“เวลาจับขลุ่ยต้องจับให้เลาอยู่ในองศาพอดีกับตัวนะกระหม่อม” ชายหนุ่มพูดขึ้น ขณะที่เข้าประชิดองค์ คอยแนะนำวิธีเป่าขลุ่ยเพียงออแด่ท่านชายเดียว “ประเดี๋ยวกระหม่อมจะเป่าให้ฟังก่อนสักเพลง”
ว่าแล้ว ก็ประคองขลุ่ยไม้แตะไว้ริมฝีปาก ใช้นิ้วมือซ้ายขวาเปิดปิดรูเพื่อควบคุมเสียงไพเราะด้วยลมที่ผ่านเข้าไปอย่างเหมาะสม ไม่เบาหรือหนักเกิน เหมาะเจาะกับโน๊ตในแต่ละตัวไปอย่างชำนิชำนาญ เป็เสียงสั้นเสียงยาวเอื้อนไป กล่อมผู้ฟังไม่ต่างไปจากฝีมือการบรรเลงซอ ขิม จะเข้ หรือระนาดของเขาเลยสักนิด
ในครั้งแรกนั้น เมื่อท่านชายเสด็จมาถึงที่เรือน ประสงค์ว่าจะศึกษาทักษะตีขิมต่อ หากแต่เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ถูกขนไปเตรียมไว้ที่วัดทั้งหมดั้แ่เมื่อเช้านี้แล้ว สำหรับงานแสดงมหรสพของคืนนี้ เหลือก็เพียงขลุ่ยเพียงออ สุดท้าย ขุนนางหนุ่มจึงวานให้ทรงลองเป่าดู
“ไพเราะหรือไม่กระหม่อม” พอถอนเลาขลุ่ยออก ก็ยิ้มแย้มทูลถาม
“เธอยังจะถามอีกหรือ พ่อสุนทรโวหาร ถ้าอย่างเธอเล่นนี่ไม่เพราะ อย่างฉันคงจะมหาบรมไม่เพราะเลยซีนะ แหม” ทรงกล่าวเย้าหยอกเขาด้วยพระอารมณ์ขัน อีกฝ่ายก็พลอยขำไปด้วย เขาดูมีเสน่ห์มากเมื่อยามฉีกยิ้มจนเปลือกตาคล้ายสระอิ เหตุนี้เอง เสน่ห์ของเขาถึงได้โปรยไปถึงสาว ๆ ทั่วคุ้งน้ำในพระนคร
และรวมหนุ่มอย่างท่านชายเดียวอีกด้วย
“ฝ่าาทรงลองเป่าดูอีกสักครั้งกระหม่อม” ว่าแล้วเขาก็ยื่นขลุ่ยเพียงออเลาเดิมนั้นถวาย
ท่านชายเดียวทรงรับมา แตะริมโอษฐ์ลงบนขลุ่ยอย่างใช้ความคิดทบทวนในสิ่งที่ชายหนุ่มสอน ทรงเป่าออกมาอย่างระมัดระวังในท่วงที แม้เสียงดนตรีจะฟังแล้วติดขัด ไม่ราบรื่นหูเท่าที่ควร ถึงกระนั้น ก็ยังผลให้ครูผู้สอนระบายรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาไม่ลางเลือน
เขาพินิจมองวงพักตร์ไม่วางตา ทำยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีอะไรก็ไม่พูด ส่งผลให้ผู้ถูกมองทรงรู้สึกกลัดกลุ้ม วางองค์ไม่สนิท จึงตรัสถามอย่างเก้อเขิน “เธอเพ่งหน้าฉันแล้วยิ้ม มีอะไรไม่ทราบ”
“หามิได้กระหม่อม”
“อย่าทำโฉเก บอกมาประเดี๋ยวนี้เชียว”
“ก็ฝ่าาทรงน่ามองไปเสียทุกอย่าง จะให้กระหม่อมไม่แลตาได้อย่างไร” ข้อนี้ชายหนุ่มทูลความตามจริง แต่ข้อหลัง เขากลับมุบมิบเอาไว้คนเดียวภายในจิต ‘ทรงขลุ่ยเลาเดียวกันกับกระหม่อม มีหรือจะต่างจากจูบ'
ผู้ทรงศักดิ์สดับแล้วดำริตาม เขาคงพูดอย่างนี้กับทั่วทุกคน ทรงพยายามข่มหทัยไม่ให้คล้อยไปด้วย พอทรงวินิจฉัยดูให้ถี่ถ้วนแล้ว บัดนั้น ถึงทรงประจักษ์แจ้ง ว่าชายผู้นี้คงคิดเหิมใจที่หลอกให้ทรงขลุ่ยประทับรอยฝีปากของเขาได้
ครูดนตรีผู้นี้ไม่ใช่เพียงหว่านล้อมเสน่ห์ แต่เปี่ยมด้วยเล่ห์
เสมือนองค์ระเด่นมนตรี เห็นจะไม่ผิดไปนัก
“หยุดเลย เธอหลอกจูบฉันอีกแล้ว ประเดี๋ยวเถอะ!”
