บทที่ 23 ลดทอนอำนาจห้องครัวใหญ่ ตรวจสอบบัญชี
เยว่ซิ่วกล่าว “ห้องครัวเล็กก็ทำเสร็จแล้วเพคะ พอทำเสร็จใหม่ ๆ กลิ่นหอมของอาหารก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งหอจู๋เยว่เลยเพคะ”
นี่สิถึงจะเรียกว่าพ่อครัวแม่ครัวตัวจริง คนพวกนั้นในจวนที่ทำเป็แค่ต้มผัก เหมาะจะไปเลี้ยงกระต่ายมากกว่า
ซูเหวินยวนเห็นยายแก่เกายืนอยู่ด้านนอกโถงด้านหน้าด้วยสีหน้าย่ำแย่
อาหารที่นางทำเมื่อวางเทียบกับอาหารจากห้องครัวเล็กแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
บ่าวรับใช้ยังคงมุงดูอยู่ด้านนอกโถงด้านหน้า ชะโงกคอมองอาหารบนโต๊ะจนแทบจะน้ำลายไหล
ซูเหวินยวนสังเกตเห็นเช่นกัน จึงสั่งว่า “ให้ห้องครัวเล็กทำเพิ่มอีกหน่อย วันข้างหน้าหากบ่าวรับใช้ในจวนอยากจะกินอาหารจากห้องครัวเล็ก ก็ให้ห้องครัวเล็กรับผิดชอบทำอาหารทั้งสามมื้อของคนทั้งจวนไปเลย”
ปกติแล้วในจวนก็มีการซื้อปลาซื้อเนื้อ แต่คนที่ได้กินก็มีแต่พวกบ่าวรับใช้ในห้องครัวเท่านั้น
คนจากเรือนอื่นอยากจะกินบ้าง ก็ต้องให้สินน้ำใจกับพวกบ่าวรับใช้ในห้องครัวเสียก่อน
หลายปีมานี้พวกเขาไม่เพียงแต่ยักยอกเงินของจวน ยังขูดรีดบ่าวรับใช้ในจวนอีกด้วย
จวนเฉินอ๋องแห่งนี้แทบจะกลายเป็ของพวกนางอยู่แล้ว
บนโต๊ะอาหาร ยายแก่เกาพูดเื่เดิมซ้ำอีกครั้ง
“ในเมื่อพระชายาแต่งให้ท่านอ๋องแล้ว ก็สมควรจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน...”
“ข้าเห็นแต่ร่วมทุกข์นะ ระยะนี้ท่านอ๋องก็ไม่ได้กินยาแล้ว อาหารบนโต๊ะนี้เขาก็สามารถกินได้ แต่ทำไมห้องครัวของพวกเ้าถึงไม่ทำล่ะ?”
ซูเหวินยวนซักไซ้
ก่อนที่นางจะสั่งห้องครัวเล็ก นางได้สอบถามเย่ซานแล้วว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้กินยาเลย แล้วจะมีของแสลงมาจากที่ไหนกัน?
เมิ่งฉีพูดเสริมอย่างสมน้ำหน้า “ส่วนการร่วมสุขที่พระชายาไม่เห็นน่ะ อยู่ในห้องครัวขอรับ! เมื่อเช้าคนในห้องครัวกินโจ๊กปลา แล้วยังมีผัดกุ้งอีกด้วย หลังอาหารยังมีน้ำเต้าหู้กับชาหลงจิ่งอีกนะขอรับ!”
“หืม?” ซูเหวินยวนเอ่ยถาม “แล้วบ่าวรับใช้คนอื่นในจวนเล่า กินอะไร?”
“ข้าวต้มเปล่ากับผักดองขอรับ”
ยายแก่เการีบอธิบาย “คำพูดขององครักษ์เมิ่งนี่ ทำให้ยายแก่คนนี้จนปัญญาจะอธิบายจริง ๆ โจ๊กปลากับกุ้งผัดเมื่อเช้านั้น ล้วนทำเพื่อหอหลิงอันทั้งสิ้น ท่านเองก็ได้กิน แล้วสุดท้ายจะมาบอกว่าเป็คนในห้องครัวของเรากินได้อย่างไรกัน?”
