หลิ่วเย่ว์เหมยยื่นมือออกไปหมายจะแตะศีรษะไป๋รั่วเสวี่ยดูอีกครั้งแต่คิดแล้วก็รู้สึกว่าเป็อากัปกิริยาที่คล้ายกับไม่เชื่อลูกสาวตัวเองอยู่สักหน่อยจึงได้หดมือกลับ
“แม่คะ วันโลกาวินาศจะมาถึงจริงๆ ค่ะจริงๆ แล้วตอนแรกหนูไม่คิดจะบอกแม่เพราะรู้ว่าคนที่มีสติอย่างแม่คงไม่เชื่อ แล้วก็กลัวว่าแม่จะวิตกกังวลตอนแรกหนูคิดจะเตรียมการทั้งหมดนี้อย่างเงียบๆ แต่หนูพบว่าช่องมิติเลื่อนขั้นได้และถ้าจะเลื่อนขั้นได้ก็จำเป็ต้องใช้หยกจำนวนมากแต่ว่าหนูมีเงินอยู่ในมือแค่ไม่กี่ล้านลำพังแค่ซื้อสิ่งของที่จำเป็ต้องใช้สำหรับยุคโลกาวินาศก็จะไม่มีเหลือไปซื้อหยกแล้วด้วยเหตุนี้จึงจำต้องบอกเื่ทั้งหมดกับแม่ค่ะ”
“แม่คะ พวกเราจำเป็ต้องเลื่อนขั้นช่องมิติเพื่อที่ครอบครัวเราจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นในยุคโลกาวินาศนะคะแม่ไม่ต้องเสียดายเงินหรอกค่ะ เพราะเมื่อถึงยุคโลกาวินาศ เงินก็จะกลายเป็แค่เศษกระดาษไร้ค่า”
“เสวี่ยเอ๋อร์ลูกรู้เื่ทั้งหมดนี้ได้ยังไง” หลิ่วเย่ว์เหม่ยเลื่อนสายตาขึ้นพลางเอ่ยถาม
“เพราะหนูคืนชีพกลับมาจากยุคโลกาวินาศค่ะ”ไป๋รั่วเสวี่ยพูดโพล่งออกไป
“คืนชีพ” หลิ่วเย่ว์เหมยอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องแสดงความตกตะลึง
ไป๋รั่วเสวี่ยคลายมือที่จับมือหลิ่วเย่ว์เหมยอยู่ออกแล้วเอ่ยว่า“หนูก็เคยคิดว่าหากทั้งหมดนี้เป็ความฝันก็คงจะดีแต่หนูรู้ดีกว่ามันไม่ใช่ความฝัน เพราะทุกอย่างสมจริงเกินไปตอนหนูถามหาจี้หยกจากไป๋หรูอวี้หนูยังคิดเลยว่า ถ้าหากจี้หยกไม่มีช่องมิติหนูจะคิดว่าตัวเองแค่ฝันร้าย แต่ช่องมิติคือของจริงถ้าอย่างนั้นสิ่งเ่าั้ก็ไม่ใช่ความฝันตอนนี้หนูยังจำความรู้สึกเจ็บยามที่เนื้อถูกกัดทึ้งได้ มันเจ็บ เจ็บมากๆ”
“ไม่ต้องพูดแล้วเสวี่ยเอ๋อร์” หลิ่วเย่ว์เหมยกอดไป๋รั่วเสวี่ยแน่น ทั้งสีหน้าของลูกสาวและช่องมิติแห่งนั้นทำให้เธออดเชื่อเื่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ สิ่งที่ลูกสาวพูดทั้งหมดเป็ความจริงเธอเคยผ่านยุคโลกาวินาศมาแล้วจริงๆ เมื่อหลิ่วเย่ว์เหมยคิดว่าลูกสาวต้องตายอย่างทารุณเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเ็ปใจตอนที่ลูกสาวถูกซอมบี้รุมทึ้งเธอไปอยู่ที่ไหนทำไมเธอถึงไม่สามารถปกป้องลูกของตัวเอง ความรู้สึกโทษตัวเองรุนแรงทวีคูณขึ้นในใจของหลิ่วเย่ว์เหมย“แม่เชื่อหนูจ้ะ พรุ่งนี้แม่จะไปซื้อหยกที่พม่าหยกของที่นั่นคุณภาพดีที่สุด ราคาก็ถูกที่สุด แม่จะต้องทำให้จี้หยกของเราเลื่อนขั้นจนสุดให้ได้”หลิ่วเย่ว์เหมยเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
“ขอบคุณนะคะแม่” แม่เห็นด้วยอย่างที่คิดไว้ ไม่ว่าผู้เป็แม่จะฉลาดหลักแหลมสักแค่ไหนก็ไม่อาจต้านทานความรักที่มีให้ลูกสาวได้“ยังมีอีกเื่ค่ะ หนูไม่อยากเรียนคณะบริหารธุรกิจและการบัญชีแล้วค่ะหนูอยากเรียนการเกษตร” ในยุคโลกาวินาศมีแต่คนที่เข้าใจเื่การเกษตรและปลูกพืชเป็เท่านั้นจึงจะนับว่าเป็บุคลากรที่มีความสามารถถึงแม้จะมีเวลาแค่หนึ่งปีแต่ถ้าพยายามให้มากขึ้นก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะเรียนหลักสูตรสามปีให้จบ