“ขอประทานอภัยกระหม่อม แต่จะให้ทำอย่างไร ขลุ่ยมีเลาเดียว คงไม่พ้นต้องเป่าอันเดียวกันเป็แน่ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวันนั้น กระหม่อมก็เคย… เอ่อ”
“ไม่ต้องพูด ฉันลืมไปสิ้นแล้ว มันเป็แค่อุบัติเหตุ” ทรงรู้ทันว่าเขาจะพูดถึงเหตุการณ์เมื่อวันนั้นที่เผลอใจจวนจะจูบ แต่ก็ทรงนึกเคลือบแคลง เรียวโอษฐ์รับสั่งว่าทรงลืมแล้ว แต่ไฉนเลย พระทัยกลับจำแม่นเป็ฉากเป็ตอนได้เช่นนี้
“แต่สำหรับกระหม่อม มันเป็เื่จริงเสมอนะกระหม่อม ยังคงชัดเจน ไม่เคยลืมเลือน”
“จะ จริงหรือ” ตรัสอย่างติดขัด ต่อมาทรงแกล้งทำเฉไฉ เปลี่ยนสถานการณ์เมื่อทอดเนตรเห็นนายเกริกนำสำรับมาถวายอย่างเหมาะเจาะ จึงถือเอาโอกาสนี้ “ช่างเธอประไร เครื่องหวานมาแล้ว ฉันไปกินดีกว่า”
“รอกระหม่อมด้วยฝ่าา” ชายหนุ่มร้องเรียก พร้อมกับออกตัวตามหม่อมเ้าชายไปยังโต๊ะเสวยที่นายเกริกจัดเตรียมไว้ให้ ระหว่างนั้น เขาก็ยังฉายแววสุขใจ เมื่อได้ทำให้ท่านชายเดียวขวยเขินไม่เป็ท่าเช่นนี้
ในวันนี้ อำแดงวาดเข้าครัวทำขนมหวานตามปรกติอยู่สองอย่าง ได้แก่เรไร ทองเอก และขนมตาล หล่อนไม่ทราบล่วงหน้าว่าเ้านายจะเสด็จมา ไม่อย่างนั้นคงเตรียมไว้หลายอย่างกว่านี้ เพราะมีหลายครั้ง ที่บุตรชายของหล่อนพร่ำพูดกรอกหูอยู่ประจำ ว่าท่านชายโปรดเสวยเครื่องหวานชนิดใดบ้าง เขามักจะว่าวอนให้หล่อนเข้าครัวทำหรือไม่ก็สอน เพื่อที่จะได้นำไปถวาย อำแดงวาดเองก็นึกตงิดใจ แต่ไม่ได้เก็บไปคิดว่าทำไมลูกชายของหล่อนถึงได้ดูเอาอกเอาใจหม่อมเ้าชายองค์นี้นัก
ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะจะรู้จัก ต่างจากท่านชายปิ๋ว ถึงแม้จะรู้จักมักจี่มานาน แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าจะพะเน้าพะนอถึงเพียงนี้
“ท่านชายเพคะ โปรดรับมะขามหวานกลับไปด้วยเถิดเพคะ” อำแดงวาดเดินมาส่งท่านชายเดียวและบุตรของหล่อนที่ท่าน้ำท้ายเรือน พร้อมกันนั้น เธอก็ส่งชะลอมผลไม้ถวาย
ทรงรับมา แล้วรับสั่งกับหญิงวัยกลางคนด้วยไมตรีจิต “ขอบน้ำใจคุณมากสำหรับของอร่อย ๆ ที่ทำให้ฉัน ไว้วันหลังฉันจะแบ่งที่วังมาเผื่อด้วย”
“อู๊ย! ไม่ต้องลำบากหรอกเพคะ หม่อมฉันยินดี เพียงเสด็จมาเสวยที่เรือนนี้ หม่อมฉันได้คำชม ก็ปลื้มใจพอแล้วล่ะเพคะ” หล่อนตอบอย่างอัชฌาสัย คงความถ่อมตัวและขี้เกรงใจไว้ดังเช่นบุตรชาย
