เสี่ยวหลินนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยตัวพองกลม เพราะถูกมารดาจับใส่ชุดกันหนาวมาถึงสามชั้น ดวงหน้ากลมๆ หัน มองไปรอบๆ เห็นหิมะขาวโพลนทั้งบนพื้นและหลังคาบ้าน ยังดีที่หิมะหยุดตกแล้ว หลังจากนี้เพียงรอหิมะละลาย งานหลายอย่างที่วางแผนไว้ก็พร้อมที่จะเริ่มทำ
"เสี่ยวหลินจะไปทำอะไรที่ทะเลหรือ ไม่หนาวหรืออย่างไร" โจวหมิงที่เดินอยู่ด้านข้างพร้อมกับคนติดตามและทหารอีกหนึ่งคนที่เดินตามมา เอ่ยถามเด็กน้อยตัวกลมแก้มแดง
"เสี่ยวหลินอยากจะไปดูเจ้าค่ะ เสี่ยวหลินไม่เคยเห็นทะเลตอนหน้าหนาวเลย"
"อย่างนั้นเองหรอกหรือ"
โจวหมิงไม่ได้ถามต่อ เขาเองก็ไม่เคยมาสำรวจแถวนี้ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง มีเพียงส่งทหารมาแจกอาหารแห้งในช่วงหน้าหนาว ยังดีที่ปีนี้ไม่มีพายุหิมะ ไม่อย่างนั้นชาวบ้านคงลำบากมากขึ้น เสบียงของเมืองเองก็มีไม่เพียงพอที่จะแจกจ่ายจำนวนมาก เพราะแคว้นเองก็กำลังขาดแคลนข้าว
เดินกันมาครู่หนึ่งก็ถึงชายหาด เทียนหรงสอนคนของโจวหมิงให้แกะหอยนางรม เขาบอกกับโจวหมิงว่าหอยนางรมกินสดๆ ถึงจะดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องนำกลับไปมาก เอาแค่พอกินแล้วค่อยมาแกะใหม่
"มีชาวบ้านมาสร้างกระท่อมอยู่อาศัยที่ชายทะเลด้วยหรือ" โจวหมิงเอ่ยถามเมื่อเห็นกระท่อมตั้งอยู่สองกระท่อมใกล้ๆ กัน
"นั่นกระท่อมของข้าน้อยกับสหายเองขอรับ เอาไว้พักชั่วคราวหลังจากกลับจากทะเล แล้วก็เอาไว้พักหลบแดดระหว่างวันช่วงที่ตากปลาน่ะขอรับ"
"หมู่บ้านเจ้าก็ทำปลาตากแห้งด้วยหรือ ข้าเคยได้ยินว่าที่หมู่บ้านไห่ปินทำปลาตากแห้งขาย นึกว่ามีแค่ที่เดียวเสียอีก" เขาเคยได้อ่านรายงานเกี่ยวกับอาชีพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเจียงหนานมาบ้าง ซึ่งในรายงานมีเพียงแค่หมู่บ้านเดียวที่ทำปลาตากแห้งขายมากที่สุด
"ที่หมู่บ้านเซินหลินมีคนที่ออกเรือไม่มากนักขอรับ ส่วนใหญ่ก็อาศัยเก็บผักป่าไปขาย ปลูกผัก หรือเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองมากกว่าขอรับ"
โจวหมิงได้ฟังก็พยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยกับเทียนหรงเรื่องที่จะขยายการเพาะปลูกมันเทศ เขาเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่เทียนหรงจะทำอย่างนั้นเพราะมันช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้เข้ามามากขึ้น
