บทนำ
ในฤดูใบไม้ร่วงที่มีสายลมพัดอ่อนๆ ่เที่ยงวัน เด็กหนุ่มผมดำสนิทเ้าของดวงตาสีฟ้าสว่างราวกับท้องฟ้าอันสดใสในชุดนักเรียนมอซอผู้มีนามว่า อีวานพลิกกระดาษไปพลางอ่านเนื้อหาวิชาเคมีไปพลางอยู่ที่โต๊ะเรียนของเขาซึ่งอยู่แถวหน้าของห้องเรียนเหมือนกับทุกวัน
อีวานอ่านหนังสือด้วยท่าทางอันนิ่งสงบ แม้แต่เสียงจอแจของเพื่อนร่วมห้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์ก็ไม่อาจทำลายสมาธิของเขาได้
ตุ๊บ!
ห่อแร็พไก่สีเขียวลายทางเ้าดังของโรงอาหารถูกโยนมาปะทะกับอกเสื้อนักเรียนอันมอซอของอีวานอย่างแรง
“โอ๊ย!” ริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนอุทานออกมา เพราะรู้สึกจุกบริเวณที่ห่อแร็พไก่กระแทกใส่อกเสื้ออย่างแรง
“เจ็บเป็ด้วยเหรอ ฉันกลัวนายจะหิวเลยซื้อมาฝาก” เด็กหนุ่มเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเข้มผู้มีใบหน้าอันหล่อเหลาในชุดนักเรียนที่ถูกตัดเย็บเป็อย่างดีหัวเราะเสียงดังพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มกวนๆ ในแบบที่มักจะทำเป็ประจำ
อีวานเงยหน้าขึ้นอย่างหงุดหงิด ดวงตาสีฟ้าสว่างมองตัวการที่คอยก่อกวนชีวิตนักเรียนมัธยมปลายอันสงบสุขของเขาด้วยสายตาอันขุ่นเคือง โดยไม่คิดที่จะตอบโต้อะไรเลยแม้แต่น้อย
เขาถูก ไอแซ็ก เครย์ตัน บูลลี่ั้แ่เข้าเรียนชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ไปทำอะไรให้อีกฝ่ายเหม็นขี้หน้าถึงได้รังแกกันทุกวันแบบนี้
แต่ถึงจะโดนกลั่นแกล้งมานานมากแค่ไหน เด็กกำพร้าที่ไม่มีแม้แต่บ้านของตัวเองอย่างเขา ก็ไม่บ้าพอที่จะไปตอบโต้ลูกเศรษฐีอย่างไอแซ็ก เครย์ตัน ซึ่งเขาได้ยินมาอย่างผ่านๆ ว่า ตระกูลเครย์ตันทำธุรกิจส่งออกผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าทางการตลาดเป็อันดับสองของทวีป
…หากเขามีปัญหากับไอแซ็ก นั่นก็หมายความว่าเขาทำลายชีวิตตัวเองไปด้วย!
“ทำไมไม่รับล่ะ อะไร จนแล้วหยิ่งหรือไง!” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของไอแซ็กหรี่มองห่อแร็พไก่ที่ตกอยู่บนตักของอีวานแล้วถามด้วยท่าทางกวนประสาทในแบบที่ทำให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานเต้นตุ้บๆ
“...” ริมฝีปากสีชมพูของอีวานเม้มแน่น เขาเลือกที่จะข่มกลั้นอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในอก แล้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ
“เงินในกระเป๋าไม่มีไม่ใช่หรือไง คนไม่มีพ่อแม่อย่างนายน่ะ มีคนซื้ออาหารให้ก็ต้องรับเอาไว้สิ” ไอแซ็กคว้าแร็พไก่มาจากตักของอีวาน จากนั้นก็วางมันลงบนหนังสือเคมีอย่างแรงพลางเอ่ยล้อด้วยสุ้มเสียงอันยียวนกวนประสาทไปด้วย
“ไม่-เอา!” อีวานเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าสว่างเคลื่อนไปสบตากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มอันกวนประสาทของไอแซ็กแล้วปฏิเสธเสียงเข้ม
ท่าทีปฏิเสธอย่างเคืองๆ ราวกับกระต่ายน้อยเ้าอารมณ์ของอีวานทำให้ไอแซ็กเผลอหัวเราะขันออกมา ทำให้อีวานยิ่งโมโหขึ้นเป็เท่าตัว
แม้ว่าเขาจะโมโหอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่อีวานรู้ดีว่า เขาเลือกเกิดไม่ได้ และ เขาก็รู้ดีว่าต่อให้เขาพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำลายความจริงที่ว่า เขาเป็เด็กกำพร้าที่ต้องพึ่งพาสถานสงเคราะห์เด็กได้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังโกรธอยู่ดีที่ถูกล้อแบบนี้!