หนุ่มขัตติยาแย้มโอษฐ์ให้ ไม่ได้ตรัสอะไรต่อ ทรงรู้สึกเอิบอิ่มเป็ที่ยิ่ง ด้วยน้ำใจและความเป็มิตรไมตรีของคนบนเรือนนี้ทั้งนายและบ่าว ยิ้มแย้มสดใส พูดจาปราศรัยน่าฟัง ควรสมาคมด้วย แล้วดำริกับองค์เอง ว่า่หยุดยาวนี้ เห็นทีคงจะได้มาเรียนที่นี่บ่อยกว่าเดิม
อีกเหตุผลหนึ่งที่ประสงค์มา ก็ทรงรู้แก่หทัยดี คือใครบางคน ณ ตรงนี้ และสิ่งสำคัญ เรือนหลังนี้นี่คงเป็ที่พลับพลาให้ทรงกบดานได้พอหลีกเลี่ยงจากพระบัญชาของเสด็จในกรมฯบ้าง
เรือสำปั้นลอยลำไปตามกระแสน้ำในสายธารอย่างเฉื่อยช้า ผ่านหลายลำสัญจรไปมา โชคดีที่บ่ายวันนี้ไร้แสงแดดร้อนระอุ ท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยกลุ่มเมฆ เริ่มจะมืดครึ้ม สายฝนกำลังตั้งเค้า สายลมปลิวพัดสะบัดสไวใบไม้แห้งให้ร่วงหล่น ดูท่า น่าจะเกิดพายุฤดูร้อนต้อนรับมหาสงกรานต์
พันวาสิทธิ์นั่งลงควงฝีพายอยู่ฝั่งท้ายเรือ ตรงข้ามกับท่านชายเดียว หันหน้าเข้าหาพักตร์ท่าน บ้างก็เพ่งเข้าไปในดวงเนตร บ้างก็มองทาง ไม่ได้จดจ่อ ไป ๆ มา ๆ จวนเรือจะวนอยู่ที่เดิม จนโดนบริภาษให้
“พ่อคุณเอ๋ย หากจะมองหน้าฉันอยู่ทุกเวลาขนาดนี้ มาตัดเอาหัวฉันไปนอนกอดไว้เลยไม่ดีกว่าหรือ”
“ขอประทานอภัยกระหม่อม เอ่อ… ก็อย่างที่เคยทูลไป ว่าสิ่งใดน่ามอง กระหม่อมก็จะขอมองไม่วางตา จวบชีวิตจะหาไม่กระหม่อม”
“เธอนี่… ปากเป็เอก พูดอะไรออกมาแต่ละคำ มดแทบจะรุมตอมอยู่แล้วนี่ รู้บ้างหรือไม่”
ถ้าให้เดา ประพฤติตัวมาขนาดนี้แล้ว เป็ไปไม่ได้ที่ชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าคำพูดของตนนั้นตะล่อมให้อีกฝ่ายทรงหลงเสน่ห์สักแค่ไหน และเมื่อเป็เช่นนั้นจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะต้องหยุดกระทำ เพราะยิ่งหลงใหลฉันใด ก็ยิ่งได้ใจฉันนั้น
“เป็มนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ” ผู้พายเรือร่ายสุภาษิตของท่านจอมกวีออกมาท่ามกลางเสียงน้ำไหลอย่างไพเราะ จากนั้น เขาถึงทูลความในใจไปว่า “หากอยากให้คนรักคนเมตตาแล้ว คงไม่แคล้วต้องมีดีที่ฝีปากนะกระหม่อม จึงจะน่าคบหา หากปากคอเราะราย ไหนเลยจะมีใครเขาอยากเฉียดตัวเข้าใกล้ แม้จะรูปงาม ก็ไม่ช่วยอะไร ว่าหรือไม่กระหม่อม”
“อืม… ว่าอย่างนั้นก็ว่าซี”
ที่ชายหนุ่มพูดมาก็มีส่วนถูก เขาคงจะจัดเจนเื่การใช้ปากจริง เพราะทุกครั้งที่พูดออกมา มันมักใช้ได้ผลเสมอต้นเสมอปลาย
“แล้วฝ่าาเล่ากระหม่อม จะทรงรักหรือเมตตากระหม่อมคนนี้บ้างหรือไม่”
….