"ถ้าเมืองเราปลูกข้าวได้คงจะดีไม่น้อย จะได้มีข้าวขายราคาไม่แพงมากนัก"
เสี่ยวหลินหันมองบิดาสลับกับโจวหมิงไปมาจนคอแทบเคล็ด นางคิดว่าในใจเขาก็คงอยากสนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพ แต่ด้วยเมืองเจียงหนานเป็นเมืองท่าที่สร้างรายได้ให้กับเมืองและแคว้นมาก เพราะฉะนั้นมันย่อมต้องมีเรื่องให้จัดการมากกว่า
"ท่านลุงก็สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกพืชที่สามารถส่งขายต่างเมืองได้สิเจ้าคะ"
"อะไรบ้างล่ะที่สามารถปลูกได้ เสี่ยวหลินบอกลุงได้หรือไม่" โจวหมิงก้มองเด็กตัวกลมที่ทำท่าครุ่นคิด เข้ารู้สึกเอ็นดูนางมากทีเดียว สงสัยต้องรีบกลับไปทำลูกสาวมาสักคนแล้ว
"เสี่ยวหลินก็รู้ไม่มากหรอกเจ้าค่ะ แต่ว่าปลูกข้าวโพดก็ดีนะเจ้าคะ ทั้งขายแบบฝักสดแล้วก็ทำแป้งเจ้าค่ะ"
โจวหมิงพยักหน้ารับ ความจริงเขาเองก็ไม่ควรมาถามเอาความกับเด็กอายุเพียงห้าขวบ ไม่รู้ว่าตอนแรกเขาคิดอะไรอยู่
เสี่ยวหลินนั่งอยู่ในรถเข็นเบื่อๆ เลยขอออกไปเดินเล่น ซึ่งเทียนหรงก็กำชับบุตรสาวไม่ให้เดินออกไกลนัก นางรับปากก่อนจะเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ
เด็กอ้วนเดินเล่นเตาะแตะแตะเปลือกหอยอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงพูดคุย เป็นชาวบ้านชายหญิงราวสี่คนกำลังเช็ดทำความสะอาดแผงตากปลา บางคนนางก็คุ้นหน้าเพราะเคยเห็นไปซื้อของที่บ้าน
"นั่นเสี่ยวหลินไม่ใช่หรือ ทำไมมาเดินที่นี่คนเดียวเล่า" สตรีหนึ่งในนั้นหันมาเห็นเด็กน้อยตัวกลมยืนอยู่จึงเอ่ยทักขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ก็เห็นร่างของบุรุษหลายคนกำลังทำบางอย่างอยู่อีกด้านหนึ่ง จึงคิดว่าน่าจะเป็นเทียนหรงบิดาของนาง
"สวัสดีท่านลุงท่านป้าเจ้าค่ะ กำลังทำอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ" เสี่ยวหลินเดินเข้าไปหาเมื่อเห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน
"กำลังทำความสะอาดแผงตากปลาจ้ะ เดี๋ยวพออากาศอุ่นขึ้นสักหน่อยสามีของป้าก็จะออกเรือแล้วล่ะ" นางกล่าวก่อนจะดึงเด็กน้อยมานั่งหลบที่เพิงเล็กๆ ซึ่งทำไว้นั่งหลบแดด
"ท่านป้าชื่ออะไรหรือเจ้าคะ เสี่ยวหลินยังไม่รู้ชื่อท่านป้าเลย" คนได้ยินคำพูดน่าเอ็นดูก็อมยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบเด็กน้อย
"ป้าชื่อจวงเฟยจ้ะ ส่วนนั่นสามีชื่อฝูเลี่ยง บุตรชายคนโตฝูหลง อายุสิบขวบ บุตรสาวคนเล็กฝูหลันจ้ะ นางอายุหกขวบ"
