ปรากฏว่าปราณแท้ภายในร่างควบแน่นกว่าเมื่อก่อนมากซึ่งสถานะนี้มักจะเกิดขึ้นกับคนที่กำลังทะลวงระดับ
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงระดับ ปริมาณและคุณภาพปราณแท้ภายในร่างทั้งหมดจะเพิ่มสูงขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ผู้ฝึกยุทธ์ก็ััถึงมันได้
ปัจจุบันเย่หยางยังไม่ได้ทะลวงระดับ ทว่าปราณแท้ของเขากลับเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทำให้เขางงงวยยิ่งนัก
หลังจากคิดดูแล้ว เขาคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ ‘เคล็ดสังหารเทพ’อันลึกลับไม่อาจคาดเดา ซึ่งเขาเรียนรู้มาจากกระบี่หักภายในทะเลจิตสำนึก
เย่หยางยังไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับกระบี่หักยกเว้นวันแรกที่เขาข้ามมายังอีกโลกหนึ่งและได้เรียนรู้ ‘เคล็ดสังหารเทพ’ั้แ่นั้นมาก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย
เย่หยางพยายามเข้าสู่พื้นที่ทะเลจิตสำนึกอันลึกลับหลายครั้งแม้จะพยายามเท่าไรแต่ก็ไม่อาจเข้าไปได้ จนไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร
“เคล็ดบ่มเพาะนี้มีชื่อเรียกว่า 'เคล็ดสังหารเทพ'มีคำว่า ‘สังหาร’ อยู่ในชื่อเคล็ดวิชาน่าจะเป็วิชาที่ฝึกฝนโดยเน้นการสังหารเป็หลัก ทว่าทำได้หลังบรรลุระดับนักรบแล้วเท่านั้นแต่ยามนี้ข้ายังไม่ใช่นักรบด้วยซ้ำ"
“หรือว่าการต่อสู้กับการสังหารจะเป็ประโยชน์?” เย่หยางทั้งตระหนกทั้งกังขา หากเป็เช่นนี้เขาจะไม่กลายเป็ฆาตกรในอนาคตหรอกหรือ
หลังจากคิดไปคิดมาเย่หยางก็ตัดสินใจหยุดคิดถึงมัน หากเขา้าจะอยู่รอดบนโลกใบนี้ผู้มีวรยุทธ์สูงส่งเท่านั้นถึงจะเป็ที่เคารพใช้ชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี หากไร้ซึ่งพลังทุกอย่างก็เป็เพียงความว่างเปล่า
ต่อให้เป็าาจอมสังหารแล้วอย่างไร ขอแค่จิตสำนึกชัดเจนต่อให้สังหารคนอย่างจ้าวจื่อหาวหรือเย่เฟิงอีกกี่คนก็ย่อมได้
หลังจากขจัดความคิดกวนใจเขาก็สงบสติอารมณ์เข้าสู่สภาวะการฝึกฝนการต่อสู้วันนี้ทำให้เขาััได้ถึงวิกฤตใหญ่หลวง
ใน่สุดท้ายหากหลี่เฉิงเฟิงไม่ลงมือช่วยเหลือ ป่านนี้เขาคงกลายเป็ศพไปแล้วทั้งยังมีศัตรูที่หลบซ่อนตัวอยู่หลังฉากม่าน คอยเฝ้ามองเขาด้วยสายตาเ็าพอนึกถึงเื่นี้ก็ทำให้เขามีโทสะอย่างที่สุด คนไร้ยางอายพรรค์นั้นเล่นลูกไม้กับเขาทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางเสียงปรบมือ
แม้ว่าตอนนี้จะเต็มไปด้วยวิกฤตถาโถมเข้าใส่แต่เขาเชื่อว่าด้วยพร์กับ 'เคล็ดสังหารเทพ' อันน่ามหัศจรรย์ตัวเขาจะสว่างโชติ่ไม่ต่างจากดาวหาง
ทว่าศัตรูคงไม่ยอมให้เวลาเขามากเกินไปมันจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดเขาให้ได้อัจฉริยะที่ตายไปั้แ่เยาว์วัยก็ไม่ต่างคลื่นใต้มหาสมุทร ไม่โดดเด่นและไร้ซึ่งการจดจำ
เย่หยางเข้าสู่การฝึกอย่างหนักจนไม่ได้สังเกตทะเลจิตสำนึกที่บัดนี้กระบี่ขนาดั์โดดเด่นกลางผืนฟ้ากำลังหมุนวนอย่างช้าๆ
ขณะกำลังหมุน ปราณกำเนิดฟ้าดินก็ถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างเย่หยางอย่างเงียบๆซึ่งเร็วกว่าที่เขาดูดซับปราณกำเนิดฟ้าดินเองนับสิบเท่า
วันรุ่งขึ้น ตะวันอ้อยอิ่งบนขอบฟ้าแสงแรกสาดกระทบมาที่เตียงนอนของเย่หยาง อาบไล้แก้มอันหล่อเหลาอย่างอ่อนโยน
เขาค่อยๆ คลายมือออก ลืมตาขึ้นรอยยิ้มสดใสกว่าดวงตะวันปรากฏบนมุมปาก “เหลือเชื่อ! เหลือเชื่อจริงๆ !!! หลังผ่านการต่อสู้ข้าสามารถทะลวงผ่านถึงสามระดับติดต่อกัน ช่างน่าใยิ่งนัก”
ระดับหลอมรวมปราณขั้นเก้าทำให้เย่หยางรู้สึกตื่นเต้นมากยามนี้เขารู้สึกขอบคุณศัตรูมากที่ทำให้พลังฝีมือตนพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเขามีความสุขสุดๆ
แค่ชกหมัดออกไปเบาๆพลังมหาศาลก็ะเิออกมาจนเกิดเสียงดังตูม! ประตูถูกเปิดออก
เมื่อเห็นประตูที่เปิดออกเย่หยางก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ"ข้าทะลวงผ่านสามระดับติดต่อกัน แต่ปราณแท้ภายในร่างไม่มีวี่แววผันผวนยังคงเสถียรมั่นคงแสดงว่ารากฐานของข้าแข็งแกร่งมาก"
เขาลุกขึ้นเดินไปที่ประตู มองเห็นว่ามันไม่ได้รับความเสียหายเลยก็แอบดีใจ “แม้ปราณแท้ของข้าจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากแต่ก็สามารถควบคุมมันได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีพลังหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อยน่าทึ่งจริงๆ 'เคล็ดสังหารเทพ' เ้าเป็เคล็ดบ่มเพาะระดับใดกันแน่”
วันนี้เป็วันที่ตระกูลเย่จะปะาคนทรยศสมาชิกคนสำคัญของตระกูลทั้งหมดต่างถูกเรียกตัวกลับมาในชั่วข้ามคืน
เย่หยางไม่ได้เข้าร่วมโดยอ้างว่าตนเองได้รับาเ็แต่แท้จริงแล้วเขารู้สึกเกียจคร้านเกินกว่าจะดูภาพฉากที่คล้ายกับศาลตัดสิน เช่นกบฎผู้นี้จะถูกลงโทษตามกฎตระกูล ย่อหน้าไหน ข้อใด ฯลฯ แค่คิดก็รู้สึกปวดหัวแล้ว...
