แสงแดดยามสายสีทองอ่อนส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีครีมเข้ามาในห้องนอนกว้างขวางของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางสาทร ละอองฝุ่นจิ๋วปลิวล้อแสงแดดดูนุ่มนวลตา ผมค่อยๆ ปรือตาตื่นด้วยความมึนงงเล็กน้อย สมองประมวลผลช้าๆ ขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนโทนสีเทาดำที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูเนี้ยบกริบ ทันทีที่ขยับตัวจะลุกขึ้นพิงหัวเตียง อาการเจ็บแปลบสายหนึ่งก็แล่นริ้วขึ้นมาทักทายจนต้องนิ่วหน้า
"อ๊ะ..."
เสียงครางแ่หลุดรอดจากริมฝีปากด้วยความตึงขัดบริเวณสะโพกกลม ความเมื่อยขบลึกๆ ลามไปทั่วบั้นท้ายและหน้าขา มันไม่ใช่อาการาเ็รุนแรง แต่เป็ความล้าตึงตัวที่ย้ำเตือนให้ตระหนักได้ทันทีว่าเมื่อคืนนี้เพิ่งผ่านกิจกรรมรักอันแสนเร่าร้อนปนละมุนมา
และแล้ว...ภาพเหตุการณ์ยามค่ำคืนก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวสมองเป็ฉากๆ ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำ!
ภาพคุณธีร์ประคองผมขึ้นมาบนเตียงกว้าง สายตาคมกริบที่มักจะดูดุดัน บัดนี้กลับฉายประกายอ่อนโยนและเว้าวอนอย่างเหลือเชื่อ ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามผิวเนื้อจนร้อนผ่าว เสียงกระซิบพร่าชิดใบหูซ้ำๆ ว่า
'เด็กดีของพี่...' ยิ่งจดจำ่เวลาที่ผมโอบรอบคอเขาแน่นอย่างลืมตัว แย้มรับความรักที่เขาปรนเปรอให้อย่างเต็มใจ แถมยังร้องงอแงขอให้เขา 'สปอยล์ผมเยอะๆ' ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบะเิ!
"ฮื้อออออออ!"
ผมกรีดร้องแบบไร้เสียง รีบซุกหน้าลงกับหมอนข้างสีเทาเข้มใบโต พยายามขดตัวเป็ก้อนกลมใต้ผ้าห่มผืนหนาเพื่อระบายความเขินอายที่แทบจะะเิออกมา แก้มร้อนฉ่าจนรู้สึกเหมือนลามไปถึงใบหู ร่างกายเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มยังคงหลงเหลือความรู้สึกสบายตัว บ่งบอกว่าคนตัวโตช่วยดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ผมเป็อย่างดีก่อนที่เขาจะผละออกไป
นี่ผมทำอะไรลงไป! พู่กันเอ๊ย... ดื่มเหล้าเข้าไปหน่อยเดียวก็ใจกล้าขอร้องเื่น่าอายแบบนั้นกับ 'บอสจอมมาร' ของบริษัทเสียแล้ว แถมยังไปออดอ้อนเรียกเขาว่า 'พี่ธีร์' อย่างสนิทสนมราวกับลูกแมวเชื่องๆ อีก!
ผมขดตัวอยู่บนเตียงร่วมสิบนาที พยายามตั้งสติและสูดหายใจเข้าลึกๆ ดับความร้อนบนแก้ม แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร แววตาคลั่งรักลึกซึ้งของคุณธีร์ยามกอดประคองผมไว้ในอ้อมอกยามค่ำคืนก็ยังวนเวียนอยู่จนต้องจิกเล็บลงกับหมอนแน่น
“ฮื่อ... ไอ้พู่กัน แกมันคนใจง่ายที่สุดเลย”
ผมบ่นงึมงำกับตัวเองพลางค่อยๆ ขยับกายก้าวขาลงจากเตียง สองขาสั่นระริกยามเท้าแตะพื้นพรมจนต้องเกาะเสาเตียงเพื่อทรงตัว ความรู้สึกเมื่อยตึงแล่นริ้วจนต้องเดินเตาะแตะไปที่โต๊ะข้างกระจก เสื้อผ้าชุดเดิมของผมคงโดนเอาไปซักแล้ว แต่ที่โต๊ะแป้งกลับมีเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบตัวหนึ่งพับวางไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่มีลายมือเขียนหวัดๆ ทว่าทรงพลังแปะอยู่
'เสื้อของผม พู่กันใส่ไปก่อนนะครับ'
ผมอมยิ้มบางเบา หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นมาสวมใส่ทันที
เสื้อเชิ้ตของคุณธีร์ตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดตัวของผม พอติดกระดุมเสร็จ ปลายแขนเสื้อก็ยาวเลยข้อมือจนคลุมปลายนิ้ว ส่วนชายเสื้อยาวคลุมสะโพกและหน้าขาลงไปเกือบถึงเข่า กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูประจำตัวของคุณธีร์ลอยอบอวลเตะจมูก ให้ความรู้สึกอุ่นวาบเหมือนกำลังถูกอ้อมกอดของเขาโอบอุ้มไว้ไม่มีผิด
ผมพับแขนเสื้อลวกๆ สองทบเพื่อความคล่องตัว จากนั้นจึงเดินก้าวเตาะแตะออกจากห้องนอนตามทางเดินหินอ่อนสีเทา พลางสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟสดคั่วใหม่ที่ลอยมาตามลม เคล้ากับเสียงฉ่าแ่เบาของอาหารในกระทะและกลิ่นเนยทอดหอมละมุนโชยมาขจัดความเงียบยามสาย ผมเดินลากเท้ามาหยุดอยู่ตรงขอบประตูห้องครัวแบบเปิด และภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมยืนอึ้งไปชั่วขณะ
บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อนสีขาว ร่างสูงใหญ่ของคุณธีร์ที่ปกติมักสวมสูทสามชิ้นเนี้ยบกริบ บัดนี้กลับอยู่ในลุคกึ่งลำลองแสนสบายตา เขาสวมเสื้อยืดสีขาวเรียบพับแขนเล็กน้อยเผยให้เห็นท่อนแขนแกร่ง และที่ทำให้ผมหัวใจกระตุกคือเขาสวมผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนแมวน้อยสีพาสเทลทับกางเกงขายาวสีเทา ท่าทางประคองตะหลิวพลิกอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจช่างดูเป็พ่อบ้านสุดอบอุ่นจนทำเอาหัวใจผมเต้นผิดจังหวะ
บอสจอมมารจอมขรึมผู้เฉียบขาด... กำลังยืนทำอาหารเช้าให้ผมทานอย่างตั้งอกตั้งใจงั้นเหรอ?
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดึงผมออกจากภวังค์ คุณธีร์หันเสี้ยวหน้าคมคายกลับมาสบตา แววตาคมกริบที่เคยนิ่งสนิท บัดนี้ทอประกายอบอุ่นละมุนตาเสียจนผมหน้าแดงซ่านขึ้นมาอีกหน เขาวางมือจากหน้าเตาแล้วหันมาก้าวเข้ามารับร่างของผมที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงมุมครัว
“คุณธีร์... สวัสดีครับ”
ผมเอ่ยทักทายอ้อมแอ้มพลางยกมือไหว้เกร็งๆ แต่เพราะมัวแต่เขินจนก้มมองเท้าตัวเองก้าวสะดุดเข้ากับขอบพรมปูพื้นจนร่างถลาเสียหลัก
“ระวัง!”
วงแขนแข็งแรงคว้าหมับเข้าที่เอวบางได้อย่างแม่นยำ ดึงร่างผมเข้าไปแนบชิดกับอกกว้างอุ่นสบาย กลิ่นกายหอมสะอาดลอยฟุ้งเตะจมูก สองมือของผมรีบไขว่คว้าเกาะลาดไหล่กว้างไว้แน่น ใบหน้าซุกอยู่กับอกเสื้อยืดของเขา ได้ยินเสียงหัวใจของบอสเต้นหนักแน่นมั่นคงชวนให้ยิ่งเขินเข้าไปใหญ่
“ซุ่มซ่ามแต่เช้าเลยนะ ยืนไหวไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงทุ้มถามชิดเส้นผม มือหนาลดลงช่วยพยุงประคองข้างสะโพก แต่อาการสะดุ้งตัวเบาๆ และเสียงซี้ดปากเพราะความตึงขัดทำให้เขาจับสังเกตได้ทันที
“เมื่อคืนใครบางคนงอแงโยเยไม่ยอมปล่อยเองนี่ครับ จะเมื่อยล้าขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอก”
เขาหัวเราะต่ำในลำคอแ่เบาจนแผ่นอกสั่นะเื ทำเอาใบหน้าของผมยิ่งร้อนผ่าวแดงก่ำราวกับจะะเิ
“คุณธีร์ อย่าล้อสิครับ... ผมแค่เมาต่างหาก” ผมประท้วงเสียงอ้อมแอ้มก้มหน้างุด
“หืม เมื่อคืนยังได้ยินเสียงหวานๆ เรียกพี่ธีร์อยู่เลย พอเช้ามากลายเป็บอสคุณธีร์อีกแล้วเหรอครับ”
เขาเลิกคิ้วมองพลางเอื้อมมือมาลูบกลุ่มผมของผมอย่างอ่อนโยน คล้ายปลอบประโลมกระต่ายน้อยที่ตื่นตูม
“ก็... สร่างเมาแล้วนี่ครับ”
ผมบ่นอุบอิบพลางขยับผละตัวออกอย่างเกรงใจ ซึ่งคุณธีร์ยอมปล่อยแต่ยังคงจับจูงมือพาเดินกะเผลกเตาะแตะไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารหินอ่อนตัวยาวริมกระจกบานใหญ่ เผยทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าสาทรยามสายได้อย่างสง่างาม
เขากดไหล่ผมให้นั่งลงบนเก้าอี้บุหนังหนานุ่ม ก่อนจะเดินกลับไปยกอาหารเช้าสองจานที่จัดแต่งสวยงามราวกับร้านคาเฟ่หรูมาเสิร์ฟ ในจานมีไข่ดาวกึ่งสุกสวยงามน่าทาน ขนมปังปิ้งเนยหอมกรุ่นส่งกลิ่นชวนหิว ไส้กรอกชิ้นโต เบคอน และผักสลัดไฮโดรโปนิกส์สดกรอบ พร้อมแก้วนมร้อนควันฉุยมาวางตรงหน้า
คุณธีร์ขยับมาเลื่อนจานอาหารให้เข้าที่ จัดแจงช้อนส้อมส่งให้ถึงมือ ซ้ำยังชะงักไปนิดแล้วเปลี่ยนใจแย่งส้อมในมือผมไปช่วยหั่นไส้กรอกกับขนมปังเป็ชิ้นพอดีคำ แล้วยื่นมาจ่อที่ริมฝีปากผมด้วยแววตาคาดหวัง
“อ้าปากทานสิครับ วันนี้ต้องกินเยอะๆ นะรู้ไหม”
ผมเกร็งตัวทื่อจนเกือบจะสำลักขนมปัง แอบคิดในใจว่าประธานบริหารผู้เ็าเฉียบคมในห้องประชุมหายไปไหนแล้ว ทำไมเหลือแค่บอสเชฟที่คอยประคบประหงมสปอยล์ผมจนแทบจะเสียคนขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็จำยอมอ้าปากรับชิ้นไส้กรอกคำโตที่เขาหั่นป้อนอย่างนุ่มนวล
“อร่อยไหมครับ”
“อร่อยมากครับคุณธีร์! อร่อยจนอยากทานทุกวันเลย”
ผมเอ่ยชมจากใจจริงพลางเคี้ยวตุ่ยๆ ดวงตาเปล่งประกายวิบวับจนลืมอาการประหม่าไปชั่วขณะ
คุณธีร์ยกยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาคลั่งรักฉายความเอ็นดูเปี่ยมล้น มือหนาเอื้อมมาเกลี่ยเส้นผมและลูบหัวผมเบาๆ ราวกับสปอยล์ลูกแมวตัวน้อย
“ถ้าชอบ... วันหลังพี่จะทำให้ทานบ่อยๆ ดีไหมครับ”
คำแทนตัวเองว่า 'พี่' ที่หลุดออกมาระหว่างมื้ออาหารทำเอาหน้าร้อนวาบ รีบตักขนมปังเข้าปากแก้เขินจนคราบซอสเปรอะเปื้อนขอบริมฝีปากเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“เลอะหมดแล้วครับเด็กดี”
ผมทำท่าจะยกมือเช็ด แต่คุณธีร์กลับเอ่ยขัดพร้อมลุกขึ้นขยับโน้มตัวข้ามโต๊ะอาหารกว้างเข้ามาใกล้ นิ้วหัวแม่มืออุ่นหนาแตะลงที่ขอบมุมปาก ััแ่เบาช่วยเช็ดคราบเปื้อนออกให้อย่างทะนุถนอม สายตาคมกริบเลื่อนมาสบประสานสายตาชวนให้หยุดหายใจไปชั่วขณะ
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง ความอิ่มหนำทำให้ความตึงเครียดผ่อนคลาย ทว่าสมองของผมกลับเริ่มกังวลถึงวันพรุ่งนี้... วันจันทร์ที่เราสองคนต้องกลับไปเผชิญความเป็จริงที่ตึก T-Group
ผมวางช้อนส้อม สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงความกล้าทั้งหมดออกมา
“คุณธีร์ครับ... ผมมีเื่สำคัญอยากปรึกษาหน่อยครับ”
คุณธีร์ประคองถ้วยกาแฟดำ วางมันลงบนจานรองเงียบๆ สายตาคมปรายมองดวงหน้าของผมอย่างประเมิน
“ว่ามาสิครับพู่กัน มีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
“คือ... เื่ที่ออฟฟิศวันพรุ่งนี้น่ะครับ”
ผมหลุบตามองปลายนิ้วตัวเองบนตักอย่างกังวล
“เมื่อคืนในงานเลี้ยง คุณธีร์อุ้มผมท่า Princess Carry ออกไปต่อหน้าคนทั้งแผนก ตอนนี้ห้องแชตกลุ่มลือกันให้แซ่ดแล้วครับเื่ของเรา...”
“แล้วยังไงครับ ใครจะพูดอะไรก็ช่าง ในเมื่อมันเป็เื่จริง”
เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางเลิกคิ้ว ราวกับไม่เห็นความสลักสำคัญใดๆ
“ผมไม่แคร์สายตาใครหรอกนะ ถ้ามีใครพูดจาไม่ดีหรือลามปามพู่กัน ผมจะสั่งจัดการทางวินัยให้หมด”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับบอส!” ผมแย้งพัลวันพลางรีบส่ายมือไปมา
“นั่นแหละปัญหาใหญ่! ผมเพิ่งเป็เด็กฝึกงานแผนกออกแบบสร้างสรรค์ อยากให้พวกพี่ๆ ยอมรับผมที่ความสามารถ ไม่อยากให้ถูกตราหน้าว่าเป็เด็กเส้น หรือได้รับสิทธิพิเศษเพราะเป็ประธานบริษัท... ถ้าทุกคนเกร็งจนไม่กล้าสอนงาน ไม่กล้าติเตียนผลงานของผม แล้วผมจะเรียนรู้อะไรได้ยังไงล่ะครับ”
คราวนี้คุณธีร์นิ่งไปชั่วอึดใจ สีหน้าและแววตาคมกริบขรึมลงจนเดาอารมณ์ยาก
“ผมไม่อยากทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เวลาอยู่กับพู่กันที่บริษัท” บอสจอมเอาแต่ใจเอ่ยขรึมเสียงทุ้มต่ำ
“ผมอยากดูแลพู่กัน อยากชวนไปกินข้าวกลางวัน เดินไปส่งที่แผนก”
“แต่ผมแคร์นี่ครับ...” ผมขยับมือไปแตะหลังมือหนาของเขาเบาๆ ส่งสายตากลมอ้อนวอนอย่างสุดชีวิต
“นะคร้าบคุณธีร์... ถือว่าผมขอร้องนะ ให้ความสัมพันธ์ของเราเป็ความลับในบริษัทไปก่อนเถอะครับ ทำตัวเหมือนประธานกับเด็กฝึกงานปกติทั่วไป เพื่อให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่และฝึกงานอย่างสบายใจนะครับบอส...”
คำออดอ้อนกึ่งวิงวอนและการััอย่างอ่อนน้อมของกระต่ายตัวน้อยเปรียบเสมือนอาวุธทำลายล้างความดื้อรั้นของบอสจอมมารจนหมดสิ้น สีหน้าของคุณธีร์ผ่อนคลายลง ลมหายใจยาวหลุดพ้นจากริมฝีปากอย่างยอมจำนน
“เรานี่ดื้อจริงๆ เลยนะ” เขาบ่นพลางส่ายหัวเบาๆ
“ตกลงครับ... ผมยอมเก็บความสัมพันธ์ของเราไว้เป็ความลับในที่ทำงาน”
“จริงเหรอครับ ขอบคุณมากนะครับบอส” ผมยิ้มแก้มปริ ตาหยีแทบเป็ขีดเดียวด้วยความโล่งอก
“แต่...” คุณธีร์เอ่ยขัดน้ำเสียงเ้าเล่ห์พร้อมรอยยิ้มมุมปาก ชวนให้ผมสะดุดกึกก้มมองสบตาและกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อก
“การตามใจมันย่อมมีข้อแลกเปลี่ยนร่วมกันครับ... พี่ขอตั้งกฎ 3 ข้อ แลกกับการซ่อนความสัมพันธ์ของเราในออฟศ”
ผมกะพริบตาปริบๆ มองเ้านายจอมมารอย่างระแวดระวัง
“กฎ 3 ข้อ... กฎอะไรบ้างครับคุณธีร์”
เขายกนิ้วขึ้นเรียงทีละข้อประหนึ่งประธานบอร์ดบริหารเสนอสัญญาร่วมทุนระดับประเทศ
“ข้อแรก... ห้ามพู่กันหลบหน้าพี่ในออฟฟิศเด็ดขาด หากเรียกคุยเื่งานส่วนตัวต้องมาพบทันที และถ้าพี่ทักข้อความหรือโทรหา ต้องตอบและรับสายโดยเร็วที่สุด ห้ามเงียบหายไปเด็ดขาด เข้าใจไหมครับ”
“เข้าใจครับ ข้อนี้ไม่มีปัญหา...” ผมพยักหน้ารับคำ ปกติก็ไม่เคยกล้าเพิกเฉยสายของเขาอยู่แล้ว
“ข้อที่สอง...” สายตาคมปลาบหรี่ลงแฝงกระแสความหวงแหนพัดโหม
“ห้ามทำตัวใกล้ชิดสนิทสนม ยิ้มแย้ม หรือหัวเราะต่อกระซิกกับพนักงานชายคนอื่นมากเกินไป... โดยเฉพาะบรรดาเด็กฝึกงานในแผนกเดียวกัน ถ้าพี่เห็นหรือรู้ข่าวว่าพู่กันไปแจกยิ้มหวานให้ใครเกินงาม... พี่จะลงโทษให้หนักกว่าเมื่อคืนหลายเท่าตัวแน่”
คำว่า 'ลงโทษให้หนักกว่าเมื่อคืน' ชวนให้ผมนึกเตลิดไปถึงความอบอุ่นแสนซาบซ่านจนต้องแก้มแดงเห่อร้อนฉ่า รีบตอบพยักหน้าหงึกหงักกลัวใจเขาจะลงมือสาธิตในครัว
“ระ... รับทราบครับ! จะวางตัวให้เรียบร้อยที่สุดครับบอส”
“ดีมากครับ” บอสอมยิ้มพึงพอใจอย่างที่สุด ก่อนชูนิ้วที่สามขึ้นมา
“ข้อสุดท้าย... หลังเลิกงานพู่กันห้ามกลับเอง ต้องให้พี่ไปรับไปส่งลับๆ โดยนัดเจอกันที่ลานจอดรถชั้น VIP หลังเวลาเลิกงาน เพื่อที่พี่จะได้พาเรากลับบ้านด้วยกัน... ทุกวัน”
ผมไตร่ตรองตามกฎข้อที่สาม แม้จะฟังดูเสี่ยงต่อการสะดุดตานิดหน่อย แต่ที่จอดรถ VIP ของผู้บริหารระดับสูงปกติก็เงียบเชียบและไม่ค่อยมีพนักงานเดินผ่านอยู่แล้ว แถมยังประหยัดค่าเดินทางและมีบริการรับส่งพิเศษอีกด้วย
“ตกลงครับ กฎทั้ง 3 ข้อนี้ ผมตกลงยอมรับและรักษาสัญญาอย่างเคร่งครัดครับคุณธีร์”
ผมคลี่ยิ้มกว้างยอมตามใจ
คุณธีร์จ้องมองแก้มแดงๆ และรอยยิ้มแสนซื่อของผมด้วยสายตาที่ทอประกายความเอ็นดูรักใคร่อย่างเปิดเผย สัญญาลับของพวกเราเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แบบ เขาลุกขึ้นยืนขยับตัวอ้อมโต๊ะอาหารหินอ่อนเข้ามาหยุดที่ด้านหลังเก้าอี้ของผม สองแขนแกร่งโน้มลงมาสวมกอดรัดโอบล้อมร่างบางจากด้านหลังอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นที่ทาบทับเข้าทำให้ผมใจเต้นรัว
“เมื่อตกลงสัญญาแล้ว... ก็ต้องมีตราประทับยืนยันนะครับพู่กัน”
เขากระซิบชิดหูด้วยน้ำเสียงอุ่นละมุน ก่อนประทับจูบแ่เบาที่ขมับนิ่มเน้นย้ำด้วยความแสนดีปกป้องดูแล มันเป็จูบที่ไม่ได้เร่าร้อนเหมือนบทรักยามค่ำคืน ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยสายใยรักที่ฟูคับอกจนทำให้หัวใจกระต่ายตัวนี้แทบละลาย
“พี่รักพู่กันนะครับ ฝากตัวด้วยนะกระต่ายน้อยของพี่”
“ครับ... ฝากตัวด้วยเหมือนกันนะครับพี่ธีร์”
ผมกระซิบตอบเสียงอ้อมแอ้ม ยอมเอียงศีรษะซบแผ่นอกแกร่งด้านหลังพลางหลับตาพริ้มอมยิ้มเต็มแก้ม ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความหวานล้ำของเช้าวันใหม่
นี่คือปฐมบทของ 'ความสัมพันธ์ลับในออฟฟิศ' ระหว่างท่านประธานบอร์ดจอมเฮี้ยบผู้แสนจะคลั่งรักกับเด็กฝึกงานซุ่มซ่ามแสนโก๊ะ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีความอลเวงตลกขบขันอะไรรออยู่อีกบ้าง... แต่เวลานี้ ผมรู้เพียงแค่อ้อมแขนของคุณธีร์คือสถานที่ที่ปลอดภัยและอบอุ่นใจที่สุดในโลกเลยล่ะ