“เรียนการเกษตรหรือ” ในเมื่อเชื่อว่าลูกสาวเคยผ่านประสบการณ์ในยุคโลกาวินาศมาแล้วถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ลูกสาวเลือกย่อมถูกต้องเหมาะสม “ได้สิแม่ช่วยลูกจัดการเอง พรุ่งนี้ลูกไปมหาวิทยาลัยนะมะรืนนี้แม่จะช่วยทำเื่ย้ายที่เรียนให้” หลิ่วเย่ว์เหมยบอก
“ขอบคุณนะคะแม่” ไป๋รั่วเสวี่ยรู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องสนับสนุนเธอแน่นอนทั้งยังไม่กลัวว่าขั้นตอนการย้ายที่เรียนจะไม่ราบรื่นตัวเธอในปีนี้เป็ถึงนักเรียนดีเด่น คะแนนสูงจนมหาวิทยาลัย Bรับเข้าศึกษา อีกทั้งยังมีเส้นสายของผู้เป็แม่อีก จึงไม่มีทางที่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตรจะไม่อนุมัติ
ถึงแม้อีกสองวันตัวเองก็จะไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยB แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังต้องไปเรียนในสองวันนี้อยู่ดี
ไป๋รั่วเสวี่ยตื่นแต่เช้าไปเรียนด้วยกันกับไป๋หรูอวี้ตลอดทางไป๋หรูอวี้หาหัวข้อสนทนาขึ้นมาคุยเป็ครั้งคราวไป๋รั่วเสวี่ยก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดีทั้งสองคนพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกราวกับเื่เมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้น
พอหลิ่วเย่ว์เหมยตื่นขึ้นมาก็โทรหาเพื่อนของตัวเองที่อยู่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตรบอกเื่ที่ลูกสาวของตนจะย้ายไปเรียนเพาะปลูกที่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตรถึงแม้จะทำให้เพื่อนประหลาดใจแต่อีกฝ่ายก็ตกปากรับคำว่าจะช่วยจัดการให้เพียงแค่ดำเนินไปตามขั้นตอนไป๋รั่วเสวี่ยก็จะได้ไปเรียนที่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตรแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ต้องบอกเื่นี้กับไป๋จิ้งเหวินอยู่ดี
“จิ้งเหวิน เสวี่ยเอ๋อร์อยากย้ายไปเรียนที่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตร”
“ไปเรียนที่มหาลัยวิทยาลัยการเกษตรเรียนอะไร เรียนทำไร่หรือ เื่นี้ไม่ต้องไปเรียนหรอกถ้าลูกอยากเรียนเดี๋ยวผมสอนเองก็ได้” ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ลูกสาวของเขานั้นแม้แต่ข้าวบาร์เลย์กับข้าวสาลีก็ยังแยกไม่ออก แล้วยังจะไปเรียนทำไร่ไถนาอีก
“ฉันช่วยจัดการให้ลูกเรียบร้อยแล้วอีกสองวันลูกก็จะย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยการเกษตร”
“คุณว่าอะไรนะ” ไป๋จิ้งเหวินหันมาเอ่ยอย่างโมโห“คุณทำแบบนี้ทำไม แล้วจะทำยังไงกับอนาคตของบริษัทเราลูกเป็ลูกสาวคนเดียวของพวกเรา ในอนาคตบริษัทก็ต้องยกให้ลูกนะลูกเรียนทำไร่ไม่เรียนการบริหารจัดการ แล้วต่อไปจะรับ่ต่อบริษัทได้ยังไง”
“จิ้งเหวินวันโลกาวินาศใกล้จะมาถึงแล้ว” หลิ่วเย่ว์เหมยไม่บอกเื่ช่องมิติเลือกบอกไป๋จิ้งเหวินเฉพาะเื่วันโลกาวินาศเท่านั้น
