ปึก!
กระเป๋าสัมภาระถูกย้ายลงมาจากรถหลังเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าบ้านคุณหลวงวรภัทรไอ้อินเป็ชายหนุ่มจากบ้านกำพร้าถูกย้ายเข้ามาทำงานภายในเรือนแห่งนี้ความมโหฬารกับการตกแต่งที่หรูหราถูกพินิจโดยชายหนุ่มบ้านนอก
“อืม รูปร่างใช้ได้นี่”
เสียงแหบแห้งสะกิดให้ต้องหันมองหญิงชราหน้าตาบอกบุญไม่รับยืนรออยู่หน้าประตูก่อนมันจะมาถึงหลายเพลาแล้ว ด้วยความใหญ่โตของบ้านตระกูลพิทักษ์ศิลป์จึงทำให้ไม่ได้สังเกตเห็นหญิงชราคนนี้เลย
“ตามฉันมา”
เธอเดินเข้าไปภายในเรือนขณะที่ไอ้อินยังคงสอดส่องสำรวจไปทั่วไม่ได้สนใจคำพูดของเธอแต่อย่างใด“เข้ามาสิ” เธอเดินกลับออกมาก่อนจะผายมือเข้าไปด้านในแล้วรอมันแบกสัมภาระตามมา
ั์ตาสีเข้มกลอกไปมาสังเกตข้าวของภายในเรือนอย่างพิสมัยของตกแต่งส่วนใหญ่เป็เครื่องเงินมีราคาแม้นจักใช้ทั้งชีวิตก็มิอาจคว้ามันมา
“รู้ใช่ไหมว่าเอ็งมาทำอะไรที่นี่” ไอ้อินหยุดชะงักตามหญิงแก่ที่หันมาตั้งคำถาม
“เป็คนใช้...”
เนื่องจากมันได้ยินมาว่าเรือนแห่งนี้้าชายวัยฉกรรจ์ร่างกายกำยำแข็งแรงเข้ามาอารักขาดูแลคุณชายแต่บุตรของคุณหลวงมีสามคนไยถึงส่งมันมาเพียงคนเดียว จะให้ดูแลทั้งสามคนเห็นทีคงจะเกินกำลังพอสมควร
“ใช่ แล้วเอ็งรู้อะไรอีกไหม”
“เอ่อ ไม่รู้เลยจ้ะ”
หญิงแก่ระบายลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งหลังเห็นท่าทีเก้ๆกังๆดูไม่ประสีประสาของชายหนุ่ม ครั้นควรรู้งานก่อนย่างกรายเข้ามาในเรือนทว่ากลับไม่รู้แจ้งอะไรเลยสักอย่าง มันรีบโค้งตัวนอบน้อมทันทีที่เห็นใบหน้าถมึงทึงเริ่มย่นหัวคิ้วชนกันมาวันแรกก็ขัดใจหัวหน้าคนใช้เสียแล้วระหว่างเดินตรงไปยังเรือนหลังเธอก็ได้พรรณนาถึงกฎต่างๆที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ภายในรั้วของคุณหลวงมีเรือนหลักสามเรือนคือเรือนใหญ่เรือนกลาง และเรือนตะวันออก เรือนใหญ่หลังนี้จะมีคนใช้เข้าออกตลอดเวลาส่วนเรือนตะวันออกจะเป็ที่พักของคุณชายทั้งสาม แต่ตอนนี้มีเพียงคุณชายใหญ่อาศัยอยู่ที่นั่นเพียงคนเดียวคนใช้จะเข้าไปทำความสะอาดได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้นห้ามเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าเป็อันขาด ส่วนเรือนแยกอีกสามเรือนคือ เรือนหลัง เรือนครัวและเรือนเล็ก
เรือนหลังจะเป็เรือนของคนใช้โดยเฉพาะส่วนเรือนเล็กใช่ว่าจะให้เข้าไปเพ่นพ่านได้เพราะในนั้นมีเครื่องมือแพทย์และสมุนไพรของหมอประจำเรือน
“เดินตรงไปสุดทางห้องของเอ็งจะอยู่ทางซ้ายมือ”
ไอ้อินทอดตามองตามมือที่ผายบอกทางเธอไม่เดินไปส่งต่อเนื่องจากเรือนหลังแบ่งเพศสภาพอย่างชัดเจนชายอยู่ฟากนี้ส่วนหญิงจะอยู่อีกฟากของเรือน ทั้งชายและหญิงจะไม่ล้ำเส้นเข้ามาในเขตของกันและกันมันพยักหน้ารับก่อนจะเดินมาหยุดอยู่หน้าบานประตูและยกมือเคาะส่งเสียงเรียกคนด้านในไม่นานนักบานประตูก็ถูกเปิดออก ชายร่างเล็กปรากฏอยู่เบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มต้อนรับ
“มาแล้วรึ”
เขาว่าพลางเบี่ยงตัวหลบให้ไอ้อินได้ย้ายตัวเข้ามาข้างในภายในห้องมีชายอีกคนนั่งตาปริบๆมองมันอยู่บนเตียง
