ตอนที่ 4 หนีข้าไม่พ้นหรอก
เขาปักปลายดาบลงพื้นใช้มันค้ำยันรับน้ำหนักตัวเองลุกขึ้นมา ก้าวเดินเซไปทางซ้ายก่อนจะตั้งหลักได้และเริ่มวิ่งอีกครั้ง
...กูจะไม่ยอมทำผิดซ้ำสอง อดทนอีกนิดนะร่างกายอดทนหน่อยอีกนิดเดียวอีกนิดเดียว..เขาคิดอย่างมีหวังขณะหันไปมองเงาดำที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากด้านหลัง ก่อนจะยกแขนซ้ายขึ้นมาปิดจมูกเพื่อทุเลากลิ่นฉุนอันร้ายกาจและเริ่มก้าวต่อไปโดยไม่สนว่าอสูรนรกตัวนั้นเดินช้ายังกับเต่าหรือวิ่งเร็วปายกระต่าย มันเดินมาอย่างเชื่องช้าและดูไม่รีบเร่งเื่นี้วรารินรับรู้ได้ คล้ายมั่นใจว่าเขาเองคือลูกไก่ในกำมือ
วรารินไม่เสียเวลาคำนวณ เขาคิดแต่เพียงต้องวิ่งให้สุดแรงเท่าที่แรงตอนนี้จะพอให้ทำความเร็วได้
“ขะรัมมาคาอู..” อสูร ตัวนั้นร้องคำรามขึ้น ศพโครงกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ก็ลุกขึ้นมาเป็ผีดิบทันที
วรารินสะดุ้งใแต่ก็ยังคงวิ่งต่อไปอย่างไม่ลดละ
“..โอ๊ย..เวรเอ๊ย” ผีดิบโครงกระดูกตัวหนึ่ง พุ่งเข้าเกาะขาเขาไว้ อดรีนลีนพุ่งหลั่งฉีดพล่านทั่วร่าง เขาแทบไม่รู้สึกเจ็บจากแผลที่มือเลย
“พลั๊ว” ดาบสีทองเหวี่ยงฟาดใส่ร่างโครงกระดูกผีดิบตนนั้นเต็มๆ แตกออกเป็เสี่ยงๆ
“เข้ามาเลยพวกผีบ้า” วรารินะโปลุกขวัญตัวเอง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ผีดิบโครกระดูกอีกห้าตัวที่ยืนขวางทางอยู่
“พลัํว ๆ ๆ ” เขาเอี้ยวตัวตวัดฟาดฟันดาบใส่โครงกระดูกพวกนั้น ด้วยท่วงท่าที่งดงาม แต่แฝงไว้ด้วยพลังทำลายที่ดุดันราวเสือร้ายที่พุ่งเข้าตะปบเหยื่อ ผีดิบโครงกระดูกสามตัวแตกกระจายออกทันที
“ย๊าก..” เข้าะโลอยขึ้น ง้างดาบฟาดผ่ากลางหัวผีดิบตัวหนึ่งจนขาดสะบั้นก่อนจะหมุนตัวเหวี่ยงฟาดดาบตัดหัวโครงกระดูกอีกตัวที่อยู่ข้างๆ จนแตกสะลาย แต่ไม่ว่าเขาจะทำความเสียหายต่อโครงกระดูกพวกนั้นมากเท่าไหร่โครงกระดูกพวกนั้นก็จะรวมตัวคืนชีพขึ้นมาใหม่ในแทบจะทันที และเข้ารุมจับเขาไว้ได้ในที่สุด
“เวรเอ๊ย.ปล่อยสิวะ..ปล่อย!” วรารินพยายามออกแรงดิ้นแต่ไร้ผล ตอนนี้เขาถูกจับขึงยึดไว้จากโครงกระดูกพวกนั้นไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่ขึงบนขื่อรอเพรชฆาตเข้ามาปะาชีวิต
“ย๊าก..ว๊าก..ปล่อยกู..ปล่อยกู” เขาร้องแหกปากะโออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลนองทั้งสองแก้ม กล้ามเนื้ออกแกร่งเกร็งแน่นลำคอปูดโปนไปด้วยเส้นเอ็นและเส้นเืแกร่ง
“ตึง…ตึง…ๆ” เสียงสั่นะเืของพื้นดั่งถี่และใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียง “กรึบ…กรอบ ” เท้าอันใหญ่หนาบดทับเศษกระดูก ที่อยู่กระจายตามพื้นแตกละเอียดเป็ผุยผง
“เ้า...หนีข้าไม่พ้นหรอก เ้าหมูน้อย..เหอะๆๆ” เสียงแหบกร้านอันน่าสยดสยองชวนขนลุกของเ้าอสูรร้ายดังขึ้น มันเดินเข้ามาก้มหน้าลงประชิดติดร่างวรารินมองรอบสำรวจเขาราวสุนัขที่กำลังดมสำรวจล้อรถ
