“ขอขอบคุณแขกทุก ๆ ท่านที่มาร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ และขอเเสดงความยินดีแก่คู่บ่าวสาวของเราในวันนี้ด้วยนะครับ~”
เสียงปรบมือดังสนั่นเกรียวกราวหลังจากพิธีกรบนเวทีพูดจบ งานเลี้ยงคู่แต่งงานที่จัดขึ้นในโรงแรมหรูเต็มไปด้วยรอยยิ้มและสีหน้าที่แสดงความยินดี
ทั้งงานคงมีแต่ผมที่ทำหน้าเซ็งในขณะออกมายืนรับลมอยู่ตรงระเบียงของโรงแรม ความจริงผมก็ไม่ได้อยากมานักหรอก แต่ในเมื่อเธอรบเร้าผมซะขนาดนั้น ถ้าไม่มามันก็คงจะเป็การเสียน้ำใจเกินไปหน่อย ใช่ เธอคนนั้นก็คือเ้าสาวของงานในคืนนี้นี่เอง
พี่แพร ผู้หญิงที่ผมแอบชอบมาั้แ่สมัยเรียนปริญญาโทที่เมืองนอก เธอเป็ผู้หญิงใจดีที่คอยแนะนำอะไรต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ผมมากมาย เธออายุมากกว่าผม 2 ปีและเรียนจบไปก่อนผม ผมจึงมุ่งมั่นว่าจะเรียนปริญญาโทให้จบแล้วรีบกลับมาประเทศไทยเพื่อทำงานทันทีโดยที่ไม่ขอเรียนต่อปริญญาเอกตามที่พ่อแม่ผม้า ผมอยากที่จะกลับมาฝึกงานเพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัวโดยเร็ว จะได้ไปสารภาพรักกับพี่แพรแล้วขอเธอแต่งงาน แผนของผมมันดูสวยหรู แต่สุดท้ายก็พังไม่เป็ท่า ่เวลาเพียง 2 ปีที่เธอกลับมาไทยก่อนผม บวกกับระยะเวลาอีก 6 เดือนที่ผมจบกลับมาแล้วรีบทำงานในกิจการของครอบครัว ไม่นึกเลยว่าเวลาแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้หญิงคนนี้มีแฟน แล้วสานสัมพันธ์จนถึงขั้นแต่งงานได้เร็วถึงขนาดนี้ แต่ผมไม่โทษเธอหรอก ผมเข้าใจดีว่าทางบ้านของพี่เค้าเองก็อยากเห็นทายาทเร็ว ๆ คนที่สมควรจะเป็เ้าบ่าวในคืนนี้มันเลยไม่ใช่ผม
“อ้าว ต้น ทำไมไม่เข้าไปข้างในล่ะ” หญิงสาวเ้าของงานคืนนี้เดินออกมาทักผมหลังจากทักทายแเื่
“แอร์มันเย็นน่ะครับพี่ ่นี้ผมไม่ค่อยสบาย” ผมรีบตอบกลับ อย่างน้อยผมไม่ได้โกหก ก็แอร์มันเย็นจริง ๆ
“อ๋อ ถ้างั้นน้องต้องดูแลสุขภาพดี ๆ นะ ให้พี่บอกพนักงานหายาให้ทานดักไว้ก่อนดีรึเปล่า” เธอกล่าวด้วยความหวังดี แต่ผมรู้สึกเหมือนถูกย้ำว่าระหว่างเราเป็ได้แค่พี่น้อง และไม่มีทางเกินไปกว่านี้ได้
“ไม่เป็ไรครับพี่ พี่ไปดูแลแขกเถอะ โน่นไง ‘สามี’ พี่กำลังเรียกแล้ว” ชายหนุ่มผู้โชคดีที่สุดตอนนี้กำลังเรียกภรรยาของเขาให้ไปร่วมถ่ายรูปเป็ที่ระลึกกับแขก
“โอเค งั้นพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวไว้หลังพี่กลับมาจากมัลดีฟแล้วเราค่อยนัดทานข้าวกับสามีพี่กัน” พูดจบก็รีบเดินกึ่งวิ่งกลับไป ปล่อยผมยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น รอบนี้สิเย็นของจริง เย็นไปถึงหัวแม่เท้า ผมที่ยังทำใจอะไรไม่ได้ต้องเตรียมตัวเผชิญหน้ากับอะไรแบบนี้หลังจากพวกเค้าไปฮันนีมูนด้วยเหรอเนี่ย คิดแล้วมันก็ ..เฮ้อ..
...เซ็ง…
มันเซ็งซะยิ่งกว่าเซ็ง เพราะถ้านับล่ะก็ นี่เป็ครั้งที่ 3 แล้วในชีวิตที่ผมอกหักในพล็อตเื่เดียวกัน ตามสูตรรู้จักแล้วคบหา คบมาสักพักแล้วต้องห่างกัน ต่อมาอีกหน่อยก็แต่งงาน จบแบบนี้ทุกครั้ง ครั้งแรกตอนปิดเทอมมัธยมปลาย ครั้งที่ 2 ่เรียนปริญญาตรี ครั้งนี้ก็อีกแล้ววนลูปมาเป็รอบที่ 3 ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมผู้หญิงคนที่ผมชอบต้องได้แต่งงานเร็วกันทุกคน แต่กับผู้หญิงที่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยที่คอยมาวนเวียนรอบ ๆ ตัวผม บางคนกลับโสดมาจนถึงปัจจุบัน พูดไปก็มีแต่ทำตัวเองช้ำ ได้แต่ต้องมาหามุมยืนถอนหายใจอยู่คนเดียว
ผมจ้องมองรอยยิ้มของพี่แพรขณะยืนถ่ายรูปกับบรรดาแขกมากหน้าหลายตาอยู่พักหนึ่ง ดูเธอมีความสุข ผมคิดว่าถ้าผมหวังดีกับเธอจริง ๆ ผมควรจะตัดใจได้แล้ว นี่คงเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้จดจำรอยยิ้มในวันที่เธอมีความสุขที่สุดไว้ในใจ แค่นี้มันก็คงเพียงพอแล้ว ผมคิดได้แบบนั้นก็เดินออกจากงานเลี้ยง แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที..
---------------------------------------------------
...1 ปีต่อมา…
ณ ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานครที่มีคนพลุกพล่านแห่งหนึ่ง มีกลุ่มคนใส่เสื้อสูทสีดำเกือบสิบคนกำลังวิ่งกระจายกันเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง เมื่อหาจนทั่วแล้วไม่พบ จึงพากันกลับไปหาชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าของพวกเขา
“เจอรึเปล่า?” ชายคนนั้นถาม
“ไม่เจอเลยครับ ผู้จัดการ” ชายเสื้อดำคนหนึ่งตอบ
“หนอยยย พวกเราพลาดจนได้ เผลอแป้บเดียวเอง”
“นายสองคนติดต่อผู้จัดการห้างแล้วรีบไปที่ห้องกล้องวงจรปิด ส่วนที่เหลือตามฉันมา” ผู้จัดการรีบสั่งลูกน้องอย่างไว
หญิงสาวสวมหมวกแก๊ปและแว่นตากันเเดดคนหนึ่งแอบยืนมองอยู่ที่ชั้นล่าง เมื่อสบโอกาสก็รีบเดินหลบไปอย่างรวดเร็ว ในมือเธอมีโทรศัพท์ไอโฟนเครื่องหนึ่ง ดูเหมือนเธอกำลังรอใครบางคนโทรหา ตอนนี้เธอยังออกจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอจะคลาดกันกับคนที่เธอนัดไว้
เพียงไม่ถึง 10 นาที โทรศัพท์ของเธอดังขึ้น เธอรับสายแล้วยกหูฟังเสียงปลายสาย เมื่อเข้าใจแล้วเธอจึงรีบเดินไปยังจุดนัดหมายทันที
ในห้องกล้องวงจรปิดของห้าง ชายชุดดำลูกน้องสังเกตเห็นใครบางคนในจอมอนิเตอร์ จึงรีบโทรศัพท์หาผู้จัดการ
“ผู้จัดการ! เจอตัวแล้วครับ ที่ประตูชั้นล่างฝั่งขาออก”
“เจอตัวแล้ว ทางนี้เร็ว” ผู้จัดการสั่งลูกน้องให้รีบไปยังทางที่ได้รับแจ้งมาทันที
กลุ่มชายชุดดำรีบวิ่งมาอย่างรวดเร็วจนพบตัวหญิงสาว แต่เธออยู่ใกล้กับคนที่เธอนัดไว้มากกว่า หลังจากพบหน้ากันก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก หญิงวัยกลางคนที่นัดไว้รีบส่งกระเป๋าเป้ให้กับหญิงสาวแล้วพูดกับเธอว่า
“คุณหนู! รีบไปเร็วเข้า เดี๋ยวดิฉันหยุดพวกนี้ไว้เอง”
“เซี๊ย เซี่ย นิ๋น (ขอบคุณค่ะ)” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ
หญิงวัยกลางคนยิ้มตอบ แล้วรีบหันไปขวางทางพวกชายชุดดำไว้
“เอ่า! แล้วกันป้า หลีกทางไปซี่!!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ หลิน กลับมาเดี๋ยวนี้!!!” ผู้จัดการะโบอกทั้ง ๆ ที่โดนป้าดึงแขนไว้
หญิงสาวไม่ตอบอะไร พอขึ้นรถแท็กซี่ไปได้ก็หันมามองแล้วยิ้มพร้อมโบกมือบ๊ายบายให้กับผู้จัดการ แล้วรถก็วิ่งออกไปบนถนนโดยมีผู้จัดการและเหล่าบรรดาลูกน้องมองไม่ละสายตา
“เอาไงดีครับผู้จัดการ งานนี้เราโดนเ้านายเล่นงานเละแน่ ๆ” ลูกน้องคนหนึ่งถามขึ้น ผู้จัดการที่กำลังหน้าเสียอยู่ก็ไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่เหงื่อตกแล้วหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่กำลังรีบเดินหายเข้าไปในห้างฯ
“หลินนะหลิน ไม่นึกเลยว่าเธอจะกล้าทำจริง ๆ” ผู้จัดการบ่นออกมาอย่างจนปัญญา
หญิงสาวนั่งแท็กซี่หนีพ้นมาได้จนถึงสนามบิน เธอเดินมาดูตารางเที่ยวบินแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แล้วก็ได้ยินเสียงคู่รักชายหญิงที่กำลังเดินมาซื้อตั๋วคุยกันเสียงดัง บอกว่าเครื่องที่กำลังจะไปสมุยใกล้ถึงเวลาแล้วให้รีบไปซื้อ เมื่อเธอได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าจุดหมายปลายทางของเธอคือที่แห่งใด :)