ย่างเข้าเดือนหก สายลมร้อนพัดผ่าน คฤหาสน์สกุลหลันวันนี้ยังคงคึกคักเช่นวันวานทว่าในค่ำคืนนี้ยังมีบางคนมิอาจหลับใหล
อวิ๋นซือละความสนใจจากบัญชีที่อยู่บนโต๊ะนางขยับเท้าคางพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ในเดือนหกจะมีฝนพรำลงมาให้พอชื่นใจทว่าก็ยังคงรู้สึกอบอ้าวยิ่งนัก
“ฮูหยินใหญ่เ้าคะเมื่อครู่บ่าวได้ยินคนข้างล่างพูดกันว่านายท่านสั่งให้อาเต๋อตัดเงินเดือนและเครื่องประดับของฮูหยินห้าเป็เวลาสามเดือนเ้าค่ะ”
เสี่ยวอิง สาวใช้คนสนิทเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงสดใสแววตาฉายประกายยินดีในทุกข์ของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หลิงซีผู้นั้นเป็หลานสาวของฮูหยินสามหลิงจีแห่งจวนเสนาบดีกรมคลังมักชอบหาเื่เดือดร้อนให้เ้านายของนางเสมอคราวนี้ทำให้นายท่านโกรธถึงขนาดสั่งลงโทษ ย่อมต้องไม่ใช่เื่เล็กแน่
อวิ๋นซือพลันอมยิ้มหลิงซีผู้นั้นเป็คนนำข่าวเื่สาวใช้เสี่ยวเซียงมาฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าทำให้เื่ราววุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย แม้หลันชิงจะไม่พูดถึง แต่ด้วยนิสัยของเขาแล้วเกรงว่าจะเก็บความไม่พอใจเอาไว้เป็แน่ เพราะ่เวลาที่ผ่านมาอีกฝ่ายจงใจเมินเฉยใส่หลิงซีไม่น้อยถูกหมางเมินเช่นนั้น มีหรือฮูหยินห้าหลิงซีผู้เย่อหยิ่งจะรับได้สุดท้ายนางจึงก่อเื่ตบตีกับอนุเจียว สบโอกาสให้หลันชิงสั่งลงโทษ
อวิ๋นซือยิ่งคิดก็ยิ่งมีรอยยิ้มหวานล้ำ ครั้งก่อนในงานเลี้ยงวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าหลิงซีจงใจคิดหาเื่ ทำไมตนจะไม่รู้ ดังนั้นข่าวที่ให้เสี่ยวอิงกับเสี่ยวหยวนไปกระจายและการเลือกอีกฝ่ายจึงเป็แผนของนางที่จงใจใช้หลิงซีเป็คนแสดงงิ้วฉากนี้
อวิ๋นซือหาใช่พระโพธิสัตว์แม้จะไม่เคยระรานใครก่อน แต่ก็ไม่ได้มีจิตเมตตาแก่ผู้คิดร้ายต่อตัวเองเป็แน่เมื่ออีกฝ่ายคิดไม่ซื่อ นางย่อมตอบแทนกลับเป็เท่าตัวเพียงแต่ว่าช่างน่าเสียดายนัก
วัยสาวเพิ่งมาเยือนหน้าประตู แต่คนรู้ใจกลับคิดเหินห่างร้างราเสียแล้ว
“คืนนี้นายท่านอยู่ที่เรือนใด” เสียงใสเอ่ยถามอย่างราบเรียบ นางหาได้แยแสว่าสามีคิดค้างที่เรือนอนุคนใดทว่าถูกบังคับให้สนใจต่างหาก
“เรือนอนุเจียวเ้าค่ะ”
เสี่ยวอิงรายงานเสียงเบาเห็นเ้านายถามถึงผู้เป็สามี พวกนางให้กังวลว่าอีกฝ่ายจะน้อยอกน้อยใจเพราะนับแต่นายท่านหลันพาฮูหยินกลับบ้านเดิมครั้งที่แล้ว ก็ไม่ได้เหยียบย่างมาค้างที่เรือนเสวี่ยอีกเลย
สาวใช้กลัวว่าอวิ๋นซือจะคิดมาก แต่เ้าตัวกลับไม่รู้เื่นี้เลยใน่เวลาที่ผ่านมานั้น นางใช้ชีวิตอย่างสบายอกสบายใจไม่ได้นึกถึงใครอีกคนแม้แต่น้อย ครั้นวันนี้ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเรียกไปเอ่ยถึง ท่าทางซึมเซาจึงปรากฏให้เห็นโดยสาวใช้นั้นคิดว่าฮูหยินของตนน้อยใจผู้เป็สามีทว่ามีเพียงอวิ๋นซือเท่านั้นที่รู้ว่าไม่ใช่
เพราะสามีผู้แสนดีค้างคืนกับอนุเพียงคนเดียวนานเกินไปเหล่าฮูหยินอื่นจึงได้เข้าไปร้องไห้ฟูมฟายกับฮูหยินผู้เฒ่าเื่นี้และแน่นอนว่าเมื่อแม่สามีรู้ คนที่อีกฝ่ายจะใช้งานย่อมเป็นาง หญิงสาวจึงนึกเสียดายเวลาที่แสนสงบใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเสียเหลือเกิน
เป็ฮูหยินใหญ่นั้นใครว่าสบาย นางขอเถียงขาดใจ!