ขนาดตัวของมันใหญ่พอๆ กับหมีสีน้ำตาลตัวเต็มวัย ข้อมือและข้อเท้าใส่เครื่องประดับทำมาจากชิ้นส่วนของกระดูก สร้อยคอทำมาจากหัวกะโหลกเล็กๆ ห้าหัวเวี่ยงไปมาขณะที่มันเอนตัวขึ้น
“เ้าปริทัศช่างรู้ใจข้านัก..ฮาๆๆ..” เสียงหัวเราะนั้นดูน่ายินดีแต่ก็แฝงไปด้วยความสยดสยองอยู่
วรารินพยายามดิ้นรนเต็มที่ที่จะดึงตัวเองให้พ้นจากผีโครงกระดูกพวกนั้น แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรโครงกระดูกที่มัดดึงแขนขาของเขาขึงกางแยกออกก็ไม่มีท่าว่าจะกระดิกเลย
“ดิ้นไปก็เหนื่อยเปล่าน่า เ้าไม่มีวันหลุดพ้นจากคาถากระดูกพันปีของข้าได้หรอก”
ความรู้สึกสิ้นหวังเข้าจู่โจมใจกลางหัวใจของเขาอีกครั้ง เขาหยุดดิ้นปล่อยร่างกายให้อ่อนลง และเริ่มปล่อยน้ำตาออกมาแทน โดยพยายามข่มกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้จนหน้าอกสั่นกระตุก ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเต็มที่
“ฮือ..ฮือๆๆ” ความเศร้าหมองแผ่คลุมตอกย้ำความรู้สึกให้เ็ป แสงแห่งความหวังดับมอดลงราวไม้ขีดไฟที่ถูกเป่าให้เหลือเพียงแต่ควันขาว
วรารินรู็สึกไม่ต่างอะไรเลยกับตอนที่เขารู้ว่าชายอันเป็ที่รักแอบนอกใจ ตอนนั้นเขาทรุดตัวร้องไห้ลงกับพื้นอยู่ในห้องนอนคนเดียว หยิบรูปแม่ที่ล่วงลับไปแล้วมากอดไว้แนบอก พูดวนไปวนมาว่า ผมคิดถึงแม่ ผมอยากไปอยู่กับแม่ ผมไม่ไหวแล้ว ผมไม่ไหวแล้ว พูดวนเวียนอยู่อย่างนั้นร้องไห้จนน้ำตาที่มีอยู่ในตัวไหลออกมาจนหมด ก่อนจะขึ้นไปจิบเบียร์บนดาดฟ้าและตัดสินใจโดดตึกฆ่าตัวตายจนได้มาโผล่ในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้
น่าแปลกที่ตอนนี้เขากลับไม่อยากตาย ถึงขั้นกลัวตายเสียด้วยซ้ำ ...อสูรร้ายตัวนั้นกำลังจะกินเขา..วรารินคิด.. มันก้มลงมาดมและลากลิ้นสีดำโสโครกเลียหน้าท้องเขาขึ้นไปจนถึงใบหน้า ความสากโสโครกนั้นน่าสะพรึงเหนือคำบรรยายมันเหมือนลิ้นของวัวแต่น่าขยะแขยงกว่าหลายเท่า ทั้งน้ำเมือกและน้ำลายที่ออกมาจากปากของมันนั้นก็เหม็นคาวสุดจะทน
“หวาน..เนื้อเ้ามันหอมหวานเสียจริง ฮาๆๆ”
“แควก..” อสูรร้ายดึงกางเกงผ้าร่มขายาวสีดำของเขาขาดสะบั้นออก
ท่อนล่างของเขาเย็นวาบขึ้นมาทันที เหลือเพียงกางเกงในรัดโชว์สัดส่วนของแท่งเนื้อที่หลับอยู่ใต้หว่างขาเท่านั้น
“ฮือ..” วรารินไม่อาจขัดขืน เขาไม่อาจคิดจินตนาการถึงความสยดสยองต่อจากนี้ได้
เ้าอสูรร้ายตัวนั้นหยิบขวดน้ำเต้าที่มัดอยู่เอวของมันขึ้นมาเปิดจุก และเทของเลวขั้นสีแดงราดลงบนหัวและตัวของเขา มันอุ่นและมีกลิ่นฉุนเหมือนน้ำเยี่ยวของคนที่ไม่ได้กินน้ำมาสองวัน และก็มีรสเค็มอย่างร้ายกาจจนวรารินต้องถ่มส่วนที่ไหลเข้าไปในปากเขาออกมา
“ปรุงรสสักหน่อยจะได้อร่อยและดีต่อสุขภาพ ฮาๆๆ หืม...”