หอหลิงอัน คือสถานที่พักขององครักษ์อย่างเมิ่งฉี ตอนที่เย่ซานกลับมา ได้นำองครักษ์ส่วนหนึ่งกลับมาด้วย
เมิ่งฉีพูดอย่างโกรธเคือง “พวกเ้าในห้องครัวกินเยอะกว่าพวกเราเสียอีก แล้วก็ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย ก่อนหน้านี้อาหารที่หอหลิงอันก็ไม่ดีเท่าของพวกเ้าเลย ในครัวต้มน้ำแกงไก่กันหม้อแล้วหม้อเล่า แต่ที่หอหลิงอันไม่เห็นแม้แต่ขนไก่สักเส้น”
ซูเหวินยวนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
เย่ซานถลึงตาใส่เขาแล้วกล่าวว่า “หุบปากซะ”
เป็องครักษ์ดี ๆ ไม่ชอบ กลับไปทะเลาะกับยายแก่ในครัวเื่ของกิน หากเื่นี้แพร่ออกไปคงได้เป็ที่หัวเราะเยาะกันพอดี
เมิ่งฉีหุบปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
ความจริงแล้วห้องครัวก็ไม่ได้ถึงกับกดขี่พวกเขาเท่าไหร่นัก ต่อให้ยายแก่เกากล้าดียังไง ก็ไม่กล้ารังแกพวกเขาอยู่แล้ว
พวกเขาล้วนเป็คนที่รับใช้ข้างกายเซิ่งจิ่งอวี้ หากมีใครสักคนไปเป่าหูเข้าหน่อย ห้องครัวของพวกเขาก็คงต้องเดือดร้อนเป็แน่
อีกทั้งปกติแล้วเื่ต่าง ๆ ในจวนก็เป็หน้าที่ของเย่ซาน เย่ซานมักจะแวะไปที่ห้องครัวเพื่อตักเตือนอยู่เป็ระยะ ๆ พวกเขาก็จะส่งของอร่อย ๆ ไปให้ที่หอหลิงอันอย่างว่าง่าย
ที่วันนี้เมิ่งฉีต่อว่านาง ก็เป็เพราะหมั่นไส้คนกลุ่มนี้ในห้องครัวล้วน ๆ
ยายแก่เกาพูดต่อ “ทำอาหารให้หอหลิงอันเยอะเกินไป จะให้โยนทิ้งก็เสียดาย ห้องครัวอยู่ใกล้ที่สุด ก็เลยต้องเป็ฝ่ายจัดการไปก่อน ถ้าหากจะให้คนทั้งจวนกินของพวกนี้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน!”
พูดจบนางยังเหลือบตามองซูเหวินยวนอย่างดูแคลน
เมิ่งฉีเกือบจะทะเลาะกับนางอีกครั้ง แต่ซูเหวินยวนห้ามไว้
“ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นก็เอาตามนี้แหละ อาหารสามมื้อของหอหลิงอัน ให้ห้องครัวเล็กรับผิดชอบไปด้วยเลย เยว่ซิ่ว กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปจ้างคนมาเพิ่มอีกสองคน อย่าให้พวกเขาเหนื่อยเกินไป”
เริ่มจากลดทอนอำนาจของห้องครัวใหญ่แห่งนี้ก่อน
ยายแก่เกาได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งยิ้มแล้วพูดว่า
“อย่าเลยเพคะพระชายา จะต้องไปจ้างคนมาเพิ่มอีก มันลำบากแย่ ต่อไปพวกเราจะคำนวณปริมาณให้ดี ๆ เองเพคะ...”
