The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๕ ธาร์สกับโลกสีชมพู

            ผ่านไปแล้วสามวัน หลังจากที่ลูกพี่หายตัวไป

            พวกเกออนประลองกับทีมของฑิฆัมพรตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

            ทั้งหมดผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะและต่างเรียนรู้กันและกัน โดยเฉพาะธาร์สที่ลงประลองหนักกว่าใครเพื่อน

            ทว่าสถิติการชนะของเขา ยังต่ำเตี้ยจนน่าอนาถอยู่ดี

            รุสโซและคนอื่นเองเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิททำอะไรเกินตัว ก็พยายามจะห้ามเอาไว้

            ทว่าสำหรับคนที่ตกอยู่ในห้วงรักคำพูดของเขาก็แทบไม่ต่างจากสายลม

            มันลงสนามประลองเหมือนคนเสียสติ ประลองเสร็จทีก็จะเหลือบมองสาวต่างกิลด์คนนั้นที คล้ายคาดหวังว่าการต่อสู้อัน ‘น่าตื่นตา’ ของตนอาจจะเรียกร้องความสนใจของเธอได้บ้าง

            จากนั้นพอกลับเข้ากลุ่ม ก็จะโม้เสียงดังว่าเมื่อครู่การต่อสู้ของตนเฉียบขาดอย่างไร พิสดารมหัศจรรย์แค่ไหนคล้ายอยากให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจถึงศักยภาพอันซ่อนเร้นของตน

            เบอร์เบิล อรุณวดี ต่างก็รู้ดีว่าการทำอย่างนี้จะยิ่งขายหน้าพวกเขาก็พยายามปลอบ พยายามห้ามว่าให้เบาหน่อย ลดเสียงหน่อยทว่าหลังจากมันเงียบไปพักหนึ่ง ก็จะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ บ่อยครั้งเข้าพวกเขาก็ทำได้เพียงนั่งฟัง เพราะเหนื่อยที่จะพูดเตือนแล้ว

            ทั้งหมดรู้สึกพังทลาย

            ทว่าล่วงเวลามาถึงตอนค่ำหากเป็นโทรศัพท์มือถือก็ยังต้องชาร์จแบต พวกเขาต่างเป็นคนที่มีเลือดเนื้อต่อให้นี่เป็นโลกที่มีเวทมนตร์ อย่างไรก็ต้องพักกินดื่มกันบ้างทั้งสองฝ่ายจึงมาร่วมวงย่างเนื้อทำอาหารกินอย่างสุขสำราญ

            เกออน ธาร์ส และเบอร์เบิล ที่ปกติเป็นพ่อครัวใหญ่ประจำทีมต่างก็ลงสนามเพื่อช่วยเตรียมอาหาร โดยมีสมาชิกสาวจากฝั่งโน้นมาช่วยด้วยอีกสามคน

            และหนึ่งในนั้น คือสาวสวย เป้าหมายของธาร์ส

            ซูการ์ หญิงสาวสายธาตุเวทที่เพิ่งมาใหม่

            ส่วนพาราลีนและเลซาสองสาวจากทีมเดิมที่เคยผ่านภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์มารอบหนึ่งแล้วก็สังเกตเห็นว่าหมอนี่แอบเหล่เพื่อนของตนอยู่ แม้เขาจะทำเรื่องเด๋อๆ งงๆทว่าพวกเธอก็ไม่ได้ขัดขวางซ้ำยังแอบเอาใจช่วยด้วยการแยกกันไปล้างผักล้างเนื้อกันสองคนปล่อยให้ซูการ์อยู่กับหมอนั่นเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กันไป

            ส่วนธาร์สที่ได้โอกาสทองมาแบบมึนๆ นั้น…

            ก็ยังคงทำตัวแปลกๆ เช่นเคย

            เจ้าตัวเตรียมเครื่องปรุงและผักที่ล้างแล้วกับเธออย่างเกร็งๆหั่นผักสามที ก็เหลือบมองใบหน้าหวานของเธอที หั่นแครอทอีกสามทีก็ชื่นชมการลงมีดของเธอที ทว่าไม่กล้าพูดอะไร แล้วก็หันกลับไปทุบกระเทียม ซอยหอมทำตัวไม่ถูกวนอยู่อย่างนั้น

