ลมยามสายพัดแผ่วผ่านแนวภูผาหลังหอศิษย์ใหม่ พัดเอาใบไม้ทองแดงโปรยปรายเหนือสนามฝึกที่ทอดยาวราวลานประลอง แสงจากกลไกแสงแดดของสำนักหมื่นกลจักรถูกควบคุมให้ตกกระทบพื้นในองศาที่เหมาะสมทุกขณะ ราวกับแม้กระทั่งแสงสว่างก็อยู่ภายใต้กฎของกลจักรที่แน่นอน
หลิงเซียวก้าวเดินอยู่ตามลำพังเบื้องหน้าลานหินกลวง พื้นที่ว่างที่ไม่มีผู้ใดอยู่นั้นคือสนามที่เยว่อี้เรียกว่า “ประตูแห่งทัศนะ”
เมื่อเขาเดินมาถึงศูนย์กลาง เสียงกลไกเบา ๆ ก็ดังขึ้นก่อนพื้นดินใต้เท้าจะยุบลง กลายเป็นแท่นวงเวทขนาดใหญ่สลักด้วยฟันเฟืองแผ่ออกเป็นวงกลมสิบชั้น ในแต่ละชั้นมีอักษรโบราณเร้นลับผสานกับเส้นพลังปราณที่ส่องประกายจาง ๆ
เยว่อี้ยืนอยู่ที่ขอบลาน พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“บทเรียนนี้ไม่อาจสอนด้วยคำพูด หรือแม้แต่ตำรา เจ้าต้อง ‘มองเห็น’ ด้วยตนเอง…มิใช่เพียงด้วยดวงตา แต่ด้วย ‘ทัศนะภายใน’ ของผู้เดินบนหนทางกลจักร”
หลิงเซียวพยักหน้าโดยไม่เอ่ยคำ ตรงหน้าเขา วงเวทเริ่มหมุนช้า ๆ — ทันใดนั้น สายตาของเขาก็พร่าเบลอ
ในเสี้ยวพริบตา…สรรพสิ่งโดยรอบแปรเปลี่ยนไป
เขายืนอยู่กลางทะเลทรายเวิ้งว้าง ฟ้าเหนือศีรษะกลายเป็นแผงพลังเวทสีดำทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด พื้นทรายเปล่งประกายราวกับโลหะหลอมละลาย
แต่ที่ทำให้เขาแทบหยุดหายใจคือ…เบื้องหน้ามี รูปปั้นกลจักรยักษ์ สูงราวหอคอย พันด้วยสายโลหะพันเกลียวและเส้นอักษรเวทโบราณ ราวกับเป็นเทพแห่งกลไกที่ถูกลืมจากยุคโบราณ
ทันใดนั้น รูปปั้นก็ขยับ…
ตึง…
มันเหยียดแขนออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะโน้มตัวลงจ้องหลิงเซียวด้วยดวงตาว่างเปล่า
“เจ้าเห็นอะไรในข้า?” เสียงทุ้มต่ำดังก้องในหัวเขา
หลิงเซียวไม่ได้ตอบในทันที เขาข่มใจท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล คลื่นพลังจิตในตัวสั่นสะเทือนแต่ไม่ถึงกับแตกสลาย เขาจ้องมองไปที่จุดศูนย์กลางของกลไกนั้น—ที่แกนกลางของรูปปั้น มีสิ่งหนึ่งเรืองแสงอยู่
“ข้าเห็น…ความว่างเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ” เขาตอบในใจ
ทันใดนั้น วงแหวนเวทเบื้องล่างก็เรืองแสง รูปปั้นกลจักรชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันหน้ากลับขึ้นฟ้า เสียงกลไกพันเส้นเริ่มหมุนวนอย่างสงบ
เสียงในหัวเขาดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าคือผู้ที่มองผ่านเปลือกของฟันเฟือง…จงรับ ‘เศษปัญญาแห่งรากกลจักร’ ไว้”
แสงสีทองอ่อน ๆ หลั่งลงจากกลางอกของรูปปั้น ก่อนจะไหลเข้ามือหลิงเซียว
เขารู้สึกได้ในทันที
—พลังจิตของเขาขยายขึ้นอีกระดับ
—เส้นทางเวทที่เคยรางเลือนเริ่มมีรูปร่างชัดเจน
—แม้แต่สายพลังปราณวิญญาณก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างพลังใหม่นี้
…
เสียงกลไกดังขึ้นอีกครั้ง
ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นลานหินในสำนักหมื่นกลจักรอีกครั้ง เยว่อี้ยืนสงบอยู่ไม่ห่างนัก สีหน้าแม้เรียบเฉยดังเดิม แต่สายตากลับคมกริบมากขึ้นขณะจ้องเขา
“เจ้ากลับมาเร็วกว่าที่ข้าคาด” เขาเอ่ยเบา ๆ “และ…เจ้ากลับมาพร้อมบางสิ่งที่แม้แต่ศิษย์รุ่นก่อนยังไม่เคยได้”
หลิงเซียวไม่ตอบ เขาเพียงยืนสงบนิ่ง ดวงตาคล้ายคนที่เพิ่งเดินทางข้ามขอบฟ้าแล้วกลับมายืนบนแผ่นดินเดิม
เฟิ่งเหยาซึ่งรออยู่ไม่ไกล รีบก้าวเข้ามาหาเขา
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เหมือนได้ฟังเสียงหัวใจของกลจักรโลก” เขาตอบ
นางยิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
และในใจของหลิงเซียว เขารู้ว่าเส้นทางนี้—ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้กลไก ไม่ใช่เพียงเวทมนตร์ แต่คือการก้าวข้ามขอบเขตของการมีอยู่
เพราะนับจากนี้ไป…
เขาจะไม่ใช่แค่ผู้ฝึกวิชา
แต่จะเป็น “ผู้สร้างความจริงใหม่”