“พวกเ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ”เมื่อผู้เป็นายเอ่ยปากไล่ สองสาวใช้ก็ล่าถอยออกไป ยามบานประตูปิดลง แววตาคู่งามก็พลันฉายแววเคร่งขรึมขึ้นทันที
เสียงบรรเลงเพลงพิณแว่วหวานคลอเคล้าด้วยเสียงหัวร่อต่อกระซิกของชายหญิงแน่นอนว่าอวิ๋นซือย่อมรู้จักเ้าของเสียงนี้เป็อย่างดี จะเป็ใครไปได้นอกจากสามีแสนดีของนางกับอนุเจียวผู้อ่อนหวาน...อ่อนหวานชนิดที่เคลือบยาพิษเสียด้วยสิ
ยามเช้าอากาศสดใส ร่างบางขยับกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้านางเป็คนนอนหลับยาก ทำให้การตื่นแต่เช้าลำบากเป็พิเศษ แต่นางก็จำใจฝืนยกศีรษะขึ้นจากหมอนที่หนุนแล้วให้สาวใช้ข้างกายปรนนิบัติ
ในเื่นี้อวิ๋นซือนึกอิจฉาบรรดาอนุเป็พิเศษที่พวกนางเ่าั้สามารถนอนต่อได้ เพราะฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบหน้าเมียรองและเมียน้อยของบุตรชายต่างจากตนที่แม้จะง่วงแสนง่วงเพียงใด ก็ต้องฝืนใจลุกขึ้นแต่งกายไปคารวะแม่สามี ยามที่อวิ๋นซือไปถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่า อีกฝ่ายก็ตื่นนอนแล้วหญิงสาวปรนนิบัติแม่สามีให้กินอาหารเช้าจนเสร็จสิ้น ก่อนจะกลับ อีกฝ่ายยังคงย้ำเตือนนางอีกครั้งในเื่ของอนุเจียวผู้นั้น
อวิ๋นซือรับคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแววตาสงบนิ่งไม่เผยร่องรอยอารมณ์ ทว่าในใจกลับคิดค้านอย่างเหนื่อยหน่าย ‘แม่สามีเ้าขา ลูกชายท่านหาใช่เด็กอมมือไม่เขาพึงพอใจอนุคนหนึ่งแล้วจะทำไม ตัวข้าไร้ทายาทก็ถือเป็ข้อบกพร่องแล้วนี่ท่านยังคิดจะให้ข้าแสดงบทสตรีใจคอคับแคบอีกหรือ’
นางรับคำแล้วจึงจากมา สมองครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหานางไม่มีทายาทถือเป็ข้อบกพร่องแรก หากทำตามฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากย่อมผิดเพิ่มอีกสองนั่นคืออิจฉาริษยาและพูดมาก ซึ่งสองข้อนี้ถือว่าร้ายแรงนักแม้หลันชิงจะแสดงออกว่าให้เกียรตินางในฐานะฮูหยินใหญ่แต่ใครจะรับประกันได้เล่าว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช้เื่นี้ขับนางออกจากคฤหาสน์ในภายหลัง
หากนางหย่าร้างก็ต้องเป็ฝ่ายจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีหาใช่ถูกขับออกไปให้ผู้คนสมเพชไม่ ดังนั้นย่อมไม่อาจใช้วิธีตรงๆ เช่นที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากออกมาเป็แน่
หลังกลับมาได้ไม่นาน อวิ๋นซือและคนในเรือนเสวี่ยก็ได้ต้อนรับผู้มาเยือนที่กรีดกรายมาพร้อมขบวนสาวใช้อีกสองคนของนาง
