ตอนที่ 16 การฝึกปฏิบัติของเหล่าบัณฑิต
ปรมาจารย์หน้าหยกได้รับการยืนยันเช่นนั้นก็สบายใจ จึงกลับไปที่โต๊ะอาหาร แล้วรับประทานกันเสร็จทุกคน จึงเริ่มเปิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งอันที่จริงแล้วกระบวนการเรียนรู้ทางการยุทธ์ ย่อมต้องลงปฏิบัติฝึกฝนเป็นหลัก แต่สำหรับนักศึกษาและบัณฑิตเหล่านี้กลับมีความพอใจที่จะสอบถามในเรื่องทฤษฎีและเคล็ดลับต่าง ๆ เสียมากกว่า เพราะการสอบปฏิบัติของจอหงวนฝ่ายบุ๋นนั้นมิได้เข้มข้นสักเท่าใดนัก แค่ขี่ม้าและยิงธนูขั้นพื้นฐานได้บ้างก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว และดูเหมือนบัณฑิตและนักศึกษาเหล่านี้ เพียงแค่ต้องการใช้สนามซ้อมฝึกขี่ม้าและยิงธนูของหอรบสงคราม ในการทบทวนทักษะแต่เพียงเท่านั้นจริง ๆ กุบ ๆ ... เฟี้ยว .... ฉึก!! การขี่ม้ายิงธนู แม้จะยุ่งยากและซ้ำซ้อนอย่างมาก แต่ทุกคนล้วนได้รับการสนับสนุนจาก #ทักษะขี่ม้า และ #ทักษะยิงธนู ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของพลังลมปราณอาชาที่ครอบครอง จึงสามารถปฏิบัติได้ได้ไม่ยากนัก แม้ผลงานการยิงจะไม่สมบูรณ์เท่าใด แต่ขอแค่ผ่านมันไปได้ก็เป็นอันจบแล้ว แต่ฝ่ายจอมยุทธเมื่อเห็นอากัปกิริยาอันเหลาะแหละของเหล่าบัณฑิตและนักศึกษาเช่นนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดหัวใจ ทั้งรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นเสียแล้วต่างหยิบคันธนู และควบม้าออกไปสาธิตวิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบกว่าให้ชมดู กุบ ๆ ๆ ๆ ม้านั้นควบออกไปด้วยความเร็ว จากนั้นกระโจนข้ามมัดฟางข้าวลงมา และด้วยมีพลังปราณปกป้องช่วงล่างและแผ่นหลังอย่างหนาแน่น แม้จะเกิดแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงแต่จอมยุทธผู้นั้นกลับมิได้บาดเจ็บใด ๆ เลย แม้แต่เพียงนิดเดียว จากนั้นเหนี่ยวสายเกาทัณฑ์ เล็งเป้าแล้วยิงออกไปอย่างรุนแรง ... เฟี้ยววววววววววว .... ฉึกกกก!! เป้าซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 40 จั้ง (130 เมตร) ก็ถึงกับกระเด็นตามลูกเกาทัณฑ์ซึ่งปักตรงกลางเป้าสีแดงออกไปอีกสักระยะหนึ่ง หยางไคเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงจนตาค้าง แล้วนั้นลุกขึ้นยืนปรบมือด้วยความประทับใจเป็นอันมาก จอมยุทธผู้นั้นจึงควบม้าเข้ามาหา แล้วเอ่ยชวนชักชวนว่า“สหายน้อยก็ลองฝึกขี่ม้ายิงธนูบ้างเป็นไรเล่า ?” แม้เด็กหนุ่มผู้ยังไม่เคยขี่ม้า แต่ก็ยังพยักหน้ารับ พร้อมกับการคาดหวังว่าพลังวัตรจากมันหวานและมะเขือเทศที่เขาทานเข้าไปหลังอาหาร จะเพียงพอสำหรับการป้องกันอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน.....