บรรยากาศบริเวณนั้นเงียบไปชั่วหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็ปรกติ
“ไม่รู้ ฉันไม่ตอบแล้ว ไม่คุยกับเธอด้วย พายเรือไปโน่น ประเดี๋ยวฝนจะตกเอาเสียก่อน” พระอาการเหนียมอายฉายชัดเจน ทรงหันองค์หนีไปอีกทางให้พ้นจากใบหน้าหล่อเปี่ยมเล่ห์เหลือร้ายของเขา อย่างไรก็ตาม กลับแย้มสรวลไม่ยอมหยุด พึมพำรำพึงรำพันว่า
‘ปัดโธ่เอ๊ย! ผู้ชายอะไร โน้มน้าวเราได้อย่างนี้ เราไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกันเสียหน่อย เพียงแค่รู้สึกยินดีฉันพี่ฉันน้องพร้องเพื่อนกระมัง คงอย่างนั้น'
ั้แ่ทรงรู้จักเขามา ทรงปฏิเสธหทัยองค์เองไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ล่องผ่านย่านนั้นสู่ย่านนี้ไปเรื่อย ผู้ประครองเรือชวนคุยเื่สัพเพเหระกับท่านชายเดียวตลอดทาง สักพักก็ถึงคลองรอบกรุง เยื้องวัดราชนัดดาวรมหาวิหาร เบื้องหน้าเป็ท่าเรือริมฝั่งเรือนปั้นหยาภายในเขตวังวิจิตราลัย มีเรือลอยเท้งเต้งอยู่อยู่สองลำ อาณาบริเวณนั้นก่อเกิดบัวหลวงหลากหลายสีอยู่ล้อมรอบ ฝูงผึ้งภุมรินทร์บินว่อนชมดอกเกสรกันเป็กลุ่ม ในขณะที่เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายเป็ละอองฝอย
หม่อมเ้าชายทอดเนตรเห็นแต่ไกล มีหทัยประสงค์ได้ แม้ในบางวัน นายโมกและนายพุดจะลงน้ำเก็บไปถวายเป็ประจำ ทว่าวันนี้แต่ละดอกดูสวยสะดุดเนตรกว่าที่เคย
“ด้าว หยุดเรือให้ฉันเก็บดอกบัวก่อนถึงท่าตรงนั้นด้วยซี”
“กระหม่อม” เขาพายเรือไปให้ใกล้ขึ้น แล้วยั้งไม้พายไว้ตามรับสั่ง
ผู้ทรงศักดิ์เอื้อมหัตถ์ไปเก็บ คราแรกได้ฝักบัว คราที่สองหมายเอาบัวดอกที่ชูช่อสะพรั่ง หากแต่อยู่ไกลพอควร ยืดจนสุดกร แทบจะหลุดขอบเรืออยู่รำมะร่อ
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ขออาสาแทน “ฝ่าา ประเดี๋ยวกระหม่อมเก็บให้เอง อันตรายเสียเปล่า” ว่าแล้วจะส่งไม้พายไปเขี่ยดอกบัวสีม่วงให้ใกล้ขึ้น แต่แล้ว ท่านชายกลับทรงปฏิเสธ
“อีกนิดก็ถึงแล้ว ไม่รบกวนเธอหรอก ฮะ ฮ๊า!”
ตู้ม!
ตรัสไม่ทันไร ผลลัพธ์ก็จบลงที่หัวเรือเสียการทรงตัว ลอยโคลงเคลงตามระลอกคลื่นที่เกิดจากการกระจายตัวของน้ำเป็วงกว้าง เพียงชั่วพริบตา พันวาจาสิทธิ์ก็ไม่มองเห็นวรกายของท่านชายเสียแล้ว คงไว้เพียงฟองอากาศที่ลอยปุดขึ้นเหนือน้ำ
เร็วเท่าความคิด เขาไม่รีรอร่ำร้อง รีบกระโจนลงสายธาร ดำผุดดำว่ายตามหาอยู่หลายคำรบ ผลปรากฏดังเดิมว่าไม่พบ หัวใจของเ้าตัวสั่นระทึก หวาดผวา หากท่านชายทรงเป็อะไรไป เขาจะไม่มีวันให้อภัยตนเอง
“ฝ่าา! ฝ่าา!”
ะโเรียกจนสุดกล่องเสียง ทว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทรงตกน้ำอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง ไม่ทันไร จะหายไปโดยไร้ร่องลอยได้อย่างไร พลันน้ำตาของชายหนุ่มก็พรูพรั่งมาพร้อมสายพิรุณ ฟ้าคำรามดังกังวานทุกหย่อมหญ้า กอปรกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ยิ่งก่อให้เขาสะท้านไหวไปทั้งตัว
“ฝ่าา ท่านชายของกระหม่อม!”
จนแล้วจนรอด ก็ไม่พบสัญญาณตอบรับ หากแต่มีแรงสะกิดที่แผ่นหลังของชายหนุ่ม เ้าตัวหันขวับไปมอง ถึงกลับโล่งใจในบัดดล
“ฝ่าา กระหม่อมใจหายใจคว่ำไปเสียหมด ทรงเล่นพิลึกอะไรอย่างนี้กระหม่อม” จบคำ พันวาจาสิทธิ์ก็เตรียมหยัดกายขึ้นบนเรือ แต่ผิดคาด เมื่อผู้ทรงวัยกว่าตรัสว่า
“ฉันไปล่ะ พ่อสุนทรโวหาร เชิญเล่นน้ำตามสบาย” จากนั้นทรงพายเรือเข้าท่าไม่รั้งรอ ทิ้งท้ายให้ชายหนุ่มด้วยรอยโอษฐ์หวานละมุน
“นี่ทรงแกล้งกันหรือกระหม่อม กระหม่อมไม่ยอมหรอก” พอรู้แผนการ พ่อนักดนตรีก็เข้าจู่โจม ด้วยการโคลงเรือเพื่อฉุดหม่อมเ้าชายให้ลงน้ำไปด้วยกัน
“นี่! ด้าว อย่านะ ฉันจะโกรธให้เธอจริงด้วย”
ไม่ฟังคำห้าม ด้วยความที่แรงมีมากกว่า เขาจึงเป็ผู้ชนะ ความเปียกปอนทำให้มองลอดเห็นส่วนกล้ามเนื้อใต้เสื้อสีขาวได้ชัดเจน ช่วยดึงดูดความกระสัน ทั้งสองร่างประชิดกันใกล้กลางลำคลอง ระหว่างหมู่มวลพฤกษานานาแมลงที่ไต่ตอม เป็่เวลาเดียวกันที่เกิดเสียงเรียกพระนามลำลองจากทางฝั่งท่าเรือ
“ชายเดียว! อยู่ไหน”
ไม่มีใครทันได้เห็น วรกายขาวนวลใต้ร่มผ้าบางก็จมดิ่งลงใต้น้ำพร้อมกับร่างหนัดแน่นของอีกคน ไร้การตั้งตัวภายใต้ผืนน้ำที่มีแสงฟ้าแลบส่องลงถึงให้มองเห็นเป็ระยะ ริมโอษฐ์บางนั้นถูกด้วยความปรารถนาจากกลีบปากของอีกฝ่าย สองกรกอบกุมอีกร่างไว้แน่น ในขณะที่ใช้ชิวหาหยอกล้อไปมากับลิ้นอุ่น
ท่านชายเดียวทรงมั่นหทัยมาตลอดว่าทรงปรีชาในการดำใต้น้ำได้นานหลายนาที แต่มาบัดนี้ ชักไขว้เขว ชายผู้นี้ทำให้รสสวาทท่ามกลางพายุฝนไม่เป็เื่น่าครั่นคร้าม ความอบอุ่นของเขาแผ่ซ่านส่งถึงแม้อยู่ในสายน้ำและพระพายแสนเย็นะเื
เป็ดั่งช่อปทุมมาลย์ที่เบ่งบานรับสายฝนฉ่ำเย็นในดิถีใหม่
ประหนึ่งความรักที่ก่อตัวขึ้นดั่งเมฆฝน ถึงเวลาก็โปรยปรายสู่ผืนดินที่แตกระแหงในคิมหันตฤดูให้คืนชีวิตชีวา เสียงฟ้าร้องแสงฟ้าแลบหาใช่ลางร้าย มันสื่อถึงความรักที่ใหญ่ยิ่งและแสงแห่งความยินดีต่างหาก
ท้องฟ้าในทุกครั้งหลังฝนตกมักจะสวยงาม ปรอดโปร่งและสดใสน่าภิรมย์เสมอ แต่งแต้มด้วยสายรุ้งเจือจางที่แผ่นฟ้า อันฉาบทับด้วยแสงทองผ่องระเรื่อ