“ฉันซื้อมาให้ นายก็ต้องรับเอาไว้ ไม่งั้นมันก็เสียของแย่” ไอแซ็กผิวปากด้วยท่าทางกวนๆ พลางตบห่อแร็พไก่บนหนังสือเคมีที่เปิดค้างอยู่ของอีวานเบาๆ จนทำให้หน้ากระดาษเลอะน้ำมันเป็วง
“เฮ้ แซ็กอย่าไปยุ่งกับหมอนั่นเลยเพื่อน นายมาช่วยฉันคิดหาวิธีขอรถจากแม่ดีกว่า” ก่อนที่ไอแซ็กจะได้ก่อกวนเพื่อนนักเรียนทุนที่น่าสงสารไปมากกว่านี้ เพื่อนร่วมกลุ่มลูกคุณหนูนิสัยเสียก็ก้าวเข้ามาชวนเพื่อนรักให้เลิกเสียเวลากับเ้าเด็กทุนผู้น่าเวทนาเสียก่อน
“ได้สิพวก เดี๋ยวฉันจะช่วยนายคิดแผนเด็ดๆ เอง” ไอแซ็กขยิบตา แล้วเสยผมหนึ่งที เขาหันไปรับคำเพื่อนร่วมกลุ่มด้วยท่าทางห้าวๆ ตามแบบฉบับลูกคุณหนูนิสัยเสีย จากนั้นจึงหันกายเตรียมจะกลับไปรวมกลุ่มกับกลุ่มเพื่อนที่นั่งกันอยู่หลังห้องโดยไม่คิดที่จะถือห่อแร็พไก่กลับไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
“...” อีวานหลุบตามองห่อแร็พไก่ที่วางอยู่บนหนังสือด้วยสายตาไม่พอใจ แต่กระนั้นแล้วเขาก็เลือกที่จะไม่เอ่ยอะไรเป็การต่อล้อต่อเถียงอีก
ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ยังดีที่ไอ้คนเฮงซวยไม่รั้งอยู่กวนประสาทเขาต่อ
“อ้อ คืนวันกีฬาสีน่ะ อย่าลืมมาดูพลุกับฉันล่ะ” ก่อนที่ไอแซ็กจะกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนก็หันมาเปรยกับอีวานด้วยท่าทางกวนๆ จนทำให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานปวดตุบขึ้นมาอีกครั้ง
“เชื่อฉันเถอะว่า หมอนั่นไม่ไปดูพลุกับนายหรอกพวก!!!” แม้แซ็กกับเพื่อนลูกคุณหนูคนนั้นจะเดินห่างจากโต๊ะเรียนของเขาไปพอสมควรแล้ว แต่บทสนทนาของทั้งสองก็ยังลอดเข้าหูมาจนได้
“ไม่เอาน่า ฉันรู้ว่าหมอนั่นจะมา!” เสียงห้าวๆ อันกวนประสาทนั่นเถียงเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างดื้อรั้น
ชั่วเวลานั้นอีวานเพียงแค่หลุดขำออกมาเพราะความมั่นใจผิดๆ ของแซ็ก
“เชื่อเถอะ หมอนั่นไม่ไปหรอก!!!” บทสนทนาสุดท้ายของลูกคุณหนูทั้งสองค่อยๆ กลืนหายไปในเสียงจอแจภายในห้องเรียนทีละน้อย
ทิวทัศน์ภายในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมห้องค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความมืดมิด อึดใจต่อมาเสียงจอแจเ่าั้ก็ค่อยๆ แ่ลงเหลือเพียงความเงียบงัน ขณะที่สติของอีวานค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นทีละน้อย
กริ๊งงง!!!
ภายในห้องนอนสีเทาขนาดกลาง ชายหนุ่มในชุดนอนสีขาวสะอาดขยับกายอยู่ใต้ผ้าห่มนวมสีเทาเข้มอันหนานุ่ม ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขายู่ยี่จากความง่วงงุน ขณะที่เสียงของนาฬิกาปลุกซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงสไตล์มินิมอลยังคงดังต่อไป
“เฮ้อ มีเื่ให้ฝันตั้งเยอะแยะ ทำไมฝันถึงเื่แย่ๆ แบบนั้นกันนะ” ชายหนุ่มรำพันออกมาอย่างหงุดหงิด ฝ่ามือสีขาวสว่างเลื่อนมาััใบหน้าอันชื้นเหงื่อครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกอันเป็สัญญาณว่า พร้อมสำหรับเช้าวันใหม่แล้ว
ยี่สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มทำขนมปังปิ้งทาเนยง่ายๆ กับกาแฟดำเป็มื้อเช้าเหมือนกับทุกวัน ขณะที่เขากำลังกลืนขนมปังชิ้นสุดท้ายลงท้อง โทรศัพท์รุ่นยอดนิยมที่วางอยู่ใกล้ๆ กับแก้วกาแฟก็ส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความขึ้นมา
อีวานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ดวงตาฟ้าสว่างที่มีร่องรอยของความง่วงจางๆ หลุบมองข้อความด้วยสายตาอันราบเรียบ
‘วันนี้ฉันจะเข้าไปเอาของที่ลืมเอาไว้ หวังว่าจะไม่เจอคุณนะ’
เมื่ออ่านข้อความของอดีตแฟนสาวจบ อีวานก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นเขาก็วางโทรศัพท์ลงที่เดิม แล้วจึงหยิบแก้วขึ้นมาซดกาแฟดำที่เหลืออยู่ลงท้องจนหมด
สำหรับมนุษย์เงินเดือนวัยยี่สิบหกอย่างเขา นอกจากทำงานเลี้ยงชีพอย่างหามรุ่งหามค่ำ ก็ไม่มีเื่อะไรให้ต้องกังวลอีกแล้วไม่ว่าความรักที่จบไปนานแล้ว หรือเื่ที่เคยถูกก่อกวนจากไอ้ลูกเศรษฐีเฮงซวยคนนั้น
เฮ้อ ไม่น่าฝันถึงไอ้คนนิสัยเสียนั่นเลยจริงๆ จะว่าไปแล้วั้แ่เกิดเื่ในคืนนั้น เขาก็ไม่ได้ติดตามข่าวคราวของหมอนั่นอีกเลย
…เื่มันนานขนาดนั้น ตอนนี้เ้าหมอนั่นคงตายไปแล้วล่ะมั้ง อีวานส่ายหัวเบาๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป จากนั้นก็ยันตัวลุกจากเก้าอี้แล้วเอาจานกับแก้วไปล้างที่อ่างล้างจานในครัวซึ่งอยู่ใกล้ๆ
หลังจากเช็ดมือจนแห้งแล้ว มนุษย์เงินเดือนผู้มีนามว่า อีวาน ก็ก้าวเท้าออกจากคอนโดขนาดกลางพร้อมกับกระเป๋าทำงานหนังสีดำใบโปรดด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมเหมือนกับทุกวัน
วันนี้ยังคงเป็อีกวันที่อีวานอุทิศิญญาให้กับการสะสางงานจนดึกดื่น ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงหอบร่างอันอิดโรยจากการกรำงานมาตลอดทั้งวันออกจากอาคารสำนักงานหลักของธนาคารชื่อดังมุ่งหน้ากลับคอนโดเหมือนทุกวัน
ถึงแม้จะเหนื่อยล้ามากแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ยังคงมีสติมากพอที่จะขับรถกลับที่พักได้เหมือนกับทุกครั้ง
เสี้ยวนาทีที่ดวงตาสีฟ้าสว่างอันไร้ชีวิตชีวาของเขากำลังเพ่งมองท้องถนนอย่างสุดความสามารถนั้น แสงไฟจากรถอีกคันที่แล่นอยู่เลนตรงข้ามก็เคลื่อนตัดเข้ามาในเลนที่รถของเขากำลังแล่นอยู่ด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
ชั่วขณะที่แสงไฟอันเจิดจ้าของรถคู่กรณีส่องเข้ามาภายในห้องโดยสารจนทำให้ตาของอีวานพร่าเบลอไปหมด เป็ชั่วเวลาที่สมองอันเหนื่อยล้าจากการทำงานเขาร้องเดือนว่า แย่แล้ว!
ก่อนที่จะเกิดแรงปะทะเพียงเสี้ยววินาที อีวานก็ตระหนักได้ว่า
…เขาไม่รอดแน่!
โครม!!!
อึดใจต่อมาดวงตาสีฟ้าสว่างพลันหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อปรับตัวกับแสงไฟอันเจิดจ้าของตาไฟรถที่พลิกตะแคงอยู่ไม่ไกล เวลานี้อีวานไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่อึดอัดนิดหน่อยเพราะติดอยู่ในรถที่พลิกคว่ำในสภาพที่ไม่ต่างจากเศษเหล็กเท่าไหร่นัก
“ถึงเวลาของเธอแล้ว ไปกันเถอะอีวาน” อีวานมองไปตามตำแหน่งของสุ้มเสียงอันเคร่งขรึมของหญิงวัยกลางคนที่ดังมาจากนอกตัวรถ
ชั่วอึดใจต่อมาฝ่ามือที่มีริ้วรอยแห่งวัยก็ยื่นเข้ามาบริเวณหน้าต่างด้านข้างคนขับที่เวลานี้กระจกนิรภัยได้แตกเป็เม็ดร่วงอยู่ตามพื้นถนนจากแรงปะทะ
เพียงแค่ได้เห็นฝ่ามือปริศนา ชายหนุ่มก็พลันรู้สึกยำเกรงขึ้นมา
อีวานรู้ดีว่าเหตุใดเธอจึงยื่นมือมารอ เฉกเช่นเดียวกับเหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกเจ็บไปตามตัวเลยแม้แต่น้อย
แรงปะทะมหาศาลยังคงอยู่ในห้วงความทรงจำสุดท้าย มันทำให้อีวานมั่นใจว่า เวลาของเขาบนโลกใบนี้ได้หมดลงแล้ว
“ครับ” อีวานขานรับพลางเอื้อมมือไปััฝ่ามือของหญิงปริศนาด้วยท่าทางอันสุขุมราวกับว่า เขาไม่หลงเหลือห่วงใดๆ อีก
…อาจเป็เพราะในชีวิตที่ผ่านมานอกจากงานแล้วก็ไม่มีพันธะอะไรอีกกระมัง ตัวเขาไม่มีทั้งญาติพี่น้องทั้งคนรักให้ห่วงหา ดังนั้นเขาจึงสามารถยอมรับสถานะอันไร้ชีวิตของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากตะกายออกจากตัวรถโดยมีแรงฉุดจากเ้าของฝ่ามือนั้นคอยช่วยเหลือ ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ขณะที่ฝ่ามือของหญิงวัยกลางกระชับฝ่ามือของเขาให้แน่นขึ้นเป็การปลอบใจ ทำให้เขาต้องหันไปมองเ้าของฝ่ามืออันอบอุ่นตามสัญชาตญาณ
ภาพของหญิงวัยห้าสิบผิวขาวอมชมพูผู้มีเส้นผมสีดอกเลาที่ถูกเกล้าเป็มวยอย่างเป็ระเบียบ ใบหน้าของเธอมีร่องรอยแห่งวัยอยู่ประปราย ริมฝีปากของเธอถูกทาด้วยลิปสติกสีแดงอิฐทำให้ดวงตาสีเขียวจางของเธอดูมีชีวิตชีวา แม้ว่าเธอจะสวมชุดสูทสีเทาอันจืดชืดนั้น สะท้อนอยู่ในดวงตาสีฟ้าอันงดงามราวกับผืนนภาของอีวาน
“คุณไม่เหมือนคนอื่น…เราคงต้องเดินกันไกลหน่อยนะ” เธอพึมพำ จากนั้นจึงหันมาเอ่ยกับอีวานยิ้มๆ แล้วเตรียมจะก้าวเท้าพาชายหนุ่มไปจากสถานที่เกิดเหตุ
วินาทีที่กำลังจะก้าวตามหญิงสูงวัยในชุดสูทสีเทานั้น อีวานก็รู้สึกอยากจะหันกลับไปมองจุดที่เขาเอาตัวออกมาจากรถที่พลิกคว่ำขึ้นมา
ถึงเขาจะรู้ดีว่า ตัวเองตายไปแล้ว แต่ก็ยังอดที่จะอยากรู้ว่าเ้ารถรุ่นยอดนิยมที่เขายังผ่อนไม่หมดมีสภาพเป็อย่างไร
…และร่างที่ติดอยู่ข้างในมีสภาพน่ากลัวหรือไม่
“ไม่ต้องหันไปมองหรอก” ริมฝีปากสีแดงอิฐของหญิงสูงวัยคลี่ยิ้มบางๆ เป็การปลอบขวัญราวกับรับรู้ถึงความคิดของอีวาน
“ครับ” อีวานขานรับอย่างว่าง่าย แม้ว่าเขาจะยังอยากรู้ความเป็ไปสุดท้ายของตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ตาม แต่เขาก็ทำตามคำแนะนำของหญิงสูงวัยแต่โดยดี
หญิงปริศนาในชุดสูทสีเทาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ขณะที่ริมฝีปากที่แต้มด้วยลิปสติกสีแดงอิฐยังคงแย้มยิ้มอยู่ จากนั้นเธอก็กระตุกมือของอีวานให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน
ชั่วขณะที่อีวานก้าวตามเธอนั้น ทิวทัศน์รอบตัวของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อรู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็ยืนอยู่หน้าตึกระฟ้าที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่กลางเมืองนาฟรี่ย์
“ที่นี่คือ…” นรก หรือ ์?
อีวานเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง ขณะที่ดวงตาของเขามองทิวทัศน์ของย่านการค้าที่รายล้อมไปด้วยตึกระฟ้าอันคุ้นเคยอย่างไม่เชื่อสายตา
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างจ๊ะ” เธอหันมาเอ่ยกับอีวานยิ้มๆ ราวกับรู้ความคิดของเขา จากนั้นก็พาชายหนุ่มก้าวเข้าไปในอาคารอย่างรวดเร็ว
“ในที่สุดนายก็ตายสักทีนะ” เด็กสาววัยรุ่นเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเฉกเช่นเดียวกับดวงตาของเธอในชุดสูทสีเทาอันจืดจางเอ่ยทักอีวานด้วยใบหน้าทะเล้น
“และแล้วเ้าหมอนั่นก็จะได้มาทำงานเหมือนกับเราสักที” ชายร่างบึกบึนในชุดสูทสีเดียวกันหัวเราะลั่นพลางเอ่ยกับชายหนุ่มผมแดงที่ยืนอยู่ใกล้กันเสียงดัง
“โชคดีนะพวก!” ขณะที่อีวานกำลังมึนงงกับสิ่งที่คนรอบข้างเอ่ยอยู่นั้น ฝ่ามือของชายหนุ่มผิวแทนเ้าของทรงผมแอฟโฟร่อันโดดเด่นก็ตบลงมาบนไหล่ของเขาอย่างแรง
อีวานมองคนแปลกหน้ากลุ่มใหญ่ในชุดสูทสีเทาอันจืดจางที่พูดจาพาดพิงตนด้วยความมึนงง เขาไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงทำเหมือนรู้จักเขา แถมยังแสดงท่าทีดีใจจนออกนอกหน้าที่รู้ว่าเขาตาย
การตายของคนคนหนึ่งมันใช่เื่น่ายินดีที่ไหนกัน!
“สุภาพหน่อย” หญิงสูงวัยเอ่ยติงเหล่าผู้นำทางิญญาด้วยสายตาตำหนิ ทว่าใบหน้าของเธอยังยิ้มแย้มไร้ซึ่งร่องรอยของความขุ่นเคืองใดๆ
“ครับท่านเซซีลเลียส” ชายหนุ่มผิวแทนผู้มีทรงผมอันโดดเด่นขานรับด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง ทว่าท่าทางของเขากลับดูทะเล้นมากทีเดียว
“ไปกันเถอะ เรายังเดินกันไม่ถึงครึ่งทางเลย” เซซีลเลียสหันมาเอ่ยกับอีวานด้วยรอยยิ้มอันเป็มิตร จากนั้นก็พาชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังประตูอัตโนมัติสีเทาบานใหญ่ซึ่งสลักคำว่า ‘จะบนหรือล่างต่างก็สำคัญทั้งสิ้น’ ที่อยู่ใกล้กับลิฟต์
“หมอนั่นก็จะไม่เหงาแล้วนี่เนอะ” ... “ท่านเซซีลเลียสทนรำคาญหมอนั่นไม่ไหวเลยมารับด้วยตัวเองเลยแฮะ” ... “ถูกอย่างที่นายว่าเลย!”
เสียงซุบซิบผสมกับเสียงหัวเราะคิกคักดังไล่หลังอยู่ไม่ขาดสาย อีวานทำได้แค่ก้าวตามหญิงสูงวัยผู้นี้ว่า เซซีลเลียส ไปยังประตูบานใหญ่
ลึกๆ แล้วเขาก็อยากจะหยุดฟังว่าคนพวกนั้นกำลังเอ่ยถึงใครบางคนที่ว่านั่นสักหน่อย แต่น่าเสียดายที่เซซีลเลียสบีบมือของเขาเบาๆ เป็เชิงว่าไม่ต้องไปสนใจ ทำให้ชายหนุ่มต้องทิ้งความอยากรู้อยากเห็นแล้วเดินตามท่านเซซีลเลียสเข้าประตูไป
ด้านหลังประตูบานใหญ่นั้นมีแสงสว่างอันเจิดจ้าที่ชวนให้ตาพร่ามัว ทำให้อีวานต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณ ทันทีก้าวผ่านธรณีประตู เสี้ยวนาทีต่อมาชายหนุ่มพลันรู้สึกว่า ร่างกายอันว่างเปล่าของเขาร้อนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ความร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามีลาวาอันพลุ่งพล่านผุดขึ้นมาในทุกอณูบนร่าง
ชั่วเวลานี้อีวานรู้สึกทรมานราวกับกำลังถูกเผาดวงิญญาให้ไหม้เป็จุณ ท่ามกลางความรู้สึกราวกับถูกเผาทั้งเป็นั้น อีวานััได้อย่างเลือนรางว่า มือของเขาถูกฝ่ามืออุ่นๆ กุมเอาไว้อยู่
เซซีลเลียสไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรนักนอกจากยืนอยู่ข้างๆ ราวกับว่า กำลังรอให้กระบวนการอันสุดแสนจะธรรมดานั้นสิ้นสุดอย่างใจเย็น
“อึก!!” อีวานคำรามในลำคอด้วยความทรมานในรูปแบบที่ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยประสบมาก่อน
ชั่วอึดใจต่อมาความทรมานประดุจถูกไฟคลอกทั้งเป็พลันยุติลงอย่างกะทันหันพร้อมกับแสงสีขาวอันเจิดจ้าที่หรี่แสงลง ชายหนุ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคยในทุกอณูของร่างกายราวกับว่า เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“หลังจากนี้ผมต้องไปที่ไหน คุณพอจะบอกผมได้ไหม?” ความร้อนอันทรมานเมื่อครู่ทำให้อีวานต้องหันมาเอ่ยถามเซซีลเลียสเสียงสั่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