เขาอยากจะพักผ่อน ไปกินอาหารอร่อยๆ ที่โรงเตี๊ยมที่ไปกับมู่อวี่ฉิงเหมือนครั้งก่อนสั่งอุ้งเท้าหมี เครื่องเคียงอีกสองอย่าง สุราหนึ่งไห แล้วดื่มอย่างเพลิดเพลินใจ
ใช้ััอันละเอียดอ่อนชิมรสชาติเนื้อหมีที่ละลายกลายเป็ความร้อนในท้องหลั่งไหลไปสู่แขนขากระดูก หล่อเลี้ยงร่างกาย ไม่รู้ว่ายามนี้เขาทรงพลังมากแค่ไหน คงต้องหาเวลาไปทดสอบดู
เมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างโล่งอกทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้ารวดเร็วดังก้องเข้ามาในหู
“นายน้อยในที่สุดข้าก็เจอท่านท่านผู้นำกำลังตามหาท่านอยู่” ชายที่ดูเป็ผู้พิทักษ์ทั่วไปในตระกูลเข้ามาหาเย่หยางแล้วโค้งคำนับด้วยความเคารพ
เดิมทีผู้พิทักษ์ผู้นี้เรียกเย่หยางว่านายน้อยแค่ตามมารยาทเท่านั้นไม่ได้รู้สึกเคารพนับถือเขาจริงๆ
ทว่าหลังจากการต่อสู้เมื่อวานชื่อเสียงของเย่หยางก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองปาฮวงร่ำลือกันว่าเขาสามารถเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นแปดด้วยฝีมือระดับหลอมรวมลมปราณทั้งยังสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดมาจากยอดยุทธ์ได้อีกด้วย
วีรกรรมดังกล่าวทำให้เย่หยางโดดเด่นในเมืองปาฮวงชื่อเสียงของตระกูลเย่ก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมากทำให้ทุกคนรู้ว่าตระกูลเย่อาจมีอัจฉริยะปรากฏขึ้นแล้ว
ทุกวันนี้หากคนจากตระกูลเย่ออกมานอกจวนพวกเขาจะเป็ที่สนใจและดึงดูดสายตาของทุกคน ทั้งหมดเป็เพราะความนิยมของเย่หยาง คนอื่นจึงพลอยได้รับความเคารพตามไปด้วย
“หืม ท่านพ่อกำลังตามหาข้าอยู่เช่นนั้นหรือ ได้ๆเดี๋ยวข้าจะรีบไปพร้อมกับเ้า” เย่หยางรู้สึกฉงนอยู่ไม่น้อยปกติบิดาของเขาจะเป็ผู้ตัดสินใจครั้งสุดท้ายในเื่ต่างๆแล้วเหตุใดบิดาถึงมาถามหาเขาเช่นนี้
ถึงกระนั้นเขาก็รีบเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงินอย่างรวดเร็วและตามผู้พิทักษ์กลับจวนเมื่อมาถึงจวนเขาก็รีบไปยังห้องทำงานของบิดาพอมาถึงก็เห็นว่าเย่หลิงเทียนกำลังรอเขาอยู่
เมื่อเห็นเย่หยางกลับมา เย่หลิงเทียนก็แสดงท่าทางไม่สบอารมณ์เล็กน้อย "เมื่อวานเ้าเพิ่งได้รับาเ็สาหัสไฉนวันนี้ถึงออกไปเที่ยวเตร่แต่เช้าตรู่ หากยังมีศัตรูซ่อนตัวอยู่เ้าจะตกอยู่ในอันตรายเอาได้"
เย่หยางยิ้มพลางกล่าว "ท่านพ่อ…ไม่ต้องกังวลตอนนี้ข้าแข็งแรงสบายดี ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย หากไม่เชื่อท่านลองดูก็ได้"เขาเตะต่อยชกลมสองสามครั้งใส่อากาศ
เย่หลิงเทียนตกตะลึงเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้จะทำอันใดกับเย่หยางดีเมื่อวานนี้ลูกชายของเขาเปรียบดั่งยมทูตในสนามรบ สงบสุขุม ฉลาดเฉลียว ทรงอำนาจน่าครั่นคร้ามเมื่อเผชิญกับการต่อสู้เป็ตายเขาก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว
แต่พอมาวันนี้กลับกลายเป็ชายหนุ่มยิ้มแย้มสดใสเหมือนเด็กทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
ถึงกระนั้นเย่หลิงเทียนก็แอบรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นลูกชายใช้มือเท้าเตะต่อยลมมันดูเปี่ยมล้นไปด้วยพลังไม่เหมือนคนได้รับาเ็ใดๆ
“เช่นนั้นเ้าก็ควรพักผ่อนให้เต็มที่คู่ต่อสู้เมื่อวานนี้เป็ถึงระดับจอมยุทธ์ ทั้งยังเผชิญหน้ากับชายชุดเทาอีกบางทีร่างกายของเ้าอาจมีโรคภัยซ่อนเร้น เ้าควรใส่ใจร่างกายตัวเองให้มากขึ้น”เย่หลิงเทียนกล่าวเช่นนี้เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอันใดดี
ด้วยพลังยุทธ์ของเย่หยางที่สามารถสังหารจอมยุทธ์ขั้นแปดได้นั้นมากพอที่จะทำให้ผู้คนใแม้จะเป็เื่ไม่คาดฝันก็ตาม
ต่อมาต้องเผชิญหน้ากับชายชุดเทา นับเป็การต่อสู้เอาชีวิตโดยไร้ซึ่งกลอุบายใดๆอย่างแท้จริง ชายชุดเทาเป็นักรบระดับยอดยุทธ์แม้แต่เย่หลิงเทียนก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าตนเองจะสามารถรับมือกับชายชุดเทาได้อย่างสมบูรณ์
พอนึกย้อนกลับไปเย่หลิงเทียนก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อยสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนดั่งปาฏิหาริย์ แล้วผู้สร้างปาฏิหาริย์ก็คือลูกชายของเขาเอง
เย่หยางรีบตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “น้อมรับคำสั่งสอนของท่านพ่อลูกประมาทเลินเล่อเกินไป เมื่อเช้าพอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าท้องว่างจึงไปหาสุราดื่มหาเนื้อสัตว์กิน พอไปถึงโรงเตี๊ยมก็สั่งอุ้งเท้าหมีตุ๋นไม่น่าเชื่อว่ามันจะได้ผลชะงัด”
เขากล่าวต่อทั้งรอยยิ้ม "ดูสิ…ข้าอายุสิบห้าปีแต่ร่างกายกลับไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าจะให้ดีท่านช่วยจัดหาเงินทุนเพื่อให้ข้าสมบูรณ์ในด้านอาหารการกินเพราะพวกอาหารเสริมต้องเสียเงินมากโข"
เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่หลิงเทียนก็หัวเราะ "ฮ่าๆๆเ้าเด็กน้อย ช่างโลภมากตะกละตะกลามเสียจริงไปทำอะไรมาถึงกลายเป็คนละโมบถึงเพียงนี้ อุ้งเท้าหมีรสชาติดีก็จริงแต่มันจะนำมาใช้เป็ยาชูกำลังได้อย่างไร เอาสิ นี่คือแผ่นผลึกมีเงินห้าพันเหรียญทองอยู่ในนั้น เ้าจะเอามันไปซื้ออะไรก็ได้ตามใจปรารถนา" พอพูดจบก็โยนแผ่นผลึกให้เย่หยาง
เย่หยางยื่นมือออกไปรับแผ่นผลึกทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่าฝ่ามือความหนาพอๆ กับเหรียญ มีช่องเสียบเล็กๆ อยู่้าของชิ้นนี้ทำให้เขามีความสุขอย่างยิ่งไม่น่าเชื่อว่าโลกใบนี้จะมีบัตรไว้รูดเหมือนกับโลกก่อนหน้านี้ของเขาด้วยหลังจากนำมันไปซื้อข้าวของไม่รู้ว่าจะได้แต้มสะสมคะแนนเอาไว้แลกหรือไม่
เขาเก็บแผ่นผลึกอย่างทะนุถนอมนี่เป็ทุนที่จะเอาไว้ซื้ออุ้งเท้าหมีตุ๋นในอนาคต "ขอบคุณท่านพ่อท่านให้ข้ามากมายในคราเดียวเช่นนี้ ไม่กลัวว่าพวกาุโคนอื่นจะคัดค้านหรือ"
ทรัพยากรของตระกูลเย่ถูกแบ่งสันปันส่วนและควบคุมโดยกลุ่มผู้าุโเย่หลิงเทียนเป็คนซื่อสัตย์มาโดยตลอดเขาปฏิบัติต่อลูกหลานในตระกูลเย่อย่างเท่าเทียมเสมอมา ไม่เคยลำเอียงกับเย่หยางเลยด้วยซ้ำ
เย่หยางรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อยที่อยู่ๆวันนี้เขาก็ได้เงินก้อนใหญ่มาถือเป็เื่ยากที่บิดาของเขาจะร่วมมือฉ้อฉลเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
“ฮ่าๆ ไม่ต้องระแวงถึงเพียงนั้นนี่คือการตัดสินใจของเหล่าผู้าุโ วันนี้พวกคนทรยศถูกปะาจนหมดสิ้นเมื่อเนื้อร้ายถูกกำจัดออกตระกูลของเราจึงมุ่งหมายที่จะฝึกฝนชนรุ่นหลังให้แข็งแกร่งกว่าเดิมจากนี้ไปเ้าสามารถเข้าออกหอวรยุทธ์ของตระกูลได้ตาม้า" เย่หลิงเทียนอธิบายว่าในการต่อสู้เมื่อวานความกล้าหาญของเย่หยางได้สร้างความประทับใจให้แก่เ้าเมืองจนต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้วพวกเขาจะไม่ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อฝึกฝนผู้มีพร์เช่นนี้ได้อย่างไร
ดวงตาของเย่หยางเปล่งประกายเมื่อได้ยินว่าเขาสามารถเข้าออกหอวรยุทธ์ได้ตาม้าสิ่งที่เย่หยางปรารถนามากที่สุดในตอนนี้คือเคล็ดวิชาการต่อสู้
หมัดทลายศิลาเป็แค่วิชายุทธ์ระดับหวงขั้นต่ำยังทรงพลังขนาดนี้แล้วถ้าเกิดเป็ขั้นกลางหรือขั้นสูงจะเป็เช่นไร เย่หยางไม่อาจอดรนทนรอได้อีกต่อไป
เมื่อเย่หลิงเทียนเห็นดวงตาของเย่หยางกลอกไปมาเขาก็กล่าวด้วยโทสะ"ข้าสัญญากับเ้าแล้วไง เ้าไม่ต้องกังวลเื่นี้เลยไปศึกษาดูได้ตลอดเวลาไม่ต้องห่วง"
“ฮ่าๆ ข้าผิดไปแล้ว ท่านพ่อข้า ใจร้อนไปหน่อย” เย่หยางเกาหัวอย่างเขินอาย
เขามองดูลูกชายตัวน้อยที่ประพฤติตัวดีไร้ซึ่งทีท่าว่าเป็าาเทพสังหารผู้ฆ่าคนตาไม่กะพริบเฉกเช่นเมื่อวานนี้
“ลูกเอ๋ยข้าไม่คิดว่าการทดสอบในวันนั้นเ้าจะออมมือไว้อยู่ ทำเช่นนี้ถูกต้องแล้วผู้ฝึกยุทธ์ต้องมีไพ่ตายถึงจะอายุยืนยาว การมีชีวิตอยู่เป็สิ่งสำคัญที่สุดอย่าทำให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบากแค่เพราะความเที่ยงตรง” เย่หลิงเทียนพูดอย่างจริงจังเมื่อวานนี้ที่เย่หยางต่อสู้กับชายชุดเทา เขาเห็นทุกอย่างชัดเจน
“ขอรับ…ผู้เยาว์ควรเชื่อฟังคำสั่งสอนจากผู้าุโข้าจะไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายอีก” เย่หยางตอบรับแต่ความจริงเขามีแผนอยู่ในใจ เมื่อวานนี้สถานการณ์วิกฤตเป็อย่างยิ่งเย่หยางไม่ได้ตั้งใจเก็บซ่อนไพ่ตายหรือแสดงออกอย่างเที่ยงตรง
ในตอนนั้นเขามีพลังแค่เฮือกสุดท้าย หากใช้มันหลบหนีแล้วถูกโจมตีในครั้งต่อไปความตายก็จะมาเยือนถึงที่
จริงๆ เขาเองก็ไม่ชอบวิธียอมตายไปพร้อมกับศัตรูอาจเป็เพราะเขากำลังฝึกฝน 'เคล็ดสังหารเทพ' จึงไม่สามารถหลบหนีได้
เมื่อเห็นเย่หยางรับฟังการสั่งสอนเย่หลิงเทียนก็ไม่กล่าวอันใดอีก เขายืนขึ้นแล้วพูดว่า "เอาล่ะ…เ้าไปเปลี่ยนชุดแล้วไปเยี่ยมเยียนท่านเ้าเมืองกับข้า"