“พูดเื่เพ้อเจ้ออะไรน่ะวันโลกาวินาศงั้นรึ แล้วปี 2012 ล่ะวันโลกาวินาศตามคำทำนายของชาวมายาก็มาถึงแล้ว แล้วผลล่ะเป็ยังไงไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ไม่ใช่ว่าพวกเรายังมีชีวิตอยู่กันดีหรอกรึ เื่แบบนั้นเธอก็ยังจะเชื่อ”ไป๋จิ้งเหวินมองภรรยาผู้ที่เคยมีเหตุผลและฉลาดหลักแหลมมาตลอด เขาไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเชื่อข่าวลือเื่วันโลกาวินาศทั้งยังยอมให้ลูกสาวย้ายมหาลัยวิทยาลัยอีกหรือพูดอีกอย่างก็คือเพราะข่าวลือวันโลกาวินาศจึงส่งลูกสาวผู้อยู่ในครอบครัวมีอันจะกิน[1]ไปเรียนทำไร่ไถนาแล้วลูกจะทนความยากลำบากได้หรือ
เธอต้องทนได้อยู่แล้ว เพราะใครก็ตามที่มีชีวิตอยู่ต่อในยุคโลกาวินาศนั้นย่อมต้องอดทนต่อความยากลำบากได้ หาไม่ก็คงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว
“จิ้งเหวินถึงคุณจะไม่เชื่อ แต่ฟังเสวี่ยเอ๋อร์แล้วก็เตรียมตัวไว้สักหน่อยก็ไม่เห็นเป็ไรนี่”หลิ่วเย่ว์เหมยรู้ดีว่าไป๋จิ้งเหวินไม่เชื่อ เธอก็แค่พูดให้เขาฟังเฉยๆส่วนการเตรียมการทั้งหมดเธอรับผิดชอบเองได้
เมื่อกลับถึงบริษัทหลิ่วเย่ว์เหมยก็เตรียมตัวไปพม่า
“รั่วเสวี่ย เธอจะย้ายไปมหาลัยวิทยาลัยการเกษตรหรือ”ใบแจ้งย้ายมหาลัยวิทยาลัยออกมาแล้วรั่วเสวี่ยเก็บของอยู่ในหอพักเตรียมพร้อมที่จะจากไป
“ใช่” รั่วเสวี่ยยอมรับอย่างสง่าผ่าเผย
“ทำไมล่ะ” ซูเหมยฉีและเพื่อนทั้งสามคนถามอย่างประหลาดใจเรียนบริหารธุรกิจจบออกไปก็จะมีงานนั่งโต๊ะทำในอนาคต ไหนจะโอกาสเลื่อนตำแหน่งก็มีมากโดยเฉพาะไป๋รั่วเสวี่ยที่ที่บ้านมีบริษัทขนาดใหญ่ แค่ต้องเรียนรู้การบริหารสักหน่อยเมื่อรับ่ต่อบริษัทในอนาคตก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรไม่ถูก
“วันโลกาวินาศใกล้มาถึงแล้วต่อไปความรู้เื่การเพาะปลูกก็จะเป็สิ่งที่มีทางไปต่อได้มากที่สุดสามารถช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวได้มากที่สุดเช่นกัน พวกเธออยากไปเรียนด้วยไหมฉันให้แม่เป็ธุระให้ได้นะ” ไป๋รั่วเสวี่ยมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของซูเหม่ยฉีหยางเสี่ยวฮุยและถงชั่น น่าเสียดายที่ทั้งสามคนไม่สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ใน่ยุคโลกาวินาศเพิ่งเริ่มต้นคิดดูแล้วถึงแม้พวกเธอทั้งสี่คนเพิ่งจะคบหากันได้ไม่นานแต่ก็นับว่าคบหากันได้ไม่เลว ไป๋รั่วเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะออกปากเตือนอีกฝ่ายและหวังว่าพวกเธอจะหนีรอดในยุคโลกาวินาศครั้งนี้
“วันโลกาวินาศรั่วเสวี่ยเธอคงไม่ได้เชื่อว่าวันโลกาวินาศจะมาถึงจริงๆ หรอกใช่ไหมเื่หลอกลวงทั้งนั้น” หยางเสี่ยวฮุยหัวเราะฮ่าๆ
“ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเธอคงไม่เชื่อแต่ว่ามันเป็ความจริง ไม่ว่าพวกเธอจะเชื่อหรือไม่แต่พวกเธอควรเตรียมการไว้ล่วงหน้าเตรียมของกินของใช้ไว้สักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมล่ะ” ไป๋รั่วเสวี่ยรู้ว่าเป็เื่ยากที่จะให้อีกฝ่ายเชื่อเธอเองก็สามารถพูดได้เท่านี้ ใน่ยุคโลกาวินาศนั้นหากตนมีโอกาสจะต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างแน่นอน
หรูอวี้ตกตะลึงอย่างยิ่งเมื่อรู้ข่าวนี้
“น้องเสวี่ยเอ๋อร์จะไปเรียนที่มหาลัยการเกษตรหรือ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/9ee8f63c050427e101e8f9d6b0d57428