…นรกสินะ
คำตอบนี้เด้งขึ้นมาในห้วงความคิดของอีวาน โดยไม่ต้องรอให้เซซีลเลียสที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอบคำถามด้วยซ้ำ
“วางใจเถอะ ตอนนี้เธอยังไปไหนไม่ได้ ฉันจะให้เธออยู่ที่นี่เป็เพื่อนคนคนหนึ่งก่อน” เซซีลเลียสปล่อยมือจากฝ่ามือของอีวาน จากนั้นจึงเดินนำชายหนุ่มออกมาจากบริเวณประตูอัตโนมัติมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์ทันที
เมื่ออีวานก้าวออกมาจากประตูมิติ พลันมองเห็นทิวทัศน์ของโถงสีเทาสว่าง ซึ่งให้ความรู้สึกมั่นคงที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่สวมชุดสูทสีเทาอ่อนและเทาเข้มเดินไปมาอย่างเร่งรีบด้วยท่าทีอันจริงจังราวกับว่า เวลานี้คือชั่วโมงทำงานของพวกเขา
ห้องโถงที่เขาอยู่ในเวลานี้มีขนาดใหญ่กว่าห้องโถงภายในตึกระฟ้าที่เขาพึ่งจะใช้ข้ามเข้ามาอย่างสิ้นเชิง พาให้อีวานต้องมองทิวทัศน์อันแปลกตาเบื้องหน้าด้วยความตะลึงอยู่ไม่น้อย
ชั่วเวลานี้อีวานตระหนักได้ทันทีว่า ที่นี่ไม่ใช่ห้องโถงภายในตึกระฟ้าที่อยู่ในย่านการค้าของเมืองนาฟรี่ย์ และ สถานที่นี้ก็ไม่ได้อยู่ในโลกที่เขาจากมาเช่นกัน
“ผมต้องอยู่กับใครเหรอครับ?” ขณะที่ก้าวเข้าลิฟต์ตามท่านเซซีลเลียสไป อีวานก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ไปด้วย
ทั้งที่จริงๆ แล้วชายหนุ่มยังมึนงงว่า ทำไมเขาถึงยังไปไหนไม่ได้ก็ตาม
อันที่จริง อีวานไม่ได้หมายความว่า อยากจะรีบไปลงนรกอะไรแบบนั้นหรอกนะ เขาก็แค่งงว่า ทำไมถึงต้องอยู่ต่อเท่านั้นเอง
เซซีลเลียสไม่หันมาตอบอะไรชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกันราวกับว่าอยากให้เขาทราบคำตอบด้วยตัวเองมากกว่า
ทันทีที่ลิฟต์หยุดลง เธอก็พาอีวานก้าวออกจากประตูลิฟต์มุ่งหน้าไปยังห้องรับรองขนาดเล็กห้องหนึ่งด้วยท่าทีไม่รีบร้อน
ชั่วขณะที่ประตูห้องถูกผลักออก ภาพของเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีหน้าตาหล่อเหลา เ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ผู้มีดวงตาสีน้ำเงินเหลือบดำในชุดลำลองสบายๆ อันคุ้นตาที่กำลังนั่งกรีดหนังสือเล่นอยู่บนโซฟาสีเทาที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ทำให้ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่?!” อีวานชี้ไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาที่เขาเหม็นขี้หน้าตลอดระยะเวลาสามปีที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน แล้วอุทานเสียงสั่นอย่างไม่เชื่อสายตา
ตายแล้วก็ช่างเถอะ แต่ทำไมถึงต้องเจอะเจอกันด้วย!!!
“ในที่สุดก็ตายสักทีสินะ” แซ็กเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีวาน จากนั้นจึงโยนสมุดลงข้างตัวอย่างแรงพลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบาน ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาเปล่งประกายราวกับมีดอกไม้ไฟนับพันดวงถูกจุดอยู่ในนั้น
สุ้มเสียงอันน่ารำคาญ ดวงตาที่ยียวนชวนโมโหนั่น ไหนจะใบหน้ากวนประสาทที่ขวางหูขวางตามาั้แ่สมัยเรียนของอีกฝ่าย ทำให้อีวานฉุนขาดราวกับว่า เขาหลงลืมไปแล้วว่า แซ็กได้ล่วงหน้ามาที่นี่เป็เวลากว่าแปดปีแล้ว
ด้วยโทสะที่พวยพุ่งขึ้นมาท่วมท้นอยู่ในอก ทำให้อีวานพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของฝันร้ายในวัยเด็กของเขาเสียแน่น
ทั้งที่เื่มันผ่านไปนานแล้ว และ ไอ้ตัวการนี่ก็ตายไปนานแล้ว
…แต่เขาก็ยังเดือดดาลทุกครั้งที่นึกถึงเื่ในอดีตอยู่ดี!