“ฉันชื่อจ้อย ส่วนนั่นไอ้มิ่ง”
ชายร่างเล็กเดินมาแนะนำตัวพร้อมกับชี้ชายอีกคนที่อยู่บนเตียงไอ้อินรีบผงกหัวรับก่อนจะแนะนำตัวให้ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม
“ฉันชื่ออินจ้ะ”
“เรียกพวกฉันว่าพี่จ้อยพี่มิ่งก็ได้นะดูเหมือนเอ็งจะหนุ่มกว่า” มิ่งว่าพลางฉีกยิ้มให้
จ้อยที่เห็นชายหนุ่มยืนทื่อไม่กระเตื้องจึงเป็ฝ่ายเข้ามาหยิบกระเป๋าออกจากมือแล้วเดินโซเซไปยังเตียงอีกมุมหนึ่งเสียเอง
“เดี๋ยวฉันถือเองจ้ะ” ไอ้อินรีบสืบเท้าตามไปในทันทีไม่ว่าเปล่ามันก็ดึงกระเป๋าออกจากไอ้จ้อยด้วย
พี่ทั้งสองคนดูใจดีและเป็มิตรต่อมัน ทำให้สบายใจหลังจากสะสมความเครียดมาระหว่างการเดินทาง
หลังจากจัดสัมภาระเสร็จก็ไปอาบน้ำอาบท่าชำระล้างร่างกายระหว่างเดินกลับไปยังเรือนหลังมันก็ต้องเดินผ่านทางเชื่อมข้างนอกซึ่งเป็ทางที่ไม่มีกำแพงกั้นจึงเห็นได้รอบทิศ ข้างๆจะเป็สวนทั้งสองข้างมีทางแยกไปอีกทางซึ่งคาดว่าน่าจะไปโผล่ถึงเรือนใหญ่ บริเวณนี้จึงเย็นะเืแปลกๆ
ปึง!
เสียงดังลั่นจนร่างลํ่าสันต้องหดคอชิดไหล่ก่อนเหลียวมองที่มาของเสียงเห็นเรือนไม้ทรุดโทรมอยู่เยื้องออกไปไม่ไกลจากที่มันอยู่เสียงปริศนาทำเอาเรียวคิ้วหนาย่นพานสงสัย
ภาพตรงหน้าไม่มีอะไรไหวติง มีเพียงเสียงลมที่พัดหอบเอาใบไม้ปลิวว่อนไปกับสายลม
หรือมันจะหูฝาด...
ปึง!
อีกแล้ว!มันได้ยินอีกแล้ว!พอจะออกตัวเดินเสียงนี่ก็ดังขึ้นมาอีก ไอ้อินหันขวับไปจ้องที่มาของเสียงหน้าต่างเรือนไม้ทรุดโทรมก็ปิดหมด เว้นแต่บานสุดท้ายที่ยังคงเปิดอ้าซ่าคิ้วขมวดกันเป็ปมเหล่ตามองไปรอบๆ ว่ามีผู้ใดอยู่กับมันหรือไม่บริเวณนั้นมืดงัดไม่มีแม้เงาของใครสักคน มือหนาเริ่มยกขึ้นมาลูบหน้าลูบตาสงสัยมันคงคิดมากไปเอง เพราะเพลียจากการเดินทางหูเลยฟาด
แอ๊ดด
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของหน้าต่างดังขึ้นระลอกทว่าครั้งนี้มันไม่ได้ดังปึงปังแต่เหมือนมีใครบางคนกำลังดึงอย่างช้าๆ เหงื่อกาฬเริ่มไหลออกมาอาบหน้าเอาแล้วไอ้อิน! จักทำอย่างไรต่อดีทีนี้อยากหันไปดูแต่ใจของมันก็ห้ามปรามไว้
ดึกดื่นป่านนี้จะมีผู้ใดเล่ามาทำเสียงดังครึกโครมเว้นแต่เสียว่า...ไม่ใช่คน...
ปัง!
“แว้กกกก!!!”
จะรอช้าอยู่ไย!วิ่งสิไอ้อิน! ถึงไม่ได้หันไปดูทว่าจิตนาการมันก็ไปถึงไหนแล้วไม่รู้สับเท้าวิ่งจนชายผ้าจะปลิวหลุดออกจากเอวมาถึงห้อง
“ไอ้อินวิ่งซะเรือนะเืเชียว คนอื่นไม่ออกมาว่าก็บุญโขแล้ว” เสียงดุด่าจากผู้เป็พี่ตวาดใส่หลังได้ยินเสียงวิ่งตึงตังของชายหนุ่มมาแต่ไกล
“นั่นเอ็งเป็อะไรหรือเปล่า ไยหน้าซีดเยี่ยงนั้น” มิ่งเอ่ยถามหลังเห็นมันหอบพร่าหน้าซีดเป็ไก่ต้ม
“ไม่มีอะไรจ้ะ”
เสียหน้านะไอ้อินหากมันเล่าว่าไปเจออะไรให้พี่ๆฟัง มันก็กลัวโดนล้อ สู้เงียบไว้เสียจะดีกว่า
เมื่อไอ้อินแต่งตัวเสร็จสรรพมันก็ย้ายมานั่งเหยียดแข้งเหยียดขาอยู่บนเตียงถึงจะรู้ว่าตนต้องมาทำอะไรในเรือนนี้ ทว่ากลับไม่รู้จักบุตรชายของคุณหลวงเลยสักนิดดวงตาสีเข้มเหล่มองพี่ๆที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะตัดสินใจถามไถ่
“คุณชายเป็คนแบบใดกันรึ?”