“ไม่ต้องหรอก คำนวณมาเป็สิบ ๆ ปีแล้วยังไม่เคยจะถูกเลย อีกอย่าง แบ่งเบาภาระงานของพวกเ้าไป พวกเ้าจะได้สบายขึ้นด้วย”
ซูเหวินยวนยิ้มอย่างมีชัย
รอยยิ้มของยายแก่เกาพลันหุบลงทันที นางเดินจากไปอย่างฉุนเฉียว แต่เมื่อออกมาข้างนอก นางก็หัวเราะเยาะ
“ทำงานน้อยลงก็ดีเหมือนกัน! พวกเราจะได้พักผ่อนบ้าง มีปัญญาก็ให้คนทั้งจวนไปกินที่นั่นให้หมดเลยสิ!”
นางยังไม่รู้ว่า บัญชีของจวนได้ถูกส่งมอบไปอยู่ในมือของซูเหวินยวนแล้ว
ห้องครัวใหญ่ไม่ทำงาน แล้วจะเบิกเงินได้อย่างไรกัน?
ซูเหวินยวนคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้เซิ่งจิ่งอวี้ “ท่านอ๋องก็ไม่ได้บำเพ็ญพรต กินเนื้อบ้างเถอะเ้าค่ะ”
เซิ่งจิ่งอวี้ลองชิมดูคำหนึ่ง รสชาติไม่เลวจริง ๆ
“เ้าดูจะเอาเื่กับห้องครัวจริง ๆ จัง ๆ แล้วนะ”
ซูเหวินยวนกล่าว “ข้าเอาเื่กับคนที่ไม่รู้จักกฎระเบียบในจวนต่างหากพวกนางอาศัยความเป็ผู้าุโแล้วทำกร่าง สาวใช้ตัวเล็ก ๆ ในจวนถูกพวกนางรังแกจนเป็อย่างไรบ้างแล้วท่านไม่รู้หรือ?”
ขนาดนางที่เป็พระชายายังโดนรังแก แล้วนับประสาอะไรกับสาวใช้พวกนั้น
เซิ่งจิ่งอวี้เตือนว่า “เมิ่งฉีเป็องครักษ์ในจวน เขาไม่เพียงแต่จะส่งข่าวได้เท่านั้น หากมีเื่อะไรที่ต้องใช้เขา ก็สามารถให้เขาไปทำได้”
เมิ่งฉียืดอกอย่างภาคภูมิใจ ในที่สุดท่านอ๋องก็ยอมรับเขาแล้ว
“เช่นอะไรหรือเ้าคะ?”
เย่ซานกล่าวเสริม “เช่นเื่ราวของครอบครัวยายเฒ่าพวกนี้ ในเมื่อพระชายากำลังตรวจสอบบัญชี ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่พวกนางยักยอกไปนั้น นำไปใช้จ่ายที่ไหนบ้างเพคะ”
สายตาของซูเหวินยวนที่มองเย่ซานเปลี่ยนไป นี่สิถึงจะเรียกว่าคนฉลาด
แล้วพอมองไปที่เมิ่งฉี เขายังคงยืนภาคภูมิใจอยู่ตรงนั้น
พี่น้องคู่นี้ทำไมถึงได้ไม่เหมือนกันเลยนะ?
เย่ซานอดที่จะเร่งไม่ได้ “ยังไม่รีบไปอีก?”
พูดถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ขยับอีก น้องชายของนางคนนี้คงจะสิ้นหวังแล้วจริง ๆ
“ตอนออกจากวัง ข้าได้พบกับคนของว่านกุ้ยเฟย นางบอกว่าว่านกุ้ยเฟยเชิญเ้าไปร่วมงานชมบุปผาในอีกสองวันข้างหน้า แล้วเ้าก็ตอบตกลงแล้วด้วย”
น้ำเสียงของเซิ่งจิ่งอวี้ราบเรียบ ดูไม่ออกว่าเขาไม่พอใจกับเื่นี้หรือไม่
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ไม่เชิงว่าตอบตกลงเสียทีเดียวเ้าค่ะ จะไปหรือไม่ก็ต้องดูว่าข้าอยากจะไปหรือเปล่า?”