“อย่าทะเลาะกัน พวกเธอยังต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน” เซซีลเลียสเอ่ยเสียงขรึมพลางปรบมือหนึ่งทีเป็การห้ามทัพ
ชั่วขณะนั้นอีวานพลันถูกพลังลึกลับอันไร้รูปร่างผลักร่างของเขาให้แยกจากแซ็กทันที
“ใครจะอยู่กับหมอนี่กัน?!!” การถูกจับแยกด้วยพลังอันไร้ที่มาทำให้ขนทั้งตัวของอีวานลุกชันขึ้นมาพร้อมกัน กระนั้นแล้วเขาก็อดที่จะเอ่ยอย่างไม่ยอมจำนนด้วยความขัดเคืองไม่ได้
“เฮ้ นายโตแต่ตัวหรือไง พูดอย่างกับว่า ฉันอยากอยู่กับนายนักล่ะ?!” แซ็กจัดคอเสื้อที่ถูกอีวานขยุ้มจนยับย่นพลางหันไปมองใบหน้าที่เปลี่ยนไป แต่ยังมีเค้าเดิมอยู่บ้างของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงกวนๆ
ท่าทีไม่มีใครยอมให้ใครของทั้งสองทำให้เซซีลเลียสต้องกุมขมับ เธอหันไปปิดประตูอย่างใจเย็น จากนั้นก็หันกลับมาดีดนิ้วให้อีวานนั่งลงบนโซฟาข้างกับไอแซ็ก
“ไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ เื่นี้ฉันจะไม่ยุ่งเพราะเห็นแก่ที่เธอช่วยงานเราไว้เยอะ” เซซีลเลียสทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวมตรงข้ามกับทั้งสองพลางเอ่ยอย่างหน่ายใจ
“ในเมื่อผมตายแล้ว ผมก็ควรต้องไปที่ชอบๆ ไม่ใช่เหรอครับ ทำไมผมถึงต้องติดอยู่กับไอ้เฮงซวยนี่ด้วย?” อีวานค้านเสียงแข็งอย่างไม่ยอมแพ้ ในอดีตเขาคงไม่กล้าพูดจาหยาบคายแบบนี้ต่อหน้าไอแซ็กที่ตัวโตกว่า
…แต่ตอนนี้เขาโตพอที่จะไม่เกรงกลัวไอ้หมอนี่แล้ว
“เฮงซวย? นี่นายเป็คนหยาบคายแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน!” แซ็กหันมามุ่นคิ้วพร้อมทั้งถลึงตาถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างไม่เชื่อหู
ช่างเถอะ จะพยายามทำใจยอมรับว่า มันเป็ปัญหาวัยกลางคนอะไรเทือกนั้นแล้วกัน แซ็กพึมพำในใจ ขณะที่ดวงตาของเขามองสำรวจชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยความใคร่รู้อย่างไม่ปิดบัง
“เื่นี้เป็เพราะไอแซ็กยังไปไม่ได้” ความขัดแย้งของทั้งสองทำให้เซซีลเลียสนึกปวดหัวขึ้นมาหน่อยๆ แต่กระนั้นแล้วเธอก็สุขุมพอที่ประสานฝ่ามือลงบนตักพลางเอ่ยกับอีวานด้วยท่าทีอันใจเย็นไปด้วย
“ใช่แล้ว” ไอแซ็กเท้าคางพลางขยิบตาแล้วขานรับด้วยท่าทางอันกวนประสาท ทำให้อีวานต้องกัดฟันเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์ จะได้ไม่เผลอลงมือทำร้ายไอ้คนน่าโมโหที่นั่งอยู่ข้างกัน
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม?” อีวานหันไปเอ่ยกับเซซีลเลียสที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับโซฟาของพวกเขาด้วยสีหน้าอันจริงจัง สุ้มเสียงของเขามีความขุ่นเคืองเจืออยู่อย่างชัดเจน ขณะที่หัวคิ้วของเขาในเวลานี้ขมวดมุ่นเสียจนแทบจะผูกกันเป็ปม
…ใครจะติดอยู่ที่นี่ก็ช่างเถอะ ทำไมเขาต้องแคร์ด้วยล่ะ?!!