ทั้งสองหันขวับมามองมันเลยทันทีจากที่นอนเหยียดตัวบัดนี้ดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันใดทั้งสองดูเลิกลั่กเหมือนไม่อยากตอบ เฉไฉพยักพเยิดหน้าเกี่ยงกันไปมา กระทั่งไอ้อินที่นั่งดูเริ่มนิ่วหน้าคิ้วขมวดพลันถามย้ำขึ้นมาอีกหน
“พี่ๆจะตอบฉันไหมจ๊ะ”
ทั้งสองเหลียวหน้ากลับมามองชายหนุ่มที่รอคำตอบอยู่นานแล้ว
“เอ็งอยากรู้ไปทำไม” ไอ้จ้อยถามย้อน คนใช้ที่เข้ามาไม่เคยถามไถ่เกี่ยวกับคุณชายเลยสักคนก็มีแต่ไอ้อินนี่แหละแปลกกว่าคนอื่นเขา
“ฉันเข้ามาเป็คนใช้มีหน้าที่ดูแลอารักขาคุณชายเลยอยากรู้เื่เกี่ยวกับคุณชายไว้ก่อน”
พอไอ้จ้อยไอ้มิ่งได้ยินดังนั้นก็ประสานเสียงร้องอ้อลากยาวทันทีพวกมันก็ได้ยินมาประปลายอยู่บ้างเื่คนใช้ที่จะเข้ามาอยู่ดูแลคุณชายถ้าให้พูดถึงคุณชายกลางกับคุณชายเล็กก็พออธิบายนิสัยใจคอได้อยู่หรอกแต่เื่คุณชายใหญ่พวกมันก็ไม่ได้รู้เื่อะไรมาก ได้ยินแค่ข่าวลือจากคนใช้หญิงต่อมาเป็ทอดอีกที
“คุณชายกลางเป็ข้าราชการดำรงในตำแหน่งนายหมื่นส่วนคุณชายเล็กยังเรียนหนังสืออยู่”
“แล้วคุณชายอีกคนล่ะพี่มิ่ง”
“เอ่อ...ข้าไม่เห็นคุณชายใหญ่นานซะลืมเลือนไปหมดแล้วว่ากันว่าคุณชายใหญ่เคยจะหมั้นกับคุณหญิงผู้หนึ่ง แต่ไม่ทันจะได้หมั้นคุณหญิงก็เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเสียก่อนั้แ่นั้นมาคุณชายใหญ่ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนตะวันออกไม่ออกมาพบปะผู้คนไม่โดนแสงตะวัน”
“นี่ๆ ข้าได้ยินข่าวลือมาอีกว่าคุณชายใหญ่ไม่ยอมออกมาจากเรือนตะวันออกเพราะเก็บศพคุณหญิงไว้ในห้องนั้น คุณชายรับไม่ได้กับการจากไปของคุณหญิงเลยเสียสติคิดว่าคุณหญิงยังไม่ตาย กินอยู่กับศพของเธอภายในห้องนั่นแหละ”ไอ้จ้อยพูดสมทบขึ้นมา
“ยังไม่หมดแค่นั้นนะ คนใช้ลือกันว่าคุณชายใหญ่เป็คนดุมากๆบางคนก็บอกว่าที่จริงคุณชายใหญ่อาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้แต่คุณหลวงก็ยังคงให้คนใช้เอาข้าวปลาอาหารไปให้คุณชายใหญ่อยู่เสมอ”
ชายหนุ่มถึงกับเอียงหัวใคร่สงสัยทันทีหลังพี่ๆผลัดกันเล่าเื่ของคุณชายใหญ่ให้ฟัง
“ทางที่ดีอย่าไปยุ่งจุ้นจ้านให้คุณชายใหญ่รำคาญซะล่ะนอนได้แล้วพรุ่งนี้มีงานที่ต้องทำ” มิ่งว่าก่อนจะโน้มตัวลงนอน
ตอนนี้ความฉงนเข้าครอบงำโสตประสาทเนื่องจากมันยังไม่รู้กระจ่างเื่งานของตนนอกจากเข้ามาเป็คนรับใช้เท่านั้นแถมยังไม่รู้อีกด้วยว่าอยู่ดูแลคุณชายคนไหน กระนั้นในวันพรุ่งนี้มันอาจจะรู้แจ้งก็เป็ได้ทั้งสามทิ้งตัวลงนอนหลังปิดไฟมืดพาให้ดำลึกสู่ห้วงนิทรา...