สำหรับอาหารเป็แป้งต้มเป็ก้อน ใส่พวกเนื้อสับ น่าจะกินอันนี้กันแทนข้าวต้ม รสชาติยังเปรียวเหมือนเดิม
ยังมีแผ่นข้าวโป่งให้ใช้ตักกิน
ผมรู้สึกแปลกๆ ที่ใช้แผ่นแป้งตักแป้งกิน
ไม่มีน้ำชา หรือกาแฟ มีแต่น้ำเปล่า โลกนี้คงไม่รู้จักคาแฟอีน ผมเสพติดชา กับโค้กซีโร่ ถ้าไม่มีคาเฟอีนตอนบ่ายคงจะง่วงน่าดู...
หลังจากกินข้าวอย่างรวดเร็ว โดยไม่พูดอะไรกันจนเสร็จ คนรับใช้ก็ช่วยโชสวมผ้าคลุม เธออยู่ชุดนักเวทย์เต็มยศ สีขาว-แดง ดูคล้ายมิโกะญี่ปุ่น
เราเดินออกไปยังลานหน้าบ้าน
มีคนตั้งแถวส่งแบบเดียวกับตอนตั้งแถวรับ
พวกคนรับใช้ต้องทำแบบนี้ทุกวันเลยเหรอไม่เบื่อบ้างหรือไง
“เร็วเถอะ พระยาเขี้ยวเงินบอกว่าให้พานายไปถึงก่อนไก่ แต่นายตื่นสาย จนพวกเราช้ากันไปมากแล้ว”
เธอบอก ขณะที่ตอนนี้คนรับใช้ ไม่สิ... ผมคิดว่าน่าจะเป็ทาสของเธอกำลังช่วยสวมรองเท้าให้
คีย์ทำท่าจะสวมของเท้าให้ผม
ผมมองการแต่งตัวของเธอ ก่อนจะนึกได้ว่า ในอากาศที่หนาวขนาดนี้คีย์สวมแค่ผ้าพันอก
“ขอรองเท้า กับผ้าคลุมเพิ่มได้มั้ยครับ” ผมหันไปบอกคนรับใช้คนอื่น
“หา ทำไมเหรอ” โชถาม
“สำหรับคีย์”
“เ้าจะเอารองเท้ากับผ้าคลุมให้เครื่องเรือนงั้นเรอะ?”
“เธอยกคีย์ให้ผมแล้ว ผมจะทำยังไงกับเธอก็เื่ของผมไม่ใช่เรอะ”
โชทำหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่ก็โบกมือเป็สัญญาณให้คนรับใช้ของเธอทำตามที่ผมขอ
จากนั้น หลังจากที่ผมกับคีย์ใส่รองเท้าเรียบร้อย คณะของพวกเราก็เดินลงบันได ไปยังรถเทียมนกที่จอดอยู่หน้าเรือน
ผมมองกลับไปยังเด็กสาวที่ยืนรวมอยู่กับคนรับใช้คนอื่นๆ
“ผมจะให้คีย์นั่งไปกับเราด้วย” ผมบอกโช
“หา?”
“รถนี่น่าจะนั่งได้ตั้งสี่คน ถ้าถูกโจมตีอีก มีคนที่ใช้เวทมนตร์ได้เพิ่มมาอีกจะดีกว่าใช้มั้ย”
โชถอนหายใจ
“เอาเถอะ” เด็กสาวหูสุนัขจิงจอกบอก และขึ้นไปบนรถม้า
รถเคลื่อนออกไป เมื่อคีย์ขึ้นมานั่งข้างๆผมเงียบๆ
“ถามจริงๆ ข้าเป็คนยกคีย์ให้เ้าจริงๆเหรอ” โชถามซ้ำอีกครั้ง
“อืม” ผมตอบแบบตัดปัญหา
“ขอคืนได้มั้ย”
ผมมองหน้าคีย์ เธอมองผมกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ยังไงการมีพวกยังไงก็ดีกว่าตัวคนเดียว
ถึงจะฟังดูเลวร้าย แต่ผมยอมรับว่าการมีพรรคพวกที่อยู่ในสถานะเครืองเรือนนั้นช่วยผมได้มากทีเดียว เพราะหมายความว่าผมจะไว้ใจได้ว่าคีย์ไม่ทรยศอย่างแน่นอน
“ไม่ล่ะ โทษที...”
“หา”
“ที่โลกของผม การกลับคืนสัญญาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็เื่เสียเกียรติสำหรับขุนนางนะ”
โชทำเสียง ฮึมๆ อย่างไม่ค่อยพอใจ
“ถ้าไม่อยากเสียใจ คราวหลังก็อย่ากินเหล้าอีกล่ะ”
“อย่ามาทำเป็สอนนะเ้าไพร่”
โชยังคงบ่นพึมพำ ท่าทางเธอดูเสียดายจริงๆ
“เธอมีเครื่องเรือนคนอีกหรือเปล่า” ผมถาม
“ไม่มีหรอก” โชบอก ด้วยท่าทางเซ็งๆ “ถึงจะมีทาสหลายคน แต่มีเครื่องเรือนแค่คีย์เท่านั้น ขุนนางคนอื่นๆในเวียงก็แทบจะไม่มีใครมีเครื่องเรือนเลย ที่จริงเครื่องเรือนหายากมากๆ ส่วนใหญ่แล้วขุนนางจะยอมตายดีว่าจะเป็เครื่องเรือน ท่านพ่อได้รับคีย์มาจากศึกเมื่อหลายปีมาแล้ว”
ผมรู้สึกว่าคำว่า ขุนนางจะยอมตายดีว่าจะเป็เครื่องเรือน ของโชนี้แฝงการจงใจดูถูกคีย์อยู่หน่อยๆ
“เหรอ หมายความว่าพ่อของเธอไปรบมาสินะ”
“แน่สิ ตระกูลของข้าเลยได้ตำแหน่งราชครูนี่ไง”
หมายความว่าพ่อของโชได้ตำแหน่งจากการรบ และตำแหน่งนั้นก็สืบทอดมาถึงเถอะตามระบบสืบทอดตำแหน่งตามสายตระกูลงั้นเหรอ เป็ยุคฟีดัลแบบสุดทางจริงๆ
“งั้น หน้าที่ของตระกูลของเธอคือสอนทหารในวังเหรอ”
“ไม่ใช่แค่ทหารในวัง ก็บอกแล้วไงว่า “ราชครู” ไม่มีหูเรอะ ขุนนางทุกคน รวมถึงเ้าหญิงและเ้าชาย ล้วนเรียนวิชาจากข้าทั้งนั้น”
แบบนี้นี่เอง ราชครูไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง แต่เป็ครูจริงๆ เพราะแบบนี้ถึงศักดินาที่ดินไม่สูงมาก แต่ก็เลยได้รับความเคารพสินะ
โชดูไม่อยู่ในอารมณ์จะคุยอะไรต่อ ส่วนคีย์ก็ดูจะไม่อยากพูดอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าโช คงจะยังรักษาความเคยชินในตำแหน่งเดิมอยู่
ดังนั้นผมก็เลยใช้เวลาไปกับการดูวิวภายนอกซึ่งเมื่อวานมองดูไม่ถนัดเพราะค่ำแล้ว
นอกหน้าต่างรถม้า ข้างถนนเห็นนา สลับกับป่ารก ไกลออกไปมองเห็นูเาในทุกทิศ จึงไม่ต้องเดาว่าผมอยู่ในเมืองกลางหุบเขา
ที่นาไม่เหลือต้นข้าวอยู่แล้ว คันนาค่อนข้างเยอะ แบ่งนาแต่ละแปลงไม่ใหญ่มาก มีรอยไหม้ดำๆ แสดงว่าใช้วิธีเผาซังข้าวหลังจากเกี่ยวเสร็จ
ผมสังเกตว่ามีทางน้ำเล็กๆ ทำจากการขุดดิน ระหว่างแต่ละแปลง
นาข้าวเป็หัวใจของการเกษตรกรไทย งานของผมต้องเข้าใจนาเป็อย่างดี
นาภาคกลางเป็นาแบบอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักรเตรียมนา และเครื่องปั้มน้ำจากคลองชลประทานขึ้นมา ทำให้แต่ละแปลงใหญ่มาก และอาจทำได้ถึงปีละสามครั้ง
แต่นาภาคอีสานดินจะเก็บน้ำไม่ค่อยดี แปลงนาจึงมีคันนาเยอะ แบ่งเป็ขนาดเล็ก เพื่อเก็บน้ำฝนที่ตกตามฤดูกลางเอาไว้ ทำนาได้อย่างมากเพียงปีละสองครั้ง
ส่วนนาภาคเหนือ มีลักษณะคล้ายกับของโลกที่ผมอยู่ตอนนี้ คือมักจะมีคูดินสำหรับส่งน้ำจากคลองเข้ามาเช่นนี้ น้ำส่งมาจากไหนนะ? คลองธรรมชาติ หรือชลประทาน?
ไม่รู้ว่าโลกนี้จะมีเทคโนโลยีชลประทานมั้ย สมัยก่อนจะมีชลประทานประเทศไทยเราทำนาได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น
เทคโนโลยีการเกษตรไม่ใช่แค่การชลประทานที่ทำให้ทำนาได้ปีละหลายครั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมดิน เข้าใจเื่ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช การเลือกพันธ์พืช และเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงในการทำนาด้วย
นาของประเทศไทยจะได้ผลผลิตประมาณ 0.8 - 1.4 ตัน ต่อไร่ขึ้นกับสภาพดินและพันธุ์ข้าว แต่ไม่รู้ว่าที่นี่ปลูกผลผลิตกันได้เท่าไหร่
แต่เท่าที่ผมดู การบุกเบิกนายังถือว่าเบาบาง ที่นามีแค่ส่วนที่ติดถนนไม่กี่ไร่ ส่วนที่ปล่อยให้รกร้างเป็ป่ายังเยอะอยู่
คงจะเป็เพราะประชากรยังน้อย และไม่มีเครื่องจักรทำให้ต่อคนดูแลนาได้ไม่มาก
ถนนที่รถเทียมนกของเราแล่นไปเป็ถนนกวดหิน กว้างพอจะให้รถสองคันสวนกันได้ แต่ไม่มีรถสวนเราเลยจนกระทั่งมาถึงเขตเมือง
ผมไม่รู้เลยว่าเรามาถึงเขตเมืองแล้ว จนรถหยุดจอดหน้าประตูเมือง
ข้างๆยังเป็ทุ่งนา เหมือนอยู่ๆก็มีคูเมือง และกำแพงเมืองโผล่มาด้านหน้าถนน ไม่ได้มีสัญญาณว่าใกล้เขตเมืองแล้วแต่อย่างใด ไม่เหมือนในโลกของเราที่พอใกล้เมืองแล้วจะมีอาคารหน้าแน่นขึ้น
หมายความว่าประชากรน้อยจนกระทั่งส่วนตัวเมืองอยู่ในกำแพงเมืองได้หมด เดาได้ว่าเมืองนี้น่าจะพึ่งตั้งมาไม่นาน เพราะหากผ่านไปหลายๆรุ่น ประชากรมักจะเพิ่มจำนวนจนล้นกำแพงเมืองออกมา
ทหารยามตรวจดูรถม้าแวบเดียว คงจะเห็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างของขุนนาง เขาจึงปล่อยให้พวกเราเข้าเมืองในทันที
ประตูเมืองเป็แบบสะพานที่ดึงขึ้นได้เหมือนปราสาทยุโรป รักษาความปลอดภัยกันเข้มงวดน่าดู
หลังประตูเป็ตัวเมือง
บ้านมีทั้งแบบสร้างติดๆกันเป็แถว สูงสองชั้น ชั้นล่างเป็เหมือนลานใต้ถุนที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่นทอผ้า หรือปั้นหม้อ ส่วนชั้นบนคงจะเป็ที่อยู่อาศัยจริงๆ
กับแบบที่มีรั้วไม้ไผ่กันตัวบ้านไว้กับถนน และตัวบ้านในรั่วคงจะอยู่ห่างจากถนนออกไป
เมืองขนาดไม่ค่อยใหญ่จริงๆด้วย เพียงครู่เดียวเราก็มาถึงวังหลวงซึ่งน่าจะเป็ศูนย์กลางของเมือง
ที่วังหลวงมีกำแพงและคูเมืองอีกชั้นหนึ่ง
คราวนี้ทหารยามดูจะตรวจมากกว่าหน่อย จึงมองเข้ามาในรถด้วย
ทหารยามเป็ชาวหูหมา พกดาบโบราณสะพายหลัง สวมผ้าคลุม
พวกเขาปล่อยเราเข้าไปในประตู หลังกำแพง เป็สวนป่า คล้ายกับเวลาเราเข้าไปในวัดป่า
มองเห็นเรือนทำจากไม้ ซึ่งน่าจะเป็จวนตางๆ อาจจะเป็ที่อยู่หรือศูนย์ราชการผมก็ไม่ทราบ
รถเคลื่อนไปยังศูนย์กลางของวัง เป็เรือนที่ทำจากไม้ ซึ่งดูหรูหรากว่าเรือนอื่นๆ ก่อนจอดลงตรงนี้ โชให้สัญญาณให้ผมลงจากรถ