อนุเจียวเดินเยื้องย่างเข้ามาภายในเรือน ย่อกายทำความเคารพอวิ๋นซือก่อนจะทรุดกายลงนั่งโดยไม่รอให้เชิญพร้อมเอ่ยประโยคแสดงความห่วงใย “ได้ยินว่าฮูหยินใหญ่เพิ่งหายไข้ ผู้น้อยเป็อนุจึงต้มน้ำแกงมาให้เ้าค่ะมิทราบว่าอาการเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ”
“ย่อมดีขึ้นแล้ว” อวิ๋นซือยกยิ้มก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฮูหยินใหญ่ล้มป่วยหลายวันอนุมีใจคิดมาเยี่ยมเยียนแต่ไร้โอกาส ท่านคงไม่ถือโทษนะเ้าคะ” นางเอ่ยเสริมอีกประโยค ใบหน้าเล็กที่ก้มต่ำเป็ริ้วแดงพลางเอียงคอน้อยๆ เผยให้เห็นถึงรอยช้ำสีกุหลาบหลายจุด
“ไม่หรอก”
ครั้นเห็นอีกฝ่ายเสแสร้งด้วยฝีมือขั้นต่ำอวิ๋นซือก็ทำเพียงส่งยิ้มงดงามปลอบ รอยยิ้มที่ออกมานั้นคล้ายเต็มไปด้วยความจริงใจเต็มร้อยอย่างนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าสมจริงเสแสร้งให้ดูออกเยี่ยงนั้นยังกล้านำใช้กับนางอีกหรือ
แค่เห็นร่องรอยบนร่างกายของอนุคนงามอวิ๋นซือก็พอเดาออกว่า ค่ำคืนที่ผ่านมาสามีนางกับอีกฝ่ายผาดโผนโจนทะยานกันเพียงใดแต่ที่นางไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดคนตรงหน้าจำต้องมาอวดด้วยเห็นแบบนี้นางก็ไม่ได้มีรสนิยมชมชอบในความเ็ปนะ จะให้อิจฉาอย่างไรไหว
เห็นท่าทีสงสัยยามอีกฝ่ายมองรอยที่แขนตัวเองเจียวมิ่งฉีให้รู้สึกกระหยิ่มยินดี นางคิดสรุปเอาเองว่าฮูหยินใหญ่ผู้นี้บังเกิดความริษยาตนเป็แน่แล้วหญิงสาวก็ยิ่งกุลีกุจอปรนนิบัติอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น
อวิ๋นซือสังเกตกิริยาอ่อนหวานที่แม้จะเสแสร้งคอยปรนนิบัติตนกินอาหารแล้วให้รู้สึกเจริญหูเจริญตา มิน่าเล่าผู้ชายถึงชอบเวลามีโฉมสะคราญมาออดอ้อนดูนางสิ ขนาดเป็หญิงแท้ๆ ยังกินข้าวเพิ่มตั้งหนึ่งถ้วยยามมีคนงามมาคอยปรนนิบัติ
เจียวมิ่งฉีมองคนตรงหน้ารับข้าวเช้าถึงสองถ้วยอีกทั้งยังซดน้ำแกงที่นางทำมาจนหมด ก่อนจะตบรางวัลให้เป็กำไลข้อมือหยกอย่างใจป้ำด้วยสีหน้าอีหลักอีเหลื่อเกินจะทานทน.อนุเจียวผู้มีรอยยิ้มและท่าทางอ่อนหวานพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปแม้แต่เพลงที่นางเสนอจะร้องให้อีกฝ่ายฟังก็พลอยหดหายได้แต่หิ้วโถน้ำแกงเปล่ากลับเรือนตนอย่างงุนงง
เหตุใดเล่าทั้งที่นางมาเยือนเรือนเสวี่ยก็เพื่อเยาะเย้ยฮูหยินใหญ่ที่นายท่านค้างคืนกับนางติดๆ กันจนละเลยอีกฝ่ายแท้ๆแล้วไฉนนางจึงรู้สึกราวกับว่าตนเป็หญิงงามเมืองที่เพิ่งกลับจากปรนนิบัติแขกเยี่ยงนี้กัน