แม้จะเห็นผู้อื่นทำให้ดูอยู่หลายรอบแล้ว แต่ประสบการณ์ที่แท้จริง ย่อมจะเกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเองขั้นตอนที่ 1รับม้าจากจอมยุทธผู้นั้นแล้วจูงม้าเดินออกมาที่สนามด้วยมือขวา จากนั้นทำขวาหันเข้าหาตัวม้า มือซ้ายที่หัวอานพร้อมบังเหียน มือขวาจับที่โกลน (ที่วางเท้า) แล้วบิดเข้าหาตัวขั้นตอนที่ 2ยกเท้าซ้ายมาสวมโกลน มือขวาละมาที่จับท้ายอาน แล้วยันตัวขึ้นไปบนหลังม้าขั้นตอนที่ 3โน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเตะขาขวาผ่านท้ายม้า แล้ววางก้นลง จากนั้นสวมโกลนด้านขวามุมมองบนหลังม้าย่อมแตกต่างจากด้านล่างอย่างมากนัก หยางไคจึงกวาดสายตาไปทั่วอย่างชื่นชมยินดี จากนั้นเริ่มบังคับม้าให้เดินหน้าด้วยการบีบน่องพร้อมกับยื่นแขนซึ่งกุมบังเหียนไปข้างหน้าพร้อมโน้มน้ำหนักตัวส่วนบน ..ม้าก็ค่อย ๆ ก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ ‘นี่มันเจ๋งไปเลย’ พอม้าเดินมาถึงลู่วิ่งแล้ว เด็กหนุ่มก็ดึงบังเหียนเบา ๆ เพื่อให้ม้าหยุดรอ พอได้สัญญาณแล้ว หยางไคอัดน่องทั้งสองข้างให้แรงขึ้นพร้อมกับทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น และมากยิ่งขึ้นไปอีก !! กุบ กุบ กุบ ๆ ๆ ๆ ๆๆ ม้าวิ่งออกไปแล้วตามทฤษฎี จนเด็กหนุ่มเกิดความทะนงตัวขึ้นโดยฉับพลันเพราะแทนที่เขาจะวิ่งต่อไปให้ถึงตำแหน่งที่เหมาะสม แล้วรีบยิงเกาทัณฑ์ออกไปโดนที่เป้า แต่กลับเลือกที่จะวิ่งม้าไปยังเครื่องกีดขวางด้วยความคึกคะนองจากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้า ยกท้ายขึ้นเหนืออาน ส้นเท้ากดต่ำ ตามองตรงไปข้างหน้า“กระโดด”..เฟี้ยววม้ากระโดดข้ามกองฟางไปได้อย่างสวยงาม แต่เมื่อขาม้าสัมผัสกับพื้น ก็ส่งแรงปะทะมายังผู้ขี่ที่ถ่ายแรงผิดน้ำหนัก จนร่างเสียการทรงตัว พลัดตกจากหลังม้าลงมาแล้ว ตุ๊บ ..ฟุบ..โชคดีที่ข้างล่างเป็นฟางข้าว และดูเหมือนพลังวัตรที่ได้รับจากมะเขือเทศจะสามารถลดแรงกระแทกของอวัยวะภายนอกและภายในได้ทุกส่วน จึงไม่เกิดอาการบาดเจ็บร้ายแรงแต่ประการใด หยางไคจึงรีบลุกแล้วขึ้นม้าอีกครั้ง จากนั้นตรงไปยิงเกาทัณฑ์ให้เสร็จสิ้นตามขั้นตอน แล้วกลับมายังคอกม้าด้วยหน้าตาอันดูไม่จืด จอมยุทธผู้นั้นจึงเข้ามากล่าวปลอบใจว่า“เจ้าพยายามได้ดี แต่การขี่ม้ากระโดดจะต้องเริ่มจากสิ่งกีดขวางเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเท่านั้น” ช่างเป็นการแนะนำที่มีคุณค่า แต่หยางไคได้แต่ยิ้มรับแห้ง ๆ แม้จะเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกประทับในการขี่ม้าครั้งแรกมากกว่า จึงขอบคุณจอมยุทธผู้นั้นแล้วกลับไปนั่งรอบัณฑิตและนักศึกษาคนอื่นได้ซ้อมปฏิบัติจนเสร็จสิ้นกันทุกคน จนถึงเวลากลับหอคัมภีร์ของตนแล้วแต่ขณะนั้นเอง ปรมาจารย์หยางซีหยุนก็เข้ามาแจ้งว่า“ทุกคนกลับไปก่อนเถิด ยกเว้นไว้แต่หยางไคที่พวกเราจะขอไปส่งเอง” แต่พี่ใหญ่อู๋หยางหมิงเช่อ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงทักท้วงไปว่า“เรื่องนี้เห็นทีจะต้องได้มหาบัณฑิตผู้เป็นเจ้าหอคัมภีร์เสียก่อนนะขอรับ” ฝ่ายปรมาจารย์หน้าหยกครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ขัดใจ จึงตวาดว่า“เหลวไหล!! ข้ากับมันเป็นสหายกันไยต้องกล่าวร่ำไรไป” แม้จอมยุทธเหล่านี้จะพยายามปกปิดความดิบเถื่อนของตนเอาไว้ปานใด แต่นักบู๊ก็ยังคงเป็นนักบู๊ หาใช่บัณฑิตหน้าขาวอย่างใดไม่ ต่างก็รีบคำนับแล้วรีบขึ้นรถม้ากลับไปหอคัมภีร์ของตนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง..