำหนักเลือดที่ถูกส่งมาฆ่าเขาเป็นคนที่สองแล้วนั้น หวังเฉินก็นำศิลาประตูมิติออกมา เขาจะใช้มันไปที่โลกมหาชนเผ่า เพื่อที่จะได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เทียบกับโลกปัจจุบันแล้ว โลกมหาชนเผ่าสามารถทำให้เขาพัฒนาความแข็งแกร่งได้เร็วมากกว่า
หวังเฉินเริ่มบดขยี้ศิลาประตูมิติในมือ ประมูมิติหลากหลายสีสันก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขา สองเท้าก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่มีความลังเลใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เพียงไม่นาน ร่างกายของเขาก็หายไปพร้อมกับประตูมิติ
จบบทที่ 31