นางแค่ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่ว่านกุ้ยเฟยกลับไปบอกกับเซิ่งจิ่งอวี้เช่นนั้น
“อีกไม่นานทุกจวนก็จะรู้กันทั่ว ว่าพระชายาเฉินอ๋องจะไปร่วมงานชมบุปผาของว่านกุ้ยเฟย ถึงตอนนั้นไม่อยากไปก็คงจะไม่ได้แล้วกระมัง”
ซูเหวินยวนพูดอย่างไม่ยี่หระ “ขาก็อยู่บนตัวข้า ท่านอ๋องจะใส่ใจว่าข้าจะไปหรือไม่ล่ะเ้าคะ?”
ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยเป็ไม้เบื่อไม้เมากัน เซิ่งจิ่งอวี้กับองค์รัชทายาทก็เช่นกัน
นางเพิ่งจะทำให้ฮองเฮาโกรธไปหยก ๆ แล้วก็จะไปร่วมงานเลี้ยงของว่านกุ้ยเฟยต่อทันที ฟังดูไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าไหร่
แต่เซิ่งจิ่งอวี้กลับกล่าวว่า “ข้าไม่มีอะไรจะต้องใส่ใจหรอก ก็แค่กลัวว่าเ้าจะไม่กล้าไปเท่านั้น งานเลี้ยงครั้งนี้ ว่านกุ้ยเฟยจัดขึ้นเพื่อหาพระชายาเอกที่เหมาะสมให้กับองค์รัชทายาท ตราบใดที่เ้าไป ก็จะต้องถูกเปรียบเทียบอย่างแน่นอน”
ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด เซิ่งจิ่งอวี้เป็องค์ชายคนแรกที่แต่งงาน ตอนนี้พอจะเลือกชายาให้กับองค์รัชทายาท ก็ย่อมต้องนำมาเปรียบเทียบกับพระชายาเฉินอ๋องเป็ธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็เื่ชาติกำเนิดหรือรูปโฉม นางก็หนีไม่พ้นที่จะถูกผู้คนนำไปเปรียบเทียบ
ซูเหวินยวนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็ประกาย พยักหน้าถี่ ๆ แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าก็ยิ่งต้องไปให้ได้เลยล่ะ”
งานเลี้ยงครั้งนี้นางรู้ดี นางเอกของเื่ปรากฏตัวในงานนี้เอง
ในหนังสือนั้น ซูเหวินยวนไม่ได้รับคำเชิญ แต่ก็ไม่วายถูกเยาะเย้ยถากถางอยู่ดี
หากไม่ด่าว่าซูเหวินยวนบ้าง แล้วจะทำให้นางเอกดูโดดเด่นได้อย่างไร?
อีกอย่าง ซูหลินเอ๋อร์ก็ไปร่วมงานด้วย ในฐานะน้องสาวของนาง นางได้เล่านิทานที่แต่งขึ้นเองมากมาย
สถานการณ์เช่นนี้ นางจะไม่ไปได้อย่างไร?
ซูเหวินยวนมองไปที่เซิ่งจิ่งอวี้ด้วยแววตาคาดหวังแล้วถามว่า “ท่านอ๋องจะไปด้วยกันหรือไม่เ้าคะ?”
เซิ่งจิ่งอวี้ตอบอย่างสงบ “ไม่ไป”
ซูเหวินยวนหุบปากอย่างเซ็ง ๆ ดวงตาของเซิ่งจิ่งอวี้มองไม่เห็น เขาคงจะไม่อยากไปในสถานที่ครึกครื้นเช่นนั้น
ไม่ไปก็ดีเหมือนกัน เกิดถูกยั่วโมโหขึ้นมา จะได้ไม่ต้องลงไม้ลงมือทำร้ายคนอีก