“ก็เพราะพวกเธอต้องไปพร้อมกันเหมือนกับคนอื่นๆ ดังนั้นตอนนี้เธอจะต้องอยู่ที่นี่ไปก่อนจนกว่าเขาจะหมดอายุขัย” หลักการของเซซีลเลียสทำให้อีวานขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ กระนั้นแล้วเซซีลเลียสกลับไม่คิดที่จะอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ดูจากท่าทีแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงเื่ชวนปวดหัว เธอคิดว่า ควรปล่อยให้พวกเขาเคลียร์กันเอาเองจะดีที่สุด
“หมดอายุขัย..ไม่ใช่ว่านาย ตายไปแล้วเหรอ?” อีวานหันมาถามเด็กหนุ่มร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างไม่พอใจ ขณะที่ดวงตาของเขาหรี่มองอีกฝ่ายอย่างเคืองๆ
“ใช่ แต่ในทางเทคนิคแล้วยังน่ะ” ท่าทีไม่พอใจของอีวานที่นั่งอยู่ข้างกัน ไม่ทำให้แซ็กสะดุ้งะเืเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เกาท้ายทอยพลางตอบด้วยสุ้มเสียงอันไร้ความตื่นตระหนกราวกับว่า กำลังสนทนาเื่ดินฟ้าอากาศอย่างไรอย่างนั้น
“มันจะเป็ไปได้ยังไง?!” อีวานส่ายหัวอย่างหงุดหงิดพลางเอ่ยเสียงเข้มไปด้วย เพราะเหตุการณ์เมื่อแปดปีที่แล้วยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำ
…คืนงานกีฬาสีวันสุดท้ายนั่นเป็เหตุะเืขวัญที่ติดอยู่ในใจทุกคนในโรงเรียน
เมื่อนึกเื่ที่เกิดขึ้นกับไอแซ็กเมื่อแปดปีก่อนขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าสว่างพลันสั่นไหวด้วยความะเืใจอย่างชัดเจน
…ในแบบที่เพื่อนร่วมโลกพึงมีให้กัน
“ร่างของไอแซ็กไม่อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะรองรับิญญา ตอนนี้ฉันเลยต้องให้เขาอยู่ที่นี่ไปก่อนจนกว่าจะหมดอายุขัย” เซซีลเลียสถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่หลายร้อยปีจะเกิดขึ้นสักครั้งให้อีวานรับรู้
แน่นอนว่า เธอไม่ได้คาดหวังให้อีวานทำใจเื่ที่จะต้องติดอยู่ที่นี่กับแซ็ก แต่อย่างน้อยเธอก็หวังว่า เขาจะเข้าใจ
เคสที่ิญญาไม่สามารถกลับเข้าร่างได้แบบไอแซ็กไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก บวกกับร่างส่วนใหญ่ของเคสแบบนี้มักจะอยู่ในสถานะที่ยากต่อการดำรงอยู่ในโลกคนเป็ เช่นถูกเผา ถูกแยกชิ้นส่วน ไม่ก็จมน้ำจนอืดอะไรแบบนั้น ดังนั้นสำหรับเคสแบบนี้เธอจึงให้ิญญาที่ยังไม่หมดอายุขัยอยู่ที่มิติกึ่งกลางไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลา
เมื่อนึกย้อนกลับไป ตอนที่ผู้นำทางิญญาพาแซ็กมายังมิติกึ่งกลางนั้น เซซีลเลียสได้ตรวจสอบิญญาของเด็กหนุ่มโดยละเอียด ทำให้เธอพอจะรู้เื่ความสัมพันธ์ของทั้งสองอยู่บ้าง
บางทีโชคชะตาก็เล่นตลก…
…แต่ก็นั่นแหล่ะ ภายใต้การดูแลของทั้งสามดินแดน เทพลิขิตได้วางมือจากการเขียนโชคชะตาให้กับมนุษย์ไปนานแล้ว สิ่งเดียวที่จะนำพาการกระทำของพวกเขาได้ มีเพียงเข็มทิศิญญาที่ได้รับติดตัวมาในลมหายใจแรกของการกำเนิดเพียงเท่านั้น
“แล้วกว่าเขาจะหมดอายุขัยที่ว่าน่ะ มันนานแค่ไหนครับ?” อีวานหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่อย่างหมดอาลัยตายอยาก จากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความจนใจ
“ฉันเองก็จำไม่ได้แล้ว เธอต้องตายตอนอายุเท่าไหร่นะไอแซ็ก?” เซซีลเลียสที่หนึ่งวันรับผิดชอบเื่ต่างๆ หลายร้อยเื่หันมาเอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
การที่อีวานมีท่าทีเหมือนกับทำใจยอมรับชะตากรรมได้แล้วแบบนี้ ทำให้เซซีลเลียสใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
“ถ้าจำไม่ผิดก็ตอนอายุแปดสิบเก้าปีครับท่าน” ไอแซ็กตอบทันทีราวกับว่า เขากำลังบอกข้อมูลทั่วไปของตัวเองให้ทั้งสองฟังอย่างไรอย่างนั้น
“อะไรนะ?!!!” อายุขัยอันยาวนานของแซ็ก ทำให้อีวานร้องเสียงหลงออกมาด้วยท่าทางอันตกตะลึง
นี่เขาฟังไม่ผิดใช่ไหม…หมอนี่ต้องหมดอายุขัยตอนอายุแปดสิบเก้าปีงั้นเหรอ?