่เวลานั้นไม่ใช่ว่าเพียงแค่ข่าวลือของนรินทร์กับคณิน แต่สายนทีเองกับมีข่าวกับเพื่อนสนิทอย่างไลลาด้วยเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจโคจรเข้ามาเกี่ยวข้องกันได้เหมือนอย่างเคย เกิดเป็ช่องว่างขึ้นมาโดยปริยาย
ทว่า สายตาที่สายนทีมองนรินทร์ยังคงไม่เปลี่ยนไป เขาเป็ห่วงและเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ โดยไม่ก้าวล้ำเส้นระหว่างกัน
นรินทร์นั่งมองหนังสือนิยายที่สายนทีให้ยืมพลางคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองที่มีให้เขา แม้จะกลัวคนอื่น ๆ แต่กลับไว้วางใจสายนทีว่าตนเองมองเขาไม่ผิด
ครั้นคิดได้ดังนั้นจึงรู้สึกอยากขอบคุณที่วันฝนตกช่วยอยู่เป็เพื่อนกันและคิดจะนำหนังสือเล่มนี้กลับไปคืนเ้าของ
่คาบว่างนรินทร์ลองแวะไปที่ห้องสมุดเหมือนอย่างเคยพลันได้พบใบหน้าของเขาคนนั้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่รบกวนใจเขากลับเป็กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าที่ติดอยู่รอบตัวสายนทีและเขาจำได้เป็อย่างดีว่านั่นคือกลิ่นของไลลา
ความคิดของนรินทร์จึงแบ่งเส้นกั้นในทันที เขายื่นหนังสือนิยายให้คนตรงหน้าแล้วเอ่ยปากพูด “ขอบคุณที่ให้ยืมครับ”
“นายเป็ยังไงบ้าง” รุ่นพี่คนเดิมถามไถ่ตามประสา
“...”
“ถ้า้าให้ช่วยอะไร ฉันอยู่ตรงนี้ตลอด” สายนทีบอกเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าเข้ามาในห้องสมุดก็จะเจอเขาอยู่ในนี้เสมอ
เพียงแต่ว่าครั้งนี้กลับเป็่เวลาสุดท้ายที่ทั้งสองได้อยู่กันเพียงลำพังเพราะนรินทร์ไม่หวนกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกเลยจนกระทั่งสายนทีเรียนจบไป
่ชั้นปีสุดท้าย
จู่ ๆ นรินทร์ก็รู้สึกว่าอยากเข้ามานั่งอยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียว ห้องสมุดจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดและที่นั่งด้านในสุดก็มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้น
สายตาของเขาเหลือบเห็นนิยายชุดนั้นครบทั้งเจ็ดเล่มบนชั้นหนังสือ คิดไปว่าห้องสมุดคงจะซื้อมาเก็บไว้ตามคำเรียกร้องของนักเรียน จึงหยิบขึ้นมาเปิดดูเนื้อหาด้านใน
กระดาษแนบท้ายเล่มทำให้เขาใจเต้นตึกตักจนต้องรีบเปิดดูเล่มอื่น ๆ ที่เหลือ
หนังสือทั้งหมดเป็ของสายนทีที่บริจาคให้โรงเรียนเพราะข้อความท้ายเล่มยังคงมีบันทึกบอกเลขหน้าประโยคน่าจดจำของนิยายเื่นี้เช่นเคย
แต่กระดาษโน้ตเล่มสุดท้ายเขียนด้วยลายมือและวาดรูปกุหลาบสีส้มด้วยความตั้งใจ
หวังว่ารอยยิ้มที่สดใสของนายจะกลับมาเหมือนเดิม ถึงจะอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ก็เถอะแต่ฉันขอให้นายมีความสุขมาก ๆ เป็กำลังใจให้เสมอ
นรินทร์จึงเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้กับตัวแล้วมานั่งอ่านหนังสือนิยายทั้งชุดใหม่อีกครั้งจนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมศึกษา
วันเปิดภาคเรียนมหาวิทยาลัย
“นรินทร์ นายมีปฐมนิเทศวันแรกไม่ใช่เหรอ” คณินเอ่ยปากถามเพราะเห็นเ้าตัวยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ในห้อง
“อ่า อิจฉานักศึกษาคณะบริหารจังเลย” นรินทร์พูดเสียงอู้อี้เพราะเพื่อนสนิทอย่างคณินยังมีเวลานอนเล่นที่บ้านอีกหนึ่งอาทิตย์
“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป” คณินพูดน้ำเสียงสบาย ๆ “อยากให้นายอยู่บ้านด้วยพอดี ออกไปซื้อขนมแล้วก็มาเล่นเกมกันดีไหม”
“คุณคณิน อย่าบอกนะว่าโทรไปลาคณบดีให้แล้วน่ะ” เขาพูดติดตลกแต่เริ่มคิดแล้วว่าอีกฝ่ายอาจทำไปแล้วจริง ๆ ถึงได้นั่งนิ่งตามใจเขา
“ว่าจะโทรอยู่พอดี” คณินพูดด้วยสีหน้าจริงจังแล้วยิ้มมุมปากมีเลศนัย
“หยุดเลย” เขาเด้งตัวออกจากเตียงแล้วหอบผ้าเช็ดตัววิ่งไปที่ห้องน้ำ “อยากกินแซนวิชไข่ดาว ฝากทำให้หน่อยสิ คณิน”
“น้ำส้มคั้นด้วยไหม” เขาะโถามคนที่เพิ่งปิดประตูห้องน้ำไปเมื่อครู่
“อื้อ” เสียงของนรินทร์ดังออกมา “นมช็อกโกแลตด้วยนะ คณิน” เสียงอ้อนของเพื่อนสนิททำให้คณินส่ายหน้าแล้วะโเสียงดังให้คนในห้องน้ำได้ยิน “นี่เห็นฉันเป็พ่อบ้านส่วนตัวของนายหรือไง”
“ช่วยไม่ได้นี่นา นายทำกับข้าวอร่อยจะตาย หรือว่านายอยากกินแซนวิชฝีมือฉันล่ะ” นรินทร์หัวเราะลั่นอย่างมีแผน
“ขอร้องล่ะ เว้นเื่อาหารสักหน่อยเถอะ” เขานึกภาพที่เพื่อนสนิทพยายามทำอาหารด้วยความตั้งใจมาให้ลองชิมครั้งแรกได้เป็อย่างดี นอกจากจะมีรสชาติหมาเมินแล้ว ยมบาลยังกวักมือเรียกิญญาของเขาอีกต่างหาก
คณินอาหารเป็พิษอยู่สามวันแต่ไม่คิดว่าเป็เพราะอาหารฝีมือนรินทร์จึงริอาจลองดีอีกเป็ครั้งที่สองและสามจนหมอประจำตระกูลต้องขอร้องให้หยุดแต่เพียงเท่านี้
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
นรินทร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปมองคณินที่มาส่งราวกับเป็ผู้ปกครอง เขาพูดกับนรินทร์ว่า “มีอะไรก็โทรมา ฉันอยู่แถวนี้แหละ”
“อืม” เขาพยักหน้าแล้วบอกว่า “ถ้าฉันโทรหา นายรีบมานะ”
“ไหน ๆ ก็ปฐมนิเทศ ฉันเข้าไปเป็เพื่อนนายดีไหม” เขาจับมือของนรินทร์ไว้ทำท่าจะเดินไปด้วยกัน
เขาส่ายหน้าแล้วบอกเพื่อนคนนี้ว่า “ไม่ต้องหรอก แต่ถ้าไม่ไหว ฉันจะรีบโทรหานะ”
นรินทร์คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องก้าวออกมาจากความกลัวที่ฝังใจสักที ไม่อย่างนั้นคนที่ลำบากคงจะเป็คณิน ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่เคยบ่นหรือทำท่าทีเหนื่อยหน่ายกับเขา แต่ว่าในใจของนรินทร์ยังคงอยากเป็คนที่ยืนหยัดด้วยตัวเองได้บ้าง
แม้จะเคยลองทำอะไรคนเดียวหรืออยู่ลำพังหลายครั้งแต่ทุกครั้งกลับล้มเหลวไม่เป็ท่า ครั้งนี้นรินทร์จึงตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ เขายังคงนึกถึงกำลังใจจากคณินและพี่คนนั้นอยู่เสมอและหวังว่าสักวันความกลัวเ่าั้จะค่อย ๆ จางหายไป
เื่ราวตลอดทั้งวันก็เป็ไปอย่างที่นรินทร์คาดการณ์เอาไว้ เขาค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับสถานที่เรียนแห่งใหม่และเพื่อนร่วมรุ่นที่ต่างมาพบเจอกันครั้งแรก
เพียงแต่เหตุการณ์ฝังใจเกี่ยวกับอัลฟ่าและเบต้ายังคงมีเยอะ เพื่อนที่เขาสะดวกใจคบหาในขั้นแรกจึงเป็โอเมก้าหนุ่มน้อยผมแดงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตอนอยู่ในห้องประชุมคณะ
“นายจะรีบไปไหนเหรอ” ดรัลถามเขาเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายรีบเก็บของ
“กลับบ้านไง เสร็จแล้วนี่” เ้าตัวตอบด้วยสีหน้างุนงงเพราะคิดว่าวันนี้ไม่น่ามีอะไรต่อแล้วแต่กลับผิดคาด
รุ่นพี่สาขาการตกแต่งภายในนัดแนะให้น้องใหม่ไปพบที่ห้องสาขาเพื่อทักทายเบื้องต้นและจับฉลากพี่รหัส เขาจึงได้แต่ส่งข้อความไปบอกคณินว่าอาจจะเลิกช้าไปหน่อยและไม่ต้องเป็ห่วงเขาเพราะตอนนี้ทุกอย่างยังปกติดี
นรินทร์เดินตามดรัลพลางระมัดระวังตัวเองอย่างเคยจนมาถึงห้องเรียนขนาดใหญ่ของคณะ ข้างในมีรุ่นพี่ปีสองรออยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้ายินดีที่มีน้องใหม่สอบเข้าสาขาของตัวเองพร้อมจะส่งต่อความวายป่วงและความสนุกสนานในการเรียนไปพร้อม ๆ กัน
“พี่หม่อของสาขาเราเหรอ” นรินทร์ถามเพื่อนใหม่แล้วนั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ สายตากวาดมองไปรอบห้อง
“อื้อ” ดรัลชี้ไปข้างหน้าห้อง “ฉันว่าน่าจะให้ไปแนะนำตัวแล้วก็จับฉลากเลือกพี่รหัสตรงนั้นแหละ”
นรินทร์ใจเต้นตึกตักเพราะไม่คิดว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์คนเยอะมากมายเริ่มรู้สึกว่าหายใจติดขัดขึ้นมา เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ และหายใจช้า ๆ แต่บางครั้งคงจะต้องใช้เวลา นรินทร์ไม่คิดว่าวันนี้เขาจะออกไปยืนอยู่ข้างหน้าท่ามกลางสายตาที่กำลังจดจ้องเขาได้จึงกระซิบบอกดรัลว่า “ฉันไม่ค่อยสบาย ถ้ามีอะไรส่งข้อความมาบอกฉันหน่อยได้ไหม”
“เป็อะไรมากหรือเปล่า” เพื่อนใหม่มองเขาด้วยความเป็ห่วงแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าซีดก็พอจะเข้าใจได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ “เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ”
“ขอบใจนะ” เขาเอ่ยปากแล้วหลบออกไปจากห้องนั้นในพริบตาก่อนจะโทรหาให้คณินออกมารับ
่จังหวะที่เขาเดินออกมาจึงได้สวนทางกับใครบางคนที่สวมหน้ากากเพราะเป็หวัด “เป็อะไรหรือเปล่า”
นรินทร์เงยหน้ามองคนที่ตัวสูงกว่าพลางรู้สึกเหมือนอาการหวาดกลัวจะกำเริบ
“หายใจลึก ๆ ช้า ๆ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเหมือนที่นรินทร์เคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง “ออกไปสูดอากาศข้างนอกดีกว่า เผื่อจะดีขึ้น”
“...” เขาพยักหน้าทำตามที่บอกอย่างง่ายดาย
รุ่นพี่คนนั้นกลับเดินอยู่ข้าง ๆ โดยไม่เข้ามาแตะต้องตัวเขาแล้วยื่นลูกอมบ๊วยโบราณให้หนึ่งเม็ดเมื่อเห็นว่านรินทร์รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว ตอนนั้นรถของคณินก็เข้ามาจอดที่จุดนัดพบพอดี
ร่างบางไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณเขาก่อนจะวิ่งไปหาเพื่อนสนิททันที
คล้อยหลังคนทั้งคู่ เสียงใครบางคนก็ะโเรียกเพื่อนขึ้นมา “มัวมาทำอะไรอยู่ตรงนี้วะ นี่ชื่อกับเบอร์โทรน้องรหัสของนาย ว่าแต่ใส่คอนแทคเลนส์กับหน้ากากมาด้วยนี่นา”
“ปลอมตัวไง แต่ที่ใส่หน้ากากนี่เป็หวัดจริง ๆ” เขาบอกเพื่อนร่วมรุ่นแล้วอ่านชื่อที่อยู่ในกระดาษซึ่งเป็ชื่อของคนที่จะมาเป็น้องรหัสของเขา
“นรินทร์เหรอ” น้ำเสียงของเขาดีใจปิดไม่มิดพลางร้องเพลงออกมา “พรหมลิขิตบันดาลชัด ๆ”
“พรหมลิขิตอะไร ฉันล็อกผลให้นายด้วยสองมือนี่ต่างหาก” เพื่อนของเขาโอบคอแล้วยิ้มมีเลศนัย “เลี้ยงเหล้าฉันด้วย”
“แต่ฉันยังอายุไม่ถึงยี่สิบ” เขาส่ายหน้าบอกปัด
“โอนมาเดี๋ยวไปซื้อเอง” อีกฝ่ายยังคงดึงดันไม่ยอมแพ้ “ไม่อย่างนั้นฉันจะบอกน้องคนนั้นว่าพี่รหัสชื่อสายนที เหมจิรภาส”
“เออรู้แล้ว!!!” สายนทีร้องเสียงหลง
“โอ๊ย! ไอ้บ้า แก้วหูแทบแตก” หลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเถียงไปพลางหัวเราะไปพลางอยู่สองคน