ก่อนหน้านี้เหมยเซียวเหรินจินตนาการถึงฉากยามตนพบกับกองโจรไว้นับไม่ถ้วนเช่น หากเจอศัตรูบนทางแคบ หากรถม้าถูกปล้นชิงไป หากรถม้าถูกล้อมไว้…แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
“นี่มัน…เกิดอะไรขึ้น”
เยี่ยจือคิดแล้วกล่าวว่า “หรือว่ารายงานจะผิดพลาด หรือว่าพวกเราพลาดเวลาไป โจรย้ายถิ่นได้ไปที่อื่นเสียแล้วรึ”
ใจของเหมยเซียวเหรินแทบจะดิ่งลงเหว
ไม่ใช่ว่านี่พลาดโอกาสไปแล้วหรือ
“รายงาน…” มือปราบคนหนึ่งส่งเสียงลากยาววิ่งมา ชี้ไปยังด้านหน้าป่า “ใต้เท้า อยู่ข้างหน้าขอรับ”
กลุ่มคนที่ห่อเหี่ยวมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันใดทุกคนเตรียมพร้อมสู้สุดชีวิต รอเพียงเหมยเซียวเหรินออกคำสั่ง
เหมยเซียวเหรินพุ่งขึ้นไปด้านหน้าของกลุ่มคนอย่างรอไม่ไหววิ่งไปตามถนนใหญ่ที่มือปราบรายงาน เมื่อใกล้จะถึงก็หยุดลงหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บอกให้ทุกคนหลบให้ดี คอยดูสถานการณ์ก่อน
ด้านหน้าเป็พื้นที่ราบ ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้หนาแน่นมีหญ้าเขียวชะอุ่ม ทั้งยังมีน้ำตกสายหนึ่งที่ไหลจากยอดเขาลงมาสู่บึงกว้าง
ริมบึงมีต้นหลิวขึ้นอยู่แถวหนึ่ง กิ่งหลิวโค้งลงโอนเอนอยู่กลางสายลมแ่เบา
ทิวทัศน์งดงามยิ่ง แต่ที่ดึงดูดความสนใจของคนยิ่งกว่าทิวทัศน์ก็คือกองโจรที่อยู่ด้านข้าง
เป็ดั่งที่คิด นางมาช้าเกินไป โจรราวยี่สิบกว่าคนกำลังถือมีดดาบโอบล้อม “แพะอ้วน” ตัวอื่นหรือกลุ่มของแพะอ้วนจากที่อื่นที่นางกำลังมองอยู่เอาไว้เสียแล้ว
ในขบวน “แพะอ้วน” มีหนึ่งคนขี่ม้านำหน้า สองคนขี่ม้าปกป้องรถม้าไว้ด้านหลังยังมีคนขับรถม้าที่บรรทุกโลงศพเอาไว้ พวกเขาสวมใส่เสื้อไว้ทุกข์สีน้ำตาลเข้มแต่ว่าทั้งหมดก็ยังไม่ถึงสิบคน แล้วจะต่อกรกับกองโจรได้อย่างไร
เหมยเซียวเหรินทอดถอนใจด้วยความสงสาร นางคิดจะใช้ตนเป็เหยื่อล่อไม่คิดว่าจะมาช้าไป ทำได้เพียงให้คนต่างถิ่นเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็ธรรมแล้ว
โจวหู่หลบอยู่หลังต้นไม้รู้สึกกังขา “การแต่งกายของคนเหล่านี้ดูแล้วมีเงินก็จริง แต่ว่าพวกเขามาเพื่อฝังศพ แม้กระนั้นพวกโจรก็จะไม่ละเว้นพวกเขาหรือ”
เยี่ยจืออธิบายเสียงต่ำ “คนที่ไปฝังศพจะนำของเซ่นไหว้ไปด้วยไม่น้อย ซึ่งตรงกับความ้าของเหล่าโจรพอดี”
“ชู่...” เหมยเซียวเหรินส่งสัญญาณให้พวกเขาเงียบ ดูสถานการณ์ก่อน
ชายหนุ่มที่อยู่หัวแถวของขบวน“แพะอ้วน” ลงจากม้า กล่าวกับกองโจรว่า “บังอาจ รู้หรือไม่คนที่เ้ากำลังขวางอยู่คือผู้ใด”
“อย่าพูดมาก ถนนเส้นนี้ข้าเป็เ้าของหากไม่ทิ้งเงินไว้ ไม่ว่าจะคนเป็หรือคนตาย อย่าหวังจะได้ผ่านไป”