เสี่ยวหลินมองดูเด็กหญิงตัวผอมแต่ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมโต หากร่างกายได้รับการสารอาหารและการดูแลที่ดีนางจะต้องหน้าตาน่ารักมากแน่นอน
"พี่สาวหลัน" เสี่ยวหลินเดินไปหาฝูหลันที่มีท่าทางขี้อาย
"อื้อ" ฝูหลันมองเด็กหญิงตัวกลมแก้มขาวๆ ฟูๆ น่าบีบยิ่งนัก พลันมือของนางก็ไปเร็วพอๆ กับความคิด ลงมือบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นสองครั้งก่อนจะทำตาโต
"แก้มนุ่ม" นางชอบแก้มนุ่มๆ ของน้องสาวมาก แต่ก็นึกว่าตัวเองมือเปื้อนจึงรีบชักมือกลับมาเช็ดทำความสะอาด
ฝูหลงเองก็ลอบมองเด็กหญิงตัวกลมเช่นเดียวกัน เขาคิดว่าหากน้องสาวของนางตัวกลมแก้มฟูเช่นนี้คงจะดีไม่น้อยเลย
"แล้วเสี่ยวหลินเดินออกมาไกลเช่นนี้บิดาไม่ว่าอะไรหรือ"
ฝูเลี่ยงเอ่ยถามขึ้นมา เขารู้จักกลุ่มของเทียนหรงแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก เพราะเขาต้องออกเรือไปกับภรรยา เลยไม่สะดวกใจหากต้องเห็นนางพูดคุยกับบุรุษผู้อื่นทุกวัน เลยแยกออกมาทำแผงตากปลาห่างจากท่าเรือของหมู่บ้านสักหน่อย
"เสี่ยวหลินบอกท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะ พี่สาวหลันไปเดินเล่นกันดีไหมเจ้าคะ" เสี่ยวหลินฉวยเอามือเล็กของฝูหลันมาจับ นางยิ้มตาหยีเพื่อตีสนิทกับเด็กหญิงตัวผอม
ฝูหลันเห็นใบหน้าน่ารักนั้นก็แก้มแดงก่อนจะพยักหน้ารับน้อยๆ แต่นางก็หันไปหาพี่ชายเพราะอยากให้เขาไปด้วย ส่วนใหญ่นางใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชาย เขาเป็นคนหุงหาอาหารให้นางเนื่องจากบิดามารดาต้องออกเรือทุกคืนจึงสนิทสนมกันมาก
ฝูหลงเห็นน้องสาวมีใบหน้าที่สดใสเพราะได้เพื่อนใหม่ก็พยักหน้ารับ เขาหันไปเอ่ยกับบิดาว่าจะไปดูแลเด็กทั้งสองเองซึ่งบิดาก็อนุญาต เสี่ยวหลินบอกให้เขาถือถังใบเล็กไปด้วยเผื่อจะเก็บอะไรที่ชายหาดได้บ้าง
เสี่ยวหลินเห็นว่าใกล้ๆ นั้นมีแอ่งหินเล็กๆ อยู่จึงชวนสองพี่น้องไปดู นอกจากนี้ยังมีหอยแมลงภู่อีกด้วย ดูเหมือนแถวนี้จะมีหอยแมลงภู่เยอะกว่าทางฝั่งกระท่อมของนางเสียอีก
"พี่สาวหลันเคยกินหอยนี่ไหมเจ้าคะ" มือป้อมชี้ไปยังเจ้าหอยสีเขียวสดใสที่เกาะกลุ่มกันอยู่บนโขดหิน ฝูหลันมองดูก็ส่ายหน้า
"มันกินได้ด้วยหรือ"
"กินได้สิเจ้าคะ เอาไปต้มแกะเนื้อมากินเจ้าค่ะ หรือจะแกะเนื้อไปทำอาหารอย่างอื่นก็ได้นะเจ้าคะ บนเนื้อของมันจะมีขนสีดำๆ อยู่ด้วย ให้ดึงออกก่อนนะเจ้าคะอย่ากินเข้าไปเด็ดขาด" นางนึกถึงตอนที่แนะนำให้พี่น้องบ้านหลิงเก็บไปกินก็ยิ้มแหยขึ้นมา เพราะตอนนั้นลืมบอกให้พวกเขาดึงขนมันออกด้วย
ฝูหลงยืนมองอยู่เงียบๆ เขาเคยเห็นสหายของบิดาเด็กตัวกลมพากันเก็บเจ้าหอยนี่ไปตากแห้งเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นพวกเขานำไปทำอะไรต่อจึงไม่กล้าเก็บไปกิน ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่าน่าจะตากเอาไว้เพื่อเก็บเป็นเสบียงหน้าหนาว
"ที่บ้านเสี่ยวหลินก็กินนะเจ้าคะ กินกับน้ำจิ้มเผ็ดอร่อยมากๆ"
"แล้วที่ตากไปมากๆ เอาไปเก็บไว้เป็นเสบียงหรือ" ฝูหลงตัดสินใจถามขึ้นมา เสี่ยวหลินหันไปมองเด็กชายตัวสูงผอมก่อนจะพยักหน้ารับ
"ส่วนหนึ่งเจ้าค่ะ แต่เสี่ยวหลินทำเอาไว้ขาย"
"ขายได้ด้วยหรือ"
"ได้สิเจ้าคะ หลังจากหิมะละลายแล้วเสี่ยวหลินจะทำร้านขายอาหารตากแห้ง หากพี่ชายสนใจก็ไปหาเสี่ยวหลินที่บ้านได้นะเจ้าคะ เสี่ยวหลินจะบอกวิธีตากแล้วก็จะรับซื้อด้วยเจ้าค่ะ"
เสี่ยวหลินเห็นว่าอย่างไรนางก็ตั้งใจจะขายของอยู่แล้ว อีกอย่างนางก็อยากช่วยชาวบ้านให้มีอาชีพมีเงินเข้ามาจุนเจือครอบครัว เลยอยากจะชักชวนคนบ้านฝูมาทำสินค้าส่งขายให้นาง
"เจ้าพูดจริงหรือ" ฝูหลงดวงตาเป็นประกาย หากเรื่องที่เด็กน้อยพูดมาเป็นความจริง นั่นหมายความว่าเขาจะสามารถช่วยบิดามารดาหาเงินได้
"จริงสิเจ้าคะ แต่พี่ชายต้องรู้วิธีตากอย่างละเอียดก่อนนะเจ้าคะ เพื่อให้สินค้าไม่เน่าเสีย"
"ได้เลย ข้าขอไปปรึกษากับท่านพ่อท่านแม่ก่อน แล้วข้าจะไปหาเจ้านะ" เด็กชายพูดตอบกลับมา ท่าทางของเขาจะดูนิ่งขรึมแต่ดวงตาไม่สามารถปกปิดความตื่นเต้นได้เลย เสี่ยวหลินเห็นอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับฝูหลันแล้วชวนกันไปเก็บหอย
"เก็บตัวใหญ่ๆ นะเจ้าคะ ตัวเล็กเนื้อน้อย เอาไว้ให้มันโตก่อนเจ้าค่ะ" เด็กอ้วนคอยบอกสองพี่น้อง มือก็กำกิ่งไม้ค่อยเคาะให้หอยหลุดออกจากโขดหิน
ขณะนั้นบิดาของนางและกลุ่มของโจวหมิงก็เดินมาหาเด็กๆ ที่กำลังจับกลุ่มกันอยู่ที่โขดหิน โจวหมิงมองอย่างไม่เข้าใจว่าเด็กๆ กำลังทำอะไรกันอยู่
"เสี่ยวหลินทำอะไรลูก อยากกินหอยแมลงภู่หรือ" เทียนหรงเอ่ยทักบุตรสาว ก่อนจะมองดูเด็กสองคนที่อยู่กับบุตรสาว เขาจำได้ว่าเป็นบุตรของฝูเลี่ยงที่ทำแผงตากปลาอยู่ใกล้ๆ นี่เอง
"คารวะท่านอาถังขอรับ" ฝูหลงหันมาโค้งตัวให้กับเทียนหรง ไม่ลืมโค้งตัวให้บุรุษแปลกหน้าที่แต่งตัวด้วยชุดราคาแพงและยืนอยู่ด้านข้างเทียนหรงด้วย
"เสี่ยวหลินพาพี่ชายกับพี่สาวมาเก็บหอยเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่ออยากกินไหมเจ้าคะ เสี่ยวหลินจะเก็บให้เอง" เด็กอ้วนยิ้มแฉ่งมือหนึ่งถือหอยตัวใหญ่ ส่วนอีกมือก็กำกิ่งไม้แน่น
"เก็บไปสักหน่อยก็แล้วกัน จะได้เอาไปทำกินเย็นนี้ ว่าแต่นายท่านสนใจหอยแมลงภู่นี่ไหมขอรับ เอาไปทำอาหารอร่อยใช้ได้เลยนะขอรับ" เทียนหรงหันถามโจวหมิง ซึ่งโจวหมิงก็คิดว่าอาหารที่บ้านถังอร่อยมาก ดังนั้นเจ้าหอยนี่คงจะรสชาติดีไม่แพ้กันเทียนหรงถึงกล้าแนะนำเขา
"อย่างนั้นพวกเจ้าก็ไปเก็บมาสักหน่อยเถอะ หากพวกเจ้าอยากกินด้วยก็เก็บมาเพิ่ม" โจวหมิงหันไปเอ่ยกับลูกน้องที่ยืนรออยู่ด้านหลัง
"ขอรับนายท่าน"
ฝูหลงยืนมองดูชายตัวสูงในชุดราคาแพงอย่างสงสัย เขามีทหารตามมาด้วยหนึ่งนาย คงจะเป็นผู้มีอิทธิพลพอสมควรถึงจะสามารถเรียกใช้ทหารได้ตามใจชอบ คนบ้านถังช่างน่าทึ่งที่สามารถรู้จักกับคนใหญ่คนโตได้แถมยังสามารถพูดคุยกันอย่างสนิทสนมอีกด้วย
เมื่อรับรู้ว่ามีสายตาหนึ่งมองสำรวจอยู่จึงหันไปมอง เห็นเป็นเด็กชายตัวผอมคนหนึ่งเท่านั้น แต่ท่าทางของเขาดูฉลาดเฉลียวไม่น้อย ชาวบ้านทั่วไปคงไม่มีกำลังมากพอที่จะส่งบุตรเข้าไปร่ำเรียนในเมืองแน่นอน นั่นไม่ได้แปลว่าเด็กคนนี้มีความสามารถหรอกหรือ
โจวหมิงมองเด็กชายอย่างสนใจ เขาชอบคนที่มีความสามารถ หากเป็นไปได้ก็อยากชุบเลี้ยงไว้หรือส่งเสียให้ได้ร่ำเรียน ในอนาคตเมืองเจียงหนานจะได้มีคนมากความสามารถมาช่วยกันพัฒนาต่อไป
คนตัวโตกับคนตัวเล็กจ้อยยืนสบตากันอยู่นานโดยมีเจ้าเด็กตัวอ้วนหันมองทั้งสองคนสลับไปมา จนนางต้องเดินเข้าไปดึงชายเสื้อของฝูหลง เด็กชายรู้สึกตัวก่อนจะหันมามองเด็กน้อยแก้มกลมตาแป๋วที่มองมา
"ไปเก็บหอยกันเจ้าค่ะพี่ชาย"
เสี่ยวหลินรีบลากเด็กชายไปเก็บหอยต่อ ถึงแม้ท่านลุงโจวจะใจดีแต่ก็คงไม่ใช่กับทุกคน เพราะฉะนั้นนางรีบลากฝูหลงออกมาก่อนดีกว่า ไปยืนจ้องหน้าเจ้าเมืองเจียงหนานแบบนั้นเดี๋ยวก็โดนดีเข้าซะหรอก
ส่วนเจ้าเมืองที่แสนใจดีของเด็กอ้วนนั้นก็กำลังหัวเราะเบาๆ เขาดูออกว่าเสี่ยวหลินกำลังพยายามแยกตัวเด็กคนนั้นออกไป เป็นเด็กที่รู้ความจนอยากจะอุ้มกลับบ้านเสียจริง แต่ติดที่บิดาของนางยืนอยู่ด้านข้างของเขานี่สิ
หลังเก็บหอยกนจนพอใจแล้วเสี่ยวหลินก็ขอแยกตัวกับพี่น้องบ้านฝู นางถูกอุ้มขึ้นไปนั่งอยู่บนรถเข็นแล้วกลับไปยังบ้านหลังน้อยกัน นางเล่าวิธีการนำหอยแมลงภู่ไปทำอาหารให้โจวหมิงและลูกน้องฟัง เด็กอ้วนพูดเจื้อยแจ้วไปตลอดทางอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย
แต่พอนางบอกว่าจะนำหอยแมลงภู่ไปทำบะหมี่ผักดองให้กินโจวหมิงก็ไม่อยากกลับบ้าน ขออยู่ต่อเพื่อรอกินบะหมี่ผักดองฝีมือเด็กอ้วน ที่เทียนเฉินบอกว่าอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้
เสี่ยวหลินก็ยินดีและจะทำอาหารเผื่อคนติดตามของสองสามีภรรยาด้วย ซึ่งมีผู้ติดตามชายหนึ่งคน ทหารสองคน และสาวใช้ของเหลียนฮวาอีกหนึ่งคน หอยแมลงภู่ที่คนติดตามเก็บมาจึงมอบให้เสี่ยวหลินนำไปทำอาหารทั้งหมด
"เสี่ยวหลินทำอาหารได้ด้วยหรือ เก่งจริงๆ" เหลียนฮวาได้ยินว่าเด็กตัวกลมมากความสามารถตั้งแต่เด็กก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูมากขึ้น
ตอนที่สามีไปที่ชายหาดนางก็นั่งพูดคุยกับฮุ่ยหนิงและจางรั่ว สองแม่ลูกเล่าวีรกรรมแสบซนของเด็กอ้วนให้ฟัง โดยเฉพาะนิสัยที่ชอบแกล้ง ท่านพ่อ ท่านอาและท่านตาของนางนั้น ทำให้เหลียนฮวาหัวเราะจนน้ำตาไหล นางเองก็อยากจะเห็นท่าเต้นส่ายก้นของเด็กน้อยบ้างสักครั้ง ว่ามันจะน่ารักขนาดไหน
"ท่านอาไปนวดแป้งบะหมี่ไข่กันเจ้าค่ะ ส่วนน้ำแกงต้องรบกวนท่านยายคนงามแล้วนะเจ้าคะ ทำกินกันตอนนี้เลยดีกว่าท่านลุงท่านป้าจะได้ไม่กลับบ้านมืดค่ำ" เด็กอ้วนปากหวานเอ่ยขึ้นพร้อมยังส่งสายตากรุ้มกริ่มให้จางรั่วจนนางอยากจะจับหลานสาวมาตีก้นสักทีสองที
"เจ้าเด็กคนนี้ไปจำท่าทางทำหน้าทำตาแบบนี้มาจากที่ใดกัน หือ" นางบีบแก้มหลานสาวอย่างมันเขี้ยว
"ฮิฮิ จำมาจากท่านพ่อเจ้าค่ะ"
"แค่ก!" เทียนหรงที่กำลังดื่มน้ำอยู่นั้นสำลักจนหน้าแดง ฮุ่ยหนิงหันมองสามีตาเขียว
"ท่านพ่อชอบมองท่านแม่แบบนี้เจ้าค่ะ" เด็กอ้วนยืนทำท่าหรี่ตาอย่างเจ้าเล่ห์แล้วยิ้มมุมปาก เลียนแบบบิดามาทั้งหมดจนเทียนหรงต้องกระแอมออกมา
"พ่อเคยทำแบบนี้เมื่อไหร่กันล่ะ"
"ทำตลอดเลยเจ้าค่ะ หลังจากนั้นท่านพ่อก็พาท่านแม่เข้าหะ.. อื้อๆ อั้นอ้อ!"
เทียนหรงรีบลุกพรวดไปปิดปากบุตรสาวตัวแสบก่อนจะหิ้วเด็กอ้วนหายเข้าไปในครัว เสี่ยวหลินดีดดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของบิดาแต่ไม่วายส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา ปล่อยให้ฮุ่ยหนิงนั่งก้มหน้าหลบสายตาแขกที่มองมาอย่างอับอาย
เจ้าลูกคนนี้เผาบิดามารดาจนไหม้เกรียมหมดแล้ว!
เทียนหรงยืนสอนสั่งบุตรสาวอยู่นานแต่เด็กอ้วนก็มิได้นำพา นางทำหูทวนลมเดินไปหาท่านอาของนางแล้วขอให้เขานำแป้งมาผสมไข่เพื่อนวดทำเส้น ส่วนจางรั่วเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวก็หัวเราะออกมา
"ท่านแม่ดูนางสิขอรับ เฮ้อ" เทียนหรงเห็นท่าทางของบุตรสาวแล้วก็ส่ายหัว
"ใครใช้ให้เจ้าทำอะไรประเจิดประเจ้อล่ะ ไปดูอาหนิงหน่อยเถอะ ปล่อยให้นั่งอยู่กับแขกเช่นนั้นไม่ใช่อายจนตัวแดงหมดแล้วหรือ แล้วนี่พ่อตาเจ้าหายไปไหนกัน"
"ไม่ทราบขอรับ ข้ากลับมาก็ยังไม่เจอเลย"
จางรั่วพยักหน้ารับพอบุรเขยเดินออกไปนางก็หันมาถามหลานสาวว่าจะทำอะไรก่อนดี เสี่ยวหลินจึงบอกให้ทำความสะอาดหอยแลวนำมาลวก ดึงขนดำๆ ออกเรียบร้อย
"ต้มน้ำทำน้ำแกงเลยเจ้าค่ะท่านยาย เสร็จแล้วก็มาหั่นผักดองเป็นเส้นเจ้าค่ะจะได้คีบกินง่าย หั่นหมึกกรอบใส่ลงไปด้วยนะเจ้าคะ"
พอเอ่ยบอกท่านยายเสร็จแล้วเด็กอ้วนก็วิ่งดุ๊กๆ เข้าไปที่ห้องเก็บของแล้วเปิดผ้าหยิบถั่วงอกที่ยังโตไม่เต็มที่ออกมามากหน่อย ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนจะกลับเข้าไปในห้องครัว
"น้ำเดือดแล้วลูก"
"ใส่ผักดองลงไปเลยเจ้าค่ะ ตักน้ำผักดองใส่ลงไปด้วยนะเจ้าคะ รสชาติของน้ำผักดองเปรี้ยวอยู่แล้ว ปรุงรสแค่น้ำปลาเล็กน้อยกับน้ำตาลก็พอเจ้าค่ะ เสร็จแล้วใส่ถั่วงอกด้วยนะเจ้าคะ" นางวางกระจาดถั่วงอกไว้ให้จางรั่วก่อนจะเดินไปดูเทียนเฉินที่กำลังหั่นเส้นบะหมี่
"เสร็จแล้วตั้งเตาลวกเส้นเลยเจ้าค่ะท่านอา"
"ได้เลยขอรับ" เทียนเฉินรีบตั้งเตารอให้น้ำร้อนก็เอาเส้นลงไปลวก
เสี่ยวหลินออกไปตักน้ำเย็นมาให้เทียนเฉินล้างเส้นบะหมี่ เส้นจะได้ไม่อืดและเกาะกันเป็นก้อน พอได้เส้นมาแล้วก็จัดใส่ชามเตรียมไว้
"ใส่หอยกับหมึกกรอบลงไปในน้ำแกงเลยเจ้าค่ะ รอน้ำเดือดก็ตักใส่ชามบะหมี่ได้เลยเจ้าค่ะท่านยาย"
"ไม่ใส่ไข่ต้มด้วยหรือเสี่ยวหลิน" เทียนเฉินเอ่ยถาม เพราะคราวก่อนเขากินบะหมี่ต้มยำกับไข่ต้มแล้วมันเข้ากันมากทีเดียว
"หากท่านอาอยากกินก็ต้มไข่เลยเจ้าค่ะ เผื่อเสี่ยวหลินด้วยนะเจ้าคะ"
เทียนเฉินได้ยินอย่างนั้นก็หยิบไข่มาต้มให้พอกับจำนวนคน
เมื่ออาหารเสร็จเรียบร้อยก็ทยอยยกออกไปด้านนอก ทุกคนมองน้ำบะหมี่สีส้มที่มีทั้งหอย หมึกและถั่วงอกอยู่ในชามอย่างสนใจ พอตักชิมก็มีรสชาติเปรี้ยวติดหวานเล็กน้อย
"อื้ม รสชาติดียิ่งนัก เสี่ยวหลินเก่งจริงๆ" เหลียนฮวาชิมแล้วก็ชอบใจ
"กินเยอะๆ เลยนะเจ้าคะ"
"แล้วนี่บิดาเจ้าหายไปไหนกันอาหนิง คนอื่นเขากินบะหมี่กันปกติต้องรีบวิ่งมากินแล้ว"
ฮุ่ยหนิงได้ยินมารดาถามก็ส่ายหัวเพราะนางก็ไม่รู้เช่นกัน ส่วนฮุ่ยสงนั้นก็กำลังนอนกอดไหเหล้าไหสุดท้ายที่เขาแอบซ่อนไว้ในบ้านเก่าของบุตรเขยอย่างมีความสุข
####################################################