            จากนั้นพอเธอหันมาถามว่าผักที่หั่นเสร็จแล้วจะให้เอาไปไว้ไหน เจ้าตัวก็พลันรู้สึกชื่นใจขึ้นมาทันที

            เขาตอบรับอย่างกระดี๊กระด๊าเปลี่ยนจากเสียงหนึ่งเป็นเสียงสอง คำพูดสุภาพที่เพื่อนๆไม่เคยเห็นหลั่งไหลออกมาราวสายน้ำหลาก

            “วางไว้ตรงนั้นเลยครับเดี๋ยวส่วนที่เหลือผมจัดการให้เอง ไปพักก่อนเถอะครับ”

            เกออนกับอาเมียร์ที่กำลังยุ่งอยู่ข้างๆ มือไม้กระตุกขึ้นมาทันทีอยากจะยกหน้าที่แล่เนื้อถลกหนังอันแสนเหน็ดเหนื่อยนี้ให้มันช่วยสักหน่อย

            อันว่าห้วงอารมณ์สีชมพู แม้แต่น้ำต้มผักยังว่าหวานธาร์สผู้ที่กำลังหน้ามืดตามัวหั่นผักด้วยความเร็วสูง ความเชี่ยวชาญนับว่าเข้าขั้นปรมาจารย์แม้จะสับไปพร้อมเหล่สาวข้างๆ กายไปด้วย ก็ยังออกมาเป็นชิ้นเท่ากันดุจไม้บรรทัดทาบ

            ยิ่งมองเธอ หัวใจเขาก็ยิ่งอุ่นวาบแม้กระทั่งตอนที่เธอขมวดคิ้ว เจ้าตัวก็ยังเห็นว่าเธอน่ารักเกินบรรยายธาร์สจึงหันมาชี้ชวนให้เกออนช่วยชื่นชมเธออีกแรง

            “เห้ยๆ ดูสิ เธอเตรียมผักเก่งมากเลยเนอะ”

            เกออนที่เพิ่งยกเนื้อกลับมาให้อีกชุด หันไปมองซูการ์ที่กำลังปอกเปลือกมันฝรั่งอยู่ทว่าเจ้าตัวกลับเห็นว่าเธอปอกเปลือกอย่างทุลักทุเลมาก เดี๋ยวหนา เดี๋ยวบางเดี๋ยวเฉือนเยอะ เดี๋ยวเฉือนน้อย

            บางลูก เกรงว่าเปลือกที่หลุดออกมาพร้อมเนื้อยังเยอะกว่าหัวมันฝรั่งที่เหลืออยู่ด้วยซ้ำ

            เขาหันไปมองธาร์สพร้อมถอนหายใจหนักทำได้เพียงยิ้มเหนื่อยให้

            อาการเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่เวทมนตร์…

            …ก็คงรักษาไม่ได้

             

            ………………..

             

            ทั้งหมดล้อมวงกินอาหารพลางสนทนาอยู่ข้างกองไฟยามกลางคืนแม้ครั้งแรกๆ จะมีเขม่นกันบ้าง เนื่องเพราะมาจากต่างกิลด์ทว่าหลังจากประลองฝีมือกันมาหลายวัน ความแปลกหน้าก็พลันหายไป หลายๆคนจึงพอจะนับเป็นเพื่อนกันได้

            ทว่าขณะที่กำลังเฮฮาปาร์ตี้กันอยู่ก็มีสมาชิกคนอื่นในค่ายสังเกตเห็นตัวอะไรบินมาจากฝั่งตะวันตกทั้งค่ายใหญ่จึงตื่นตัวกันขึ้นมาทันที