ทันทีที่หัวหน้ากองโจรพูดจบ โจรคนอื่นก็ชักดาบออกมาเสียง “ฟับ ฟับ” ดังไปทั่ว
ดูเหมือนพวกมันกำลังจะลงมือ
ให้คนเขาเป็เหยื่อล่อแล้ว แต่คนตายนั้นยิ่งใหญ่เหมยเซียวเหรินไม่อาจยอมให้แพะอ้วนเหล่านี้ได้รับความไม่เป็ธรรม จึงเลิกมองดูจากที่ลับรีบทำตามแผน
นางยกมือขวาขึ้น
เยี่ยจือรู้ความหมาย วางนกหวีดตัวหนึ่งไว้กลางฝ่ามือของเหมยเซียวเหริน
ไม่นาน ก็มีเสียงเป่าดังชัดออกมาจากในป่า โจรกลุ่มนั้นกำลังเตรียมจะจัดการ “แพะ” แต่กลับถูกเสียงนกหวีดทำให้สับสน หยุดเคลื่อนไหวในทันที
จากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวมากมายปรากฏขึ้นรอบๆเห็นเพียงกลุ่มคนวิ่งออกมาจากป่า ทุกผู้ล้วนมีอาวุธล้อมกรอบกลุ่มโจรเอาไว้ด้วยจำนวนที่มากกว่าถึงสองเท่า
ฉากนี้ดูเหมือนตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง[1]
“นั่นคือ…โจรูเารึ” โจวหู่ตะลึงนิ่งงันไป
ศัตรูเยอะ แต่พวกตนกำลังน้อย กองโจรที่เมื่อครู่ยังโเี้ ตอนนี้กลับหวาดกลัวมองไปยังคนที่มาอย่างตื่นตระหนก มือกำดาบเล่มใหญ่ไว้ เคลื่อนตัวไปรอบๆ ไม่หยุด
เพราะว่าไม่มีทางเข้า จึงไม่มีทางให้ถอย
“พวกเ้าเป็ใคร!” หัวหน้ากองโจรถามอย่างเกรี้ยวกราด
หัวหน้าโจรูเาชี้นิ้วโป้งมาที่ตัวเอง ะโว่า “ูเานี้ เป็ของข้า พวกเ้ามาแย่งชามข้าวของข้า อยากตายสินะ”
กองโจรมองตากันไปมา ขยับมารวมกัน มีสองสามคนรวมกันเป็กลุ่มดูคล้ายกำลังปรึกษากันหาวิธีรับมือ
รองหัวหน้ากองโจรคิดจะลองเจรจากับโจรูเา “นั่น…ก็ยังมีเื่มาก่อนได้ก่อน มาหลังได้ทีหลัง ตามกฎของสังคม...”
หัวหน้าโจรูเาปัก มีดในมือลงบนพื้นดิน พิงมีดเบาๆแล้วพูดว่า “พูดเื่กฎให้น้อยลงหน่อย เ้ากับคนแค่นี้ ยังกล้าคิดแย่งการค้าของข้ารึ”
เหล่า “แพะอ้วน” ที่ถูกล้อมไว้ตรงกลางสับสนมึนงง โจวหู่และเหล่าพี่น้องของเขาที่หลบอยู่หลังต้นไม้ในป่าก็สับสนมึนงงเช่นกัน
นี่มันเื่อะไรกัน พวกเขามาปราบโจรยังมาพบโจรกินโจรอีกหรือจะอาศัยความขัดแย้งนี้ตักตวงผลประโยชน์เสียเลย
มีเพียงเยี่ยจือกับเหมยเซียวเหรินยังสงบนิ่ง
ใน่เวลาที่ทุกคนกำลังสับสนมึนงง เหมยเซียวเหรินก็เผยตัวออกมาจากหลังต้นไม้เดินไปยังโจรูเา
โจวหู่พะวักพะวงว่าควรจะหยุดใต้เท้าไว้หรือไม่ด้านหน้าไม่เพียงมีกลุ่มโจรดิน ยังมีโจรูเาโขยงหนึ่ง อันตรายยิ่งนัก
“ทำให้ทุกท่านลำบากแล้ว”เหมยเซียวเหรินเดินไปพูดไป
เหล่าโจรูเาเมื่อได้ยินเสียงก็ถอยไปด้านข้างเหลือทางเดินไว้สายหนึ่ง
เหมยเซียวเหรินเดินออกมาจากกลุ่มคน มายืนด้านหน้าของกองโจรที่กลายเป็เต่าในอ่าง[2] นางคลี่พัดโบกลมให้ตนเอง มองไปที่พวกมันว่าจะทำอะไรได้อีก
หัวหน้าโจรูเายกมีดขึ้นพาดบ่า ตบอกหัวเราะหึๆพูดว่า“ใต้เท้า ท่านวางใจได้เลย พวกมันหนีไปไม่ได้แน่!”
เหมยเซียวเหรินเก็บพัด แล้วเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวเขม็งตามองกองโจร“ข้าไม่เข้าใจกฎของชาวยุทธ์ จึงเรียกคนเหล่านี้มา พูดมา พวกเ้าอยากจะใช้ชีวิตอย่างไร”
“เ้าเป็ขุนนางรึ” เหล่ากองโจรได้แต่มองกันไปมา
เหมยเซียวเหรินคลี่พัด โบกลมไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “พวกเ้ามาก่อเื่ในพื้นที่ของข้า ไม่รู้หรือว่าข้าเป็ใคร”
“ท่านผู้นี้คือใต้เท้าเหมยเซียวเหรินนายอำเภอชิวสุ่ยพวกเ้าแย่งชามข้าวข้าได้ แต่ไม่อาจก่อเื่ในพื้นที่ของใต้เท้าได้!”
เหมยเซียวเหรินยืนนิ่ง ดวงตาหรี่ลงแล้วยกมือ-ขึ้น “จับให้หมด”
มีคนมากมาย เห็นชัดว่าขัดขืนไปคงไม่ดีแน่ โจรจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะคุกเข่าร้องขอความเมตตา“ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย…ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย พวกเราทำไปด้วยความจำเป็เพื่อเลี้ยงชีพ…”
มีโจรเพียงส่วนน้อยที่ยังยืนอยู่ ไม่ยอมจำนนหนึ่งในนั้นก็คือหัวหน้ากองโจรกองโจร
เหมยเซียวเหรินพูดเตือนความจำอย่างเชื่องช้า “ต้าหนิงมีหนึ่งร้อยสิบเจ็ดเมือง หนึ่งร้อยสี่สิบสามจังหวัด หนึ่งพันหกอำเภอที่ไหนพวกเ้าก็ไม่ไป ต้องมาที่อำเภอนี้ของจังหวัดเสวียนโจว หน้าตาชื่นมื่นเช่นนี้หากเปิ่นกวนไม่เชิญพวกเ้าไปนั่งยังที่ว่าการแทนใต้เท้าผู้ว่าจังหวัด เกรงว่าจะเสียมารยาทแล้ว”
หัวหน้ากองโจระโเสียงดัง “ลุกขึ้นมาให้หมด กลัวอะไร สู้ไม่ไหวก็ตายไปด้วยกัน!”
“หากเ้าอยากตาย ก็ถามคนอื่นก่อนว่าเขาอยากด้วยหรือไม่”
เหมยเซียวเหรินจ้องไปยังหัวหน้ากองโจร เขาร้อนรนขึ้นมาทันใดนั้นก็ยกมีดขึ้นพุ่งมาทางนาง
น่าเสียดายที่ช้าไป ในขณะที่เขายกมีดขึ้นมานั้นมีดาบสองด้ามจากไหนไม่รู้ พาดอยู่บนคอของเขาเสียแล้ว
โจวหู่เองก็เป็คนฉลาด รู้หลักการจับโจรให้จับหัวหน้าก่อนเขาพาลูกน้องมาล้อมไว้อย่างเงียบๆ จับกุมตัวหัวหน้ากองโจรไว้
กองโจรถูกจับกุมโดยไม่มีการต่อสู้
เหมยเซียวเหรินมองโจรูเาเอาเชือกมัดกองโจรอย่างเฉยชาเมื่อกองโจรทั้งหมดถูกมัดไว้แล้ว ก็ถูกพาตัวไปรอด้านข้างถนน นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เหมยเซียวเหรินกำลังจะหันกายจากไป ยามที่เห็นผ้าม่านของรถม้าคันนั้นขยับไหวเล็กน้อย
อาจเพราะสายลมเป็เหตุ ปุยขาวของดอกหลิวจึงเริ่มลอยละล่องกระจัดกระจายไปกลางท้องฟ้าและพื้นดินคล้ายเกล็ดหิมะ
มีเงาร่างหนึ่งลงมาจากรถม้า ปัดแขนเสื้อกว้างของตนเพื่อไล่ปุยดอกหลิวที่เปื้อนอยู่บนอาภรณ์จากนั้นจึงยืนนิ่งมองเธออยู่ด้านข้างของรถม้า
ทั่วท้องฟ้า ปุยขาวของดอกหลิวนั้นเป็ดั่งหิมะที่ปกคลุมอยู่บนชุดขาวของเขา
ปุยขาวดอกหลิว ชุดขาว…เขายืนลำพังอยู่ตรงนั้น เหมือนดั่งหยกงามไร้ตำหนิ พร้อมด้วยกระดูกหยกและท่าทางเปิดเผย
นางก้าวสองสามก้าวเข้าไปใกล้อีกหน่อย เห็นว่าคนที่ใส่ชุดขาวนี้มีหมวกหยกบนผมสีดำเหมือนน้ำหมึกคิ้วพาดดั่งกระบี่ ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำจนอ่านไม่ออก เค้าโครงของจมูกและริมฝีปากยากจะหาที่ตำหนิ…ทุกตำแหน่งล้วนเหมือนกับจรดพู่กันแต้มตวัด
ไม่รู้ว่านี่เป็ภาพวาดหรือเป็มนุษย์กันแน่
หากเป็ภาพวาด ก็เป็ผลงานที่ชวนให้ผู้คนตกตะลึง
เหมยเซียวเหรินจ้องมองชายในชุดขาว แล้วเคลิบเคลิ้มในทันที
“ใต้เท้าขอรับ”
นางใจากเสียงเรียกของเยี่ยจือจนสติสัมปชัญญะกลับคืนมาบางส่วน
นี่เป็ขบวนไปฝังศพ ที่เขาสวมอยู่น่าจะเป็ชุดไว้ทุกข์
หลังจากที่เขาลงมาก็จ้องมองนางอยู่เช่นนี้ เงาร่างสูงเหยียดตรงทันใดนั้นเขาก็ขยับริมฝีปากถามว่า “ใต้เท้าเป็นายอำเภอของที่นี่หรือ”
เสียงเหมือนดั่งตัวคน
เหมยเซียวเหรินพยักหน้า สายตายังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเขาทุกท่วงท่ากระซิบกับตัวเองในใจว่า‘ท่วงท่าของขุนนาง!’
เพื่อป้องกันไม่ให้ใต้เท้าไม่รู้ที่มาไม่พอใจนางรีบถามเยี่ยจือเสียงเบา “่นี้มีใต้เท้าท่านไหนจะเดินทางผ่านที่ของพวกเราหรือไม่”
เยี่ยจือส่ายศีรษะ “ไม่มีข่าวใดๆ เลย”
ไม่ว่าเขาจะเป็ใคร ก็ต้องให้เกียรติคนตายก่อนเหมยเซียวเหรินไม่คิดจะทำให้พวกเขาล่าช้าอีกต่อไป จึงกุมมือคารวะให้ชายในชุดขาว พูดว่า “ถนนเส้นนี้ไปอำเภอหยุ่น ่นี้อำเภอหยุ่นไม่ค่อยสงบนัก พี่ชายพาคนมาน้อย ควรระมัดระวังให้ดี”
“ขอบคุณใต้เท้าที่เตือน”
เหมยเซียวเหรินหันกายกลับไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองชายในชุดขาว
หลินเทียนเป้าหัวหน้าโจรูเาตามเหมยเซียวเหรินมาจนทันแบกมีดพูดพร้อมหัวเราะ“ใต้เท้า เหล่าพี่น้องจัดการงานนี้ได้ดีหรือไม่”
“ดียิ่ง เ้าออกหน้าด้วยตัวเองจะไม่ดีได้หรือ” เหมยเซียวเหรินพูดแล้วก็ล้วงเงินหนึ่งก้อนส่งให้หลินเทียนเป้า
“ขอบคุณใต้เท้าที่ให้รางวัล”
เหมยเซียวเหรินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ท้องฟ้ามืดสลัวคล้ายกับฝนกำลังจะมา
“ฝนใกล้จะตกแล้ว ใต้เท้าไปหลบอยู่ที่หมู่บ้านูเาของข้าน้อยก่อนดีหรือไม่”
เหมยเซียวเหรินพยักหน้าตกลง หลังจากเดินไปได้สองสามก้าวก็คิดถึง “แพะอ้วน” กลุ่มนั้น จึงหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับไปถามว่า“ทางข้างหน้าขรุขระ ฝนตกแล้วเดินทางไม่สะดวก ไปหลบฝนด้วยกันดีหรือไม่”
ชายในชุดขาวกลับขึ้นบนรถม้าไปแล้ว คนที่ขี่ม้านำขบวนก็คล้ายกับไม่อาจตัดสินใจได้จึงได้ลงจากม้าไปถามผู้ที่อยู่บนรถม้า เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้วจึงพาขบวนตามพวกเขาไป
หลินเทียนเป้ากลับมีสีหน้ารังเกียจ “ใต้เท้า พวกเขามีโลงศพมาด้วย…”
เหมยเซียวเหรินตบไหล่ของหลินเทียนเป้า “โลงศพก็โลงศพสิ ตำแหน่งสูงร่ำรวย นี้เป็โชคลาภที่นำมาให้หมู่บ้านเ้าเชียวนะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] สำนวนจีนหมายถึง คนที่คิดถึงผลประโยชน์ที่ยู่ตรงหน้าเท่านั้น ทำให้ละเลยและมองข้ามต่อภยันตรายที่แฝงตัวอยู่เื้ั
[2] ไม่มีทางหนี