อสูรร้ายก้มลงมาเลียเขาอีกครั้ง ครั้งนี้มันเริ่มเลียจากช่องหว่างโคนขาขึ้นไปตรงกลางหน้า ลากผ่านกระแทกกดดันกระทบเนื้อพวงองุ่นสองเม็ดจนวรารินรู้สึกจุกตรงกล่องดวงใจ
…โชคดีที่มันเลียขึ้น เพราะถ้าหากมันเลียจากหน้าลงมาวรารินคงรับไม่ได้ที่ศพของเขาจะเปลือยเปล่าไร้สิ่งกำบัง...
“อ่า….ใช้ได้แล้ว..” อสูรร้ายชักมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมา จ่อไปที่ตรงกลางอกของเขา
“ดะๆ..เดี๋ยวก่อน” วรารินเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้อสูรร้ายตัวนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
“มีอะไรสั่งเสียก่อนตายหรือเ้าหมูน้อย” อสูรตัวนั้นพูดพลางแหย่ลิ้นเข้ามาในปากของเขา วรารินเบือนหน้าออกหนีจากสิ่งน่าขยะแขยงนั่น ก่อนจะกล่าวบทพูดหนึ่งในละครที่เขาเคยแสดง
“ท่านเป็ใคร อย่างน้อยก็ให้ข้าได้รู้สักหน่อยก่อนลมหายใจจะสิ้นลง” มันเป็บทที่พระเอกในเื่หนึ่งถูกมัดไว้และกำลังจะถูกโจรป่าฆ่า เขาเคยซ้อมบทนี้อย่างหนักเพื่อจะไปเทสหน้ากล้องคัดตัวนักแสดงแต่ก็ไม่สามารถตีบทแตกจนเข้าตาผู้กำกับได้ แต่ตอนนี้หากผู้กำกับคนไหนได้มาเห็นท่าทีและสีหน้าของเขาคงต้องชมเชยเขาอย่างแน่นอนว่าแสดงได้เหมือนจริงเป็อย่างมาก
“ฮาๆ..คิดจะถ่วงเวลาตายงั้นเหรอเ้าหมูน้อย แต่เอาเถอะข้าจะบอกให้เ้ารู้ก่อนตายก็ได้ว่า..ข้าชื่อ...ติ รัจ ฉาน...สิ่งชั่วร้ายที่สุดแห่งมหาทวีปสุวรรณ ผู้ที่จัดการกัดกินและเข่นฆ่านักรบมากมายนับศพได้เท่ากับเม็ดทรายที่โอบล้อมมหาสมุทร และข้ากำลังจะกินเ้า..อา..ซี๊ด” อสูรร้ายพูดพลางแลบลิ้นเลียหน้าวราริน พร้อมกับปล่อยลมหายใจอันเหม็นเน่าของมันราดรดใบหน้าของเขาอย่างไร้เมตตา ก่อนจะกดปลายมีดกรีดเนื้อที่ปลายอกจนมีเืไหลออกมา
“อ๊าก..ม่าย..ม่าย..เดี๋ยว อย่า อ๊าก..” วรารินร้องะโลั่นบิดกายดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย เขาไม่อยากนึกเลยว่าจะเกิดอะไรต่อ ไม่อยากนึกเลยว่าการตายในครั้งนี้จะทรมานมากขนาดไหน
“กินตรงไหนก่อนดี อ่า...” ติรัจฉาน กดปลายมีดจมลึกลงไปอีก
“อ๊าก…” วรารินฉีกปากร้องะโลั่น ด้วยความเ็ป ไอ้ติรัสฉานนรกนั่นกำลังบิดข้อมือหมุนปลายมีดควงสว่านอย่างช้าๆ เข้ามาตรงลิ้นปี่ของเขา วรารินรับรู้ได้ถึงความเย็นเฉียบของเนื้อมีดที่กำลังมุดเข้ามาในอก เือุ่นๆ ไหลลงไปตามร่องเนินเนื้อกล้ามท้องอย่างอ้อยอิ่ง อีกเพียงหุนเดียวเท่านั้นที่ปลายมีดจะเข้าตัดเส้นเืใหญ่ของเขา แต่ติรัจฉานก็ยั้งเอาไว้ก่อน