            เนื่องเพราะไม่กี่วันก่อนพวกเขาเคยพบเจอกับผู้บุกรุกในขณะที่หน่วยส่งวัสดุจะบินเข้าเกาะการป้องกันจึงมีความตึงเครียดไม่น้อย ทำให้หลังจากได้รับแจ้งเหตุผู้คุมค่ายถึงกับออกมาตั้งกองกำลังเตรียมรับมือด้วยตัวเอง

            ทว่าหลังจากตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจ พวกเขาก็เพิ่งรู้ว่ามันคือนาคนภาตัวที่วิฬาร์ยืมไปทำภารกิจส่วนตัวนั่นเอง

            และหลังจากมันบินมาลงจอด พวกเขาก็ต้องตกใจ

            เพราะวิฬาร์ที่โดยสารมากับมันนั้นอยู่ในสภาพเลือดแห้งติดก้นหลอดเสื้อผ้าร่างกายยับเยินราวถูกฝูงสัตว์อสูรรุมมา ซ้ำยังมีกระดูกหักหลายแห่งบวกกับรอยช้ำจนเป็นสีม่วงนับสิบจุด ก็ทำให้เขายิ่งดูน่าเป็นห่วงสภาพแบบนี้เกรงว่าเก้าตายหนึ่งรอด

            เหล่านักเวทประจำกิลด์จึงรีบเอาไปรักษาทันที

             

            ………………..

             

            วิฬาร์ฟื้นขึ้นมาในช่วงรุ่งสาง

            เจ้าตัว เมื่อลืมตาขึ้นก็สะดุ้งจนสุดตัวมองไปรอบด้านด้วยจิตใจที่หวาดผวา ทว่าเมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ และเห็นกระโจมผ้าใบสีขาวเป็นสิ่งแรกก็พลันรู้สึกถึงความปลอดภัย ร่างกายที่เกร็งจนแน่นจึงผ่อนคลายลง

            ไม่ต้องวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว

            เจ้าตัวหลับตาลงเพราะยังรู้สึกเหนื่อยล้าสะสมอยู่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะหลับในสมองพลันคิดถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายที่ผ่านมาโดยไม่รู้ตัวเขาจึงยิ่งรู้สึกทรมานมากกว่าเก่า ไปๆ มาๆจึงลุกขึ้นมาหาอะไรทำเพื่อไม่ให้สมองฟุ้งซ่านอยู่กับเรื่องเดิมๆ

            และพอเขาเดินออกมาที่ส่วนหน้าของกระโจม ก็เห็นอาเมียร์กับเบอร์เบิลนั่งรออยู่

            ทั้งสองคนพอเห็นวิฬาร์เดินออกมาก้นก็เด้งขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที ต่างพุ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

            วิฬาร์แม้ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ้างทว่าบาดแผลทั้งหมดล้วนหายดีแล้ว เขาเองก็รู้สึกขอบคุณสำหรับความหวังดีครั้งนี้จึงสนทนากับทั้งสองอีกหลายคำ

            แต่ไม่นาน หลังจากรู้ว่าลูกพี่ตื่นทั้งหมดก็กรูกันเข้ามาถามกันยกใหญ่

            เพราะทั้งหมดต่างก็อยากรู้ว่าวิฬาร์ไปทำอะไรมาเหตุใดถึงกลับมาด้วยสภาพสะบักสะบอมถึงเพียงนี้

            แม้ปกติ พวกเขาจะแอบหวังล้มลูกพี่ให้ได้ทว่าความจริงแล้วล้วนทำไปด้วยความเคารพทั้งนั้นใจจริงล้วนเป็นห่วงและนับถือลูกพี่ดุจอาจารย์ จึงรีบเข้ามาถามไถ่ทันทีที่รู้ข่าว

            วิฬาร์เองก็เห็นเด็กๆ ทั้งหมดเป็นเช่นคนสนิททว่าฤๅษีอุษากำชับไว้ว่าหลังจากออกมาแล้ว ให้รีบเอาของไปให้ท่านรวมถึงห้ามเล่าเรื่องที่เจอมาให้ใครฟัง เขาจึงไม่อาจเล่าได้

