บทที่ 11 เื้ั
จับสิ่งชั่วร้ายที่ก่อเื่ได้แล้ว!
ทุกคนในครอบครัวได้ยินข่าวนี้ก็ใ ไฟในห้องนอนแต่ละห้องสว่างขึ้น ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทุกคนก็มารวมตัวกันในห้องนั่งเล่น
"นี่น่ะเหรอ สิ่งที่จะมาทำร้ายแม่ฉัน" กู้อวี่มองไปที่สิ่งที่ถูกขังอยู่ในวงล้อมข่ายอาคม
ตอนนี้ แขนขาทั้งสี่ของมันถูกขึงไว้ กลางหน้าอกถูกตอกด้วยตะปูอาคมอันหนึ่ง เพื่อขจัดพลังงานชั่วร้ายในร่างกายของมันออกไป ทำให้มันไม่สามารถรวบรวมพลังของผีร้ายได้
"อืม… มันมาทำร้ายแม่ครั้งหนึ่งแล้ววันนี้ ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้ามาอีก แล้วก็โดนจับได้"
เด็กหญิงพยักหน้า เธอตั้งใจจะกินผีตนนี้เอง แต่พอกินไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ
ผีตนนี้มีวิธีการบางอย่างที่ผู้ฝึกวิชาไสยเวทใช้ ซึ่งก็คือการควบคุมิญญา เธอจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
"ถ้าแกยอมบอกว่าใครส่งแกมา ฉันจะไม่ทำลายแก" เด็กหญิงพูดอย่างจริงจัง ขณะที่ถือถุงผ้าใบเล็ก ๆ ไว้ในมือ
ในหมู่ผู้ฝึกวิชาไสยเวท ห้ามเลี้ยงผีเป็ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผีร้ายที่ฆ่าคนตาย หากถูกพบเห็น ทุกคนในวงการไสยเวทสามารถฆ่ามันได้ทันที
ตอนแรก เหยาเหยาคิดว่าเป็แค่ผีร้ายที่กลับมาแก้แค้นธรรมดา ๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกี่ยวข้องกับเื่ลึกลับแบบนี้ ถ้าไม่สืบให้รู้เื่ คงไม่มีทางแก้ได้หรอก
บางครั้ง วิธีการของพวกนั้นก็คาดเดาได้ยาก
เหยาเหยาชอบคุณแม่คนใหม่คนนี้มาก จนไม่อยากให้เธอเป็อะไรไป
คำพูดของเหยาเหยาเปรียบเสมือนฟ้าผ่าในตอนกลางวัน ทำเอาทุกคนที่อยู่ในห้องถึงกับมึนงง
"หนูอาจจะเข้าใจผิดหรือเปล่า ใครจะมาทำอะไรแม่ขนาดนั้น แม่ก็แค่คุณนายบ้าน ๆ คนหนึ่ง" ตอนนี้ใบหน้าของเฉินฮุ่ยยังคงซีดเซียวอยู่
แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้ว เธอมีท่าทีที่สงบขึ้นมาก เมื่อได้ยินลูกสาวพูดว่า ผีตนนั้นถูกใครบางคนควบคุมมาเพื่อจัดการเธอ ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"แม่คะ หนูคิดไว้ไม่ผิดหรอก" เหยาเหยาชี้ไปที่รอยสักตรงกลางหน้าผากของผีตนนั้นแล้วพูดว่า "รอยสักแบบนี้ ในหนังสือมีเขียนไว้"
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยืนยันหนักแน่น คราวนี้ทุกคนในครอบครัวก็เงียบไป แม้แต่กู้อวี่ที่ชอบโวยวายก็รู้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้เช่นกัน จึงปิดปากเงียบรอฟังต่อ
การที่รู้ว่ามีคนที่สามารถควบคุมผีร้ายได้กำลังจ้องจะเล่นงานพวกเขา ย่อมอันตรายกว่าผีร้ายมาก
"หนูพอจะมีวิธีช่วยพ่อสืบเื่นี้ไหม ว่าเป็ฝีมือใคร" กู้เสวี่ยซงยังไม่ค่อยชินกับการที่หนูน้อยเรียกเขาว่าพ่อ
ในเมื่อภรรยาของเขาชอบหนูน้อยที่มีบุญคุณกับพวกเขาขนาดนี้ จะเลี้ยงเป็ลูกสาวก็ไม่เห็นจะเป็อะไรเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ได้ลูกสาวมาแบบไม่ต้องออกแรง แถมยังเก่งขนาดนี้ บรรพบุรุษตระกูลคงปลื้มใจน่าดู
ตอนนี้ แม้หนูน้อยจะอายุแค่สามขวบครึ่ง แต่เธอกลับกลายเป็คนสำคัญที่สุดในบ้านไปเสียแล้ว
"คุณพ่อคะ วิธีปกติคงถามอะไรไม่ได้แล้วล่ะค่ะ" เหยาเหยาส่ายหน้าเบา ๆ
เธอตอกตะปูสะกดิญญาเข้าไปที่อกของผีร้าย คำสาปบนตะปูแผดเผาิญญาของมันอย่างไม่หยุดหย่อน แถมยังมีค่ายกลดูดิญญาคอยกัดกินมันอยู่ด้วย
ถึงอย่างนั้น ผีร้ายตนนี้ก็ยังไม่ยอมปริปาก มีความเป็ไปได้อย่างเดียวคือมันพูดไม่ได้จริง ๆ
"แล้วมีวิธีไหนที่ไม่ปกติบ้างล่ะ" กู้เหิง ลูกชายคนโตของตระกูลกู้ ซึ่งเป็พี่ชายคนโตของเธอถามพลางเลิกคิ้วขึ้น
เขาเรียกได้ว่าสืบทอดกิจการของครอบครัวมาโดยแท้ แม้จะอายุแค่ 27 ปี แต่ก็สร้างบริษัทขึ้นมาหลายแห่งแล้ว แถมยังมีขนาดไม่เล็กเลยทีเดียว นับเป็ดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการธุรกิจเลยก็ว่าได้
วันนี้ พี่น้องทั้งเจ็ดของบ้าน นอกจากกู้เหิงกับกู้อวี่ที่อยู่บ้าน นอกนั้นอีกห้าคนออกไปข้างนอกกันหมด
กู้เสวี่ยซงจึงโทรเรียกให้ทุกคนกลับมาภายในสองวันนี้ นอกจากจะเป็วันรวมญาติประจำเดือนแล้ว ยังจะได้มาทำความรู้จักกับน้องสาวคนใหม่ด้วย
นอกจากนี้ เขายังเตรียมที่จะจัดงานเลี้ยงที่บ้านให้ใหญ่ขึ้น จึงเชิญเพื่อนฝูงในวงสังคมมาร่วมงาน เพราะลูกสาวของเขาเหมาะสมที่จะได้รับเกียรตินี้
การฉลองกันแบบเงียบ ๆ ไม่สอดคล้องกับฐานะของตระกูลกู้สักเท่าไร
"อืม ถามไม่ได้ ก็ต้องลงมือสืบเองแล้ว!" เหยาเหยาเอานิ้วแตะที่หน้าผากเล็กน้อย ใบหน้าของเธอเผยความกังวล
"แต่หนูไม่ค่อยได้ใช้สิ่งนี้เท่าไหร่ พอหนูลงมือเสร็จ มันอาจจะตายได้"
การตาย หมายถึง ิญญาของมันจะสลายไป ไร้ซึ่งโอกาสเกิดใหม่
ถ้าหากเหยาเหยาหาเบาะแสได้ก็ดีไป แต่ถ้าหาไม่ได้ เื่นี้อาจจะจบลงเพียงเท่านี้
ดังนั้น เด็กน้อยจึงไม่ตัดสินใจเอง แต่ให้โอกาสพวกเขาเลือก ให้พวกเขาเป็คนตัดสินใจ
เฉินฮุ่ยไม่ค่อยมีความคิดเห็น เธอหันไปมองสามีโดยไม่รู้ตัว กู้เสวี่ยซงบีบมือเธอเบา ๆ ตัดสินใจแทนเธอ
"เหยาเหยาลงมือเถอะ" พวกเขาไม่มีความจำเป็ต้องเก็บผีร้ายตนนี้ไว้อยู่แล้ว
กล้ามาทำร้ายภรรยาของเขา มันก็ต้องตาย!
"งั้นหนูลงมือเลยนะ" เหยาเหยาเดินอย่างช้า ๆ เข้าไปใกล้กับข่ายอาคม
ผีร้ายััได้ถึงการเคลื่อนไหวของเด็กสาว มันจึงดิ้นรนอย่างรุนแรง ทว่าพลังของมันสูญสิ้นไปนานแล้ว จะสามารถสลายพันธนาการของข่ายอาคมได้อย่างไร
มือเล็ก ๆ อวบอิ่มวางลงบนศีรษะของมัน ทันใดนั้น จิตสำนึกอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งทะลักเข้าไปในร่าง มันรู้สึกได้ว่าิญญาของตนสั่นคลอน
ในขณะเดียวกัน ใบหน้ากลมปุ๊กลุกน่ารักของเหยาเหยาก็ดูจริงจังขึ้น ดวงตากลมโตหลับลง ภาพต่าง ๆ ผ่านเข้ามาในหัวของเธอ
ทั้งหมดนี้คือความทรงจำของผีร้าย เธอค้นหาเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับเฉินฮุ่ยอย่างรวดเร็ว
"นั่นมันภรรยาของกู้เสวี่ยซงนะ เงินทองซื้อิญญาได้ ถ้าเธอไปจ้างนักพรตเก่ง ๆ มาสืบ แล้วเื่มาถึงฉันจะทำยังไง"
"อาจารย์ก็รู้ว่าฉันมีความสามารถ ถ้าไม่ใช่เื่ยากเย็น ฉันจะมาหาอาจารย์เหรอ"
"เท่าไหร่ก็ว่ามาเลย ฉันให้ได้หมด!"
"อาจารย์เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ขอแค่เส้นผมและป้ายดวงชะตาของเธอ เื่นี้ก็จะสำเร็จ!"
"รบกวนอาจารย์ด้วยนะ นี่คือรางวัลสำหรับอาจารย์"
เหยาเหยาเห็นภาพเลือนราง สองร่างสนทนากันในห้องหรูหรา กำลังจะเห็นหน้าชัด ๆ แต่พวกเขากลับรู้สึกตัว จึงร้องลั่น "ใครมาแอบดู!"
ภาพตรงหน้าพลันสั่นไหว พื้นดินแยก รอยแตกปรากฏทั่วทุกทิศ
เหยาเหยารีบออกจากภวังค์ ลืมตาขึ้นมาก็พบกับปีศาจร้าย ร่างกายกำลังเปล่งประกายเป็สีทอง
ทันใดนั้น มันก็ะเิเป็เสี่ยง ๆ ต่อหน้าต่อตาผู้คน เหยาเหยาคว้าเศษิญญาบางส่วนผนึกไว้ในน้ำเต้าเล็ก ๆ
เขย่า ๆ ยังไม่ถึงครึ่ง ‘ขาดทุนย่อยยับ’ เหยาเหยาเบะปาก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
น่าจะได้กินอิ่ม ๆ เ้าหมอผีคนนั้นดันรู้ทัน เลยะเิตราผนึกทิ้งซะได้
ตราบใดที่ตราผนึกยังอยู่ ชีวิตและความตายล้วนถูกควบคุม ผีร้ายหลายตนจึงยอมสลายไป ดีกว่าตกเป็ทาส
"เป็ยังไงบ้าง ได้เบาะแสอะไรไหม" กู้เสวี่ยซงหันมาถาม
ด้วยอาคมที่ผนึกไว้ แรงะเิจึงไม่ทำลายข้าวของ ผู้คนรอบข้างจึงยังคงไม่แตกตื่น
“มีเก็บเกี่ยวมาได้นิดหน่อยค่ะ” เหยาเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะบอกพ่ออย่างไรดี
“เอ่อ… เขาคนนั้นก็อยู่ในบ้านหลังใหญ่เหมือนกัน เป็ผู้ชายรูปร่างผอมสูง ดูเหมือนจะรู้ว่าพ่อห่วงแม่มาก ถึงได้ลงมือทำแบบนี้กับแม่”
“ยิ่งไปกว่านั้น เขายังขโมยผมของแม่ไปด้วย แล้วก็รายละเอียดอื่น ๆ หนูก็ไม่รู้แล้ว”
ถึงแม้จะไม่ได้เห็นหน้า แต่รูปร่าง บทสนทนา เหยาเหยาก็เล่าออกมาได้หมดทุกอย่าง
เส้นผมเหรอ?
สีหน้าของกู้เสวี่ยซงเคร่งขรึมลงทันที นี่มันเป็ของที่ต้องใกล้ชิดกันมาก ถึงจะเอาไปได้ ถ้าไม่ได้ััใกล้ชิด หรือเข้าออกห้องของเฉินฮุ่ยไม่ได้ ก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก
ยังจับคนร้ายไม่ได้ แถมในบ้านยังมีหนอนซะอีก!
“ลุงหลี่ ไปตรวจสอบดูหน่อยว่า่นี้ใครเข้าไปในห้องของคุณผู้หญิงบ้าง สอบสวนให้ละเอียดทุกคน”
กู้เสวี่ยซงหันไปสั่งลุงหลี่ พ่อบ้านวัยเกษียณ เสียงของเขาเย็นะเืจนน่ากลัว
เขาพอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็ศัตรูทางธุรกิจ แข่งขันในวงการไม่ชนะ เลยใช้วิธีสกปรกแบบนี้
“อย่าให้ฉันรู้เชียวนะ ว่าใครบังอาจมายุ่งกับครอบครัวของฉัน ถ้าฉันรู้เื่นี้เข้า ใครคนนั้นก็อย่าหวังว่าจะตายดี!”
ชัดเจนว่าการล้ำเส้นมาถึงครอบครัว แบบนี้มันเกินกว่าที่กู้เสวี่ยซงจะทนได้แล้ว