            ทว่าพอคิดถึงใจเขาใจเราการที่เขาพาเด็กพวกนี้มาระหกระเหิน ร่อนไปร่อนมาอยู่นับเดือนซ้ำยังขอให้ช่วยทำภารกิจทศกัณฐ์ที่เมืองปางตาลแต่กลับไม่บอกต้นสายปลายเหตุให้รับรู้ ก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไปหน่อย บวกกับหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายศึก เขาก็เห็นแล้วว่าแต่ละคนเชื่อถือและพึ่งพาได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าหากตนเอาผลไม้ปีศาจนั่นไปให้อุษาเสร็จแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องภารกิจทศกัณฐ์ให้ฟังเป็นการชดเชยที่เล่าเรื่องในป่ามายานั่นไม่ได้

            “เดี๋ยวไว้ผมรีบทำธุระนี้ให้เสร็จก่อน แล้วจะมาเล่าให้ฟังทีเดียวเลยช่วยรอกันสักหน่อยนะ” วิฬาร์เอ่ยด้วยสีหน้าอิดโรย

            ทั้งหมดที่ได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาวเพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่ความลับธรรมดาดาษดื่นแต่ละคนแม้เริ่มคันไม้คันมือ แต่ก็ยังรู้หนักรู้เบาตอบตกลงรอคอยกันแบบกระมิดกระเมี้ยน

            วิฬาร์เองเมื่อเห็นว่าทั้งหมดพยายามข่มใจไว้ก็ยิ้มตอบอย่างอบอุ่น จากนั้นถามเรื่องทั่วไปในขณะที่เขาไม่อยู่สักสองสามประโยคซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นว่าเมื่อช่วงเช้ากลุ่มของฑิฆัมพรที่เริ่มปรับการประสานงานกันได้ออกไปลงดันเจี้ยนลับของพวกเธอกันอีกครั้งตามที่วางแผนไว้แล้วเธอจึงไม่ได้มาเยี่ยมเขา เพียงแต่ฝากความเป็นห่วงผ่านมาทางอาเมียร์ให้เขารู้

            เจ้าตัวที่ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจากฝั่งนั้นจึงยิ้มรับไว้ตามมารยาทก่อนจะรีบออกจากกระโจม เตรียมไปหาฤๅษีอุษาตามที่ท่านกำชับ

            ทว่าหลังจากออกมา เขาก็ถูกผู้เล่นกลุ่มหนึ่งของกิลด์รั้งตัวไว้เนื่องจากผู้คุมค่ายอยากสอบถามเรื่องเหตุการณ์ที่วิฬาร์เจอมาว่าทางพวกเขาจะต้องเตรียมการรับมืออะไรหรือเปล่าเพราะหากเจ้าอะไรที่ทำให้วิฬาร์สะบักสะบอมขนาดนั้นโผล่มาหน้าค่ายหรือเข้ามาในเมืองลงกาที่พวกเขาซ่อมอยู่ อาจจะรับมือกันไม่ไหว

            วิฬาร์เองก็รู้ดีว่าหากปล่อยไว้ไม่จัดการอาจทำให้ผู้คุมค่ายจากทั้งสองกิลด์ปวดหัวจนนอนไม่หลับเขาจึงไปบอกว่าเป็นภารกิจส่วนตัวที่เขาต้องเข้าไปในป่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะส่วนเจ้าสัตว์อสูรหรืออะไรก็ตามที่เขาเจอมาเขาตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าพวกมันอยู่แต่เพียงในป่านั้น และไม่สามารถออกมาได้ขอให้ทุกคนวางใจ เพียงแต่ให้กำชับสมาชิกคนอื่นๆว่าถ้าไม่ได้มีภารกิจหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับป่ามหาโหดนั่นก็อย่าเปรี้ยวเข้าไปหาเรื่อง

            พอได้ยินอย่างนี้ พวกผู้คุมค่ายก็คลายกังวลลงและไม่ได้รั้งตัววิฬาร์ไว้อีก

            เขาจึงรีบขี่นาคนภาไปหาฤๅษีอุษาอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน