เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 5 บทที่ 150 กัดเบาไป

            บรรดาสปอนเซอร์ทั้งหลายไม่ปล่อยให้ลั่วเสี่ยวซีแอบอยู่แบบนั้นได้นานนัก

            ในงานเลี้ยงไม่ได้ขาดหญิงสาวสุดเซ็กซี่ลั่วเสี่ยวซีก็ไม่ใช่คนที่เซ็กซี่ที่สุด หญิงสาวที่สวมชุดโป๊กว่าเธอก็มีเยอะแยะแต่ลั่วเสี่ยวซีชนะหญิงสาวเหล่านั้นที่หน้าตาอันงดงามรวมถึงบรรยากาศรอบกายอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

            ความเปิดเผยที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปบุคลิกสง่างามที่ถูกขัดเกลามาตั้งแต่เด็กใบหน้าที่งดงามผสมผสานระหว่างความอ่อนหวานและยั่วเย้าเป็นได้ทั้งนางฟ้าและซาตานในคนคนเดียวกันทำให้เธอกลายเป็นเหยื่ออันโอชะที่คนทั้งงานพากันจับจ้องจะไขว่ขว้า

            เธอเคยถ่ายแบบลงปกนิตยสารมาหลายเล่มถือเป็นหัวข้อเปิดการสนทนาที่ดีมากสำหรับหนุ่มๆ ที่คิดจะเข้ามาทักทาย

            บรรดาชายหนุ่มพากันเดินเข้าพูดคุยบางคนก็สื่อความหมายชัดเจน บางคนก็พูดแบบมีนัยลั่วเสี่ยวซีเคยเจอคำพูดประเภทนี้มาหมดแล้วและยังมีพวกมือปลาหมึกที่ชอบมาแต๊ะอั๋งอีก เป็นอะไรที่เธอสะอิดสะเอียนมากที่สุด

            ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจัดการพวกเขาจนหมอบไปแล้ว แต่ในเมื่อเธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงทางที่ดีเธอไม่ควรเป็นศัตรูกับใคร

            ด้วยเหตุนี้เธอจึงทำได้แค่สะบัดพวกมือปลาหมึกเหล่านั้นให้หลุดก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำซึ่งตอนนี้คงเป็นที่เดียวที่เธอสามารถอยู่อย่างสงบสุขได้

            แต่เธอไม่นึกเลยว่าผู้หญิงที่ซูอี้เฉิงพามาด้วยก็จะมาเข้าห้องน้ำเวลานี้เช่นเดียวกันหญิงสาวร่างบางกำลังยืนล้างมืออย่างตั้งอกตั้งใจ

            ลั่วเสี่ยวซีเดินเข้าไปหาเธออย่างลืมตัวก่อนจะแกล้งเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างมือพลางลอบมองเธอคนนั้นผ่านกระจกเงา

            รสนิยมของซูอี้เฉิงดูเปลี่ยนไปหญิงสาวคนนี้ดูอย่างไรอายุคงแค่ยี่สิบต้นๆ ดีไม่ดีอาจจะยังเรียนอยู่ด้วยซ้ำใบหน้าขาวเนียนที่ดูใสบริสุทธิ์ไม่ว่าใครก็คงเกลียดไม่ลงเหมือนกับซูเจี่ยนอันตอนสมัยเรียนไม่มีผิด

            ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็คงถูกความสะอาดสะอ้านสบายตาของเธอดึงดูดหัวใจเอาไว้แน่

            ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกหนักอึ้งที่หัวใจอีกครั้งหลังไม่ได้เป็นมานานเธอปิดก๊อกน้ำก่อนจะเดินก้มหน้าออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เช็ดมือ

            เธอก้าวเท้าอย่างรวดเร็วจนลืมไม่มองทางเลยเผลอไปชนคนอื่นเข้าให้

            “โอ๊ย!”

            เธอร้องออกมาก่อนจะโค้งศีรษะเป็นการขอโทษ

            “ขอโทษค่ะ”

            “...”

            อีกฝ่ายไม่พูดไม่จาหรือว่าที่เธอเดินชนจะไม่ใช่คน?

            ลั่วเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นและช็อกไป

            ซูอี้เฉิง...ทำไมบังเอิญแบบนี้เขากำลังรอคู่ควงของเขาอยู่อย่างนั้นเหรอ?

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอก็เริ่มรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก จึงเอ่ยคำขอโทษซ้ำอีกครั้ง

            “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะชนนาย”พูดจบเธอก็ทำท่าจะเดินอ้อมตัวเขาไป

            ซูอี้เฉิงรั้งมือเธอไว้“คนพวกนั้นกำลังหาตัวเธอ ออกไปตอนนี้ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว”

            “ถ้าฉันจะทำงานในวงการนี้ก็ควรทำตัวให้ชิน”ลั่วเสี่ยวซีพูดสีหน้าเรียบ “คิดซะว่าเป็นการฝึกอย่างหนึ่ง”

            เธอพยายามสะบัดมือออกมาแต่เขาไม่ยอมปล่อยพลางมองจ้องเธอ

            “เสี่ยวซีเธอไม่มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ”

            ริมฝีปากของลั่วเสี่ยวซีขยับเล็กน้อย

            มีสิเธอมีเรื่องจะพูดกับเขา เธออยากพูดกับเขามาตั้งนานแล้ว แต่ว่า...คู่ควงของเขาจะออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเข้าใจผิดก็ได้

            เธอลองสะบัดมืออีกครั้งแต่ก็ยังไม่หลุดจนเธอเริ่มหงุดหงิด

            “โอเค ฉันจะบอกก็ได้ที่คืนนั้นฉันเข้าไปกอดฉินเว่ยไม่ใช่เพราะเขาสำคัญกับฉันแต่เพราะฉันไม่อยากเห็นพวกนายสู้กันอีกแล้ว!”

            “ทำไมตอนนั้นฉันไม่เข้าไปกอดนายน่ะเหรอ? ก็เพราะฉันรู้ว่าฉันกอดนายเอาไว้ไม่ได้แน่!ถ้าฉันเตือนฉินเว่ยเขาอาจจะฟังฉัน แต่ถ้าฉันเตือนนายนายมีแต่จะต่อยฉินเว่ยให้หนักกว่าเดิม!”

            “ฉินเว่ยไม่มีทางสู้นายได้แต่เขาก็คงไม่ยอมจบง่ายๆ อนาคตอาจจะมาหาเรื่องอะไรนายอีกก็ได้”

            “เพราะฉะนั้นฉันเลยเข้าไปกอดฉินเว่ยไว้เพราะไม่อยากให้นายเดือดร้อนภายหลัง ที่ฉันอยากพูดมีเท่านี้นายจะปล่อยฉันได้หรือยัง?”

            ซูอี้เฉิงยิ้มมุมปากราวกับพอใจอะไรบางอย่างแต่เขายังคงกุมมือเธอไว้

            “ยังมีอีกไม่ใช่เหรอที่เมื่อกี้เธออ้าแขนพร้อมรับทุกคนล่ะ มีอะไรจะอธิบายไหม”

            ลั่วเสี่ยวซีไม่อยากอธิบายอะไรกับเขาทั้งนั้นแต่ที่บอกว่าเธออ้าแขนรับทุกคน มันหมายความว่าอย่างไร?!

            “ซูอี้เฉิง!”ลั่วเสี่ยวซีผลักเขาอย่างโมโห “นายไปเห็นฉันอ้าแขนรับใครตอนไหน มีแต่พวกโรคจิตเข้ามาหาฉันทั้งนั้นต่อให้อยากปฏิเสธฉันก็ต้องทำอย่างมีมารยาท นายรู้ไหมว่าฉันต้องอดทนมากแค่ไหน”

            ซูอี้เฉิงไม่สนใจกับคำอธิบายของลั่วเสี่ยวซีสักเท่าไรเขายิ้มมุมปากอย่างมีนัย

            ต้องแบบนี้สิลั่วเสี่ยวซีต้องเป็นแม่สิงโตสาวแบบนี้ถึงจะถูก ลั่วเสี่ยวซีคนที่ยิ้มกลบเกลื่อนความไม่พอใจอย่างมีชั้นเชิงแบบเมื่อกี้เขาไม่ชอบเลยสักนิด

            ทางด้านลั่วเสี่ยวซีเธอไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่กัน จึงได้แต่หงุดหงิดก่อนจะพูดออกมา

            “นายนี่มันพิลึกคน!”

            ซูอี้เฉิงออกแรงดึงเล็กน้อยเพื่อรั้งลั่วเสี่ยวซีเข้าสู่อ้อมกอด

            “เธอไม่ได้ดื่มเหล้าเลยเพราะอะไร?”

            “ฉัน...”ลั่วเสี่ยวซีกำลังจะพูด แต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่ามันแปลกๆ“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้กินเหล้า? นายจ้องฉันอยู่ตลอด?”

            ซูอี้เฉิงก้มหน้าเข้ามาใกล้“เสี่ยวซี บอกฉันมา เพราะอะไร?”

            ลั่วเสี่ยวซีมีส่วนสูงที่น่าภูมิใจแถมตอนนี้เธอยังสวมรองเท้าสูงกว่าสิบเซนติเมตร คนที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรแบบซูอี้เฉิงถ้าพูดตามจริงแล้วเขาไม่ควรทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดดันแบบนี้ได้

            แต่บรรยากาศรอบกายเขาทำให้เธอปั่นป่วนลมหายใจของเขา ไออุ่นของเขา เธอรู้สึกร่างกายเหมือนจะหมดแรง

            ยังดีที่เธอยังพอเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาได้

            “ทำไมฉันต้องบอกนาย?” เธอพูดพลางเชิดหน้า“ฉันอยากดื่มอะไรมันก็เรื่องของฉัน นายไม่เกี่ยว”

            ใบหน้างามที่แสนเย่อหยิ่งน้ำเสียงที่ไม่ยอมแพ้ใครของเธอนั้นซูอี้เฉิงคุ้นเคยดี

            ถึงลั่วเสี่ยวซีจะเปลี่ยนไปแต่หากใครมายั่วโมโหเธอเธอก็ยังคงเป็นสิงโตสาวที่พร้อมจะกัดฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกเมื่อ

            “อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนาย...”ลั่วเสี่ยวซีชี้ไปทางห้องน้ำ “คู่ควงของนายคงใกล้จะออกมาแล้วถ้าไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด ทางที่ดีนายควรปล่อยฉันเสียที!”

            “ทำให้คู่ควงฉันเข้าใจผิดจนหนีกลับไปไม่ใช่สิ่งที่เธออยากเห็นหรือไง” ซูอี้เฉิงยังไม่ยอมปล่อยเขายิ่งกุมมือเธอเอาไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม

            ลั่วเสี่ยวซีโมโหจนพูดไม่ออก“ซูอี้เฉิง นายเป็นบ้าอะไรของนาย? นายไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกบ้างเหรอที่ทำแบบนี้? เมื่อกี้นายยังทำเป็นไม่รู้จักฉันอยู่เลยแล้วตอนนี้ดันมาจับตัวฉันไว้ไม่ปล่อย มันหมายความว่ายังไง?”

            ซูอี้เฉิงจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของเธอก่อนจะพูดออกมาหลังนิ่งไปนาน

            “ลั่วเสี่ยวซีเธอนี่มันโง่ชะมัด”

            เขายังจะกล้าว่าเธออีกเหรอ? ลั่วเสี่ยวซีชักจะทนไม่ไหว!

            เธอดึงมือซูอี้เฉิงขึ้นมาทำท่าจะฝังเขี้ยวลงไปแต่กลับถูกซูอี้เฉิงเชยคางขึ้นพร้อมประทับจูบลงมาแทน...

            “อื้อ...”

            ลั่วเสี่ยวซีเบิกตากว้างเธอช็อกไปและเริ่มดิ้น

            ทำไมเรื่องถึงกลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้เมื่อกี้ต้องเป็นเธอที่กำลังจะกัดเขาไม่ใช่เหรอ?

            ในเมื่อกัดมือเขาไม่ได้งั้นก็กัดส่วนอื่นที่น่าจะได้แผลง่ายกว่าแล้วกัน

            ว่าแล้วเธอจึงกัดริมฝีปากของเขาซูอี้เฉิงร้องซี้ดออกมา

            “ลั่วเสี่ยวซี!”

            “เลือดไม่ออกเหรอ?”ลั่วเสี่ยวซีมองริมฝีปากของเขาที่แดงขึ้นเล็กน้อยอย่างพิจารณา

            “แสดงว่าฉันกัดเบาไปหน่อยสินะถ้านายกล้าแตะต้องฉันอีก ฉันจะ...อื้อ...”

            เธอยังพูดไม่ทันจบก็ถูกรั้งเอวเข้าสู่อ้อมกอดเขาอีกครั้งคราวนี้เรียวปากบางถูกเขาครอบครองอย่างดุดันกว่าเดิม

            ซูอี้เฉิงค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปหาความหวานในเรียวปากบางเธอจะขัดขืนอย่างไรก็ไม่ได้ผล จึงกัดริมฝีปากเขาอีกรอบแต่ซูอี้เฉิงก็ไม่ยอมปล่อยเสียที จนเธอสัมผัสได้ถึงรสชาติความคาวของเลือด

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนซูอี้เฉิงถึงยอมปล่อยเธอเธอยกมือจัดผมที่ยุ่งไปเล็กน้อย ริมฝีปากของซูอี้เฉิงยังคงมีเลือดไหล

            “นายบ้าไปแล้วเหรอ?”เธอเพิ่งเคยตะคอกซูอี้เฉิงแบบนี้เป็นครั้งแรก มือที่ทิ้งอยู่ข้างกายขยับเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่กล้าเอื้อมไปสัมผัสแผลของเขา

            “เสี่ยวซีฉันรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร” ซูอี้เฉิงกล่าว

            “...”ลั่วเสี่ยวซีมองหน้าซูอี้เฉิงพลางคิด เขาบอกว่าเขารู้ตัวว่าทำอะไรลงไปนี่เขาหมายความว่าอย่างไร?

            คืนนั้นเขาเดินออกจากห้องเธออย่างไม่ลังเลวันต่อมาก็ตัดสายเธออย่างไม่ไยดี จนเธอมั่นใจว่าเขาคงไม่สนใจเธออีกแล้วแต่สิ่งที่เขาพูด ที่เขาทำในตอนนี้ เขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?

            “เธอช่วยรอฉันก่อนได้ไหม”ซูอี้เฉิงกล่าว “หลังจบรายการ TopModel ฉันจะไปหาเธอ”

            “ฉันรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว”ลั่วเสี่ยวซีหลุบตาลง “วันที่ฉันเข้าวงการวันแรกนายจองร้านอาหารเอาไว้รวมถึงเรื่องที่นายไปคุยกับพ่อ พ่อบอกฉันทุกอย่าง แต่ว่าซูอี้เฉิงฉันทำข้อมูลของบริษัทนายรั่วไหล ฉันสร้างความเสียหายให้กับพวกนายมากขนาดนั้นเราสองคนไม่มีทางคบกันได้ ฉันคงไม่มีหน้าจะไปเหยียบเครือเฉิงอันอีกแล้ว”

            “ไม่ใช่อย่างนั้น”ซูอี้เฉิงจ้องลั่วเสี่ยวซีนิ่งอยู่นานพลางประคองแก้มของเธอ

            “เสี่ยวซีเรื่องนี้ไว้ทีหลังฉันจะอธิบายให้ฟัง แต่ช่วงนี้เธอรอฉันก่อนได้หรือเปล่า”

            ตอนนั้นเองเสียงไอก็ดังขึ้นจากในห้องน้ำ ตามด้วยเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เข้ามาใกล้

            ตอนที่ลั่วเสี่ยวซีเข้าไปในห้องน้ำมีเพียงคู่ควงของเขาคนเดียวที่อยู่ในนั้น ตอนนี้เธอกลับออกมาแล้ว!

            ลั่วเสี่ยวซีผลักซูอี้เฉิงให้ออกห่างก่อนจะเดินกลับเข้าห้องจัดเลี้ยงไป

            “นานจริงๆ เลย”หญิงสาวค่อยๆ ก้าวเท้าตรงมา “เธอถามหรือเปล่าว่าฉันกับพี่เป็นอะไรกัน?”

            ซูอี้เฉิงยักไหล่ก่อนตอบ“เธอไม่เห็นน้องเป็นคู่แข่งด้วยซ้ำ”

            “เชอะ อย่ามา!”หญิงสาวพูดแทงใจดำซูอี้เฉิงทันที “คนเขาไม่สนใจว่าพี่จะมีคู่ควงหรือเปล่าต่างหากเมื่อก่อนเวลามีผู้หญิงโผล่มาข้างกายพี่ เธอก็รีบวิ่งมาก่อกวนทันทีแต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว พี่คงไม่ชินล่ะสิ”

            “ไม่ชิน?” ซูอี้เฉิงขมวดคิ้ว “เปล่านะ”

            เขาก็แค่รู้สึกหวั่นใจนิดหน่อย

            เมื่อกี้ที่ลั่วเสี่ยวซีเจอเขาเขานึกว่าเธอจะเดินยิ้มแป้นเข้ามาหา ใครจะไปคิดว่าเธอกลับเดินหนีออกไป วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียของล้ำค่าที่เก็บรักษามานานไป

            ตอนแรกเขาวางแผนว่าก่อนที่รายการ Top Model จะจบลงจนกว่าเขาจะจัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อย เขาจะไม่ไปหาลั่วเสี่ยวซีอีกแต่เมื่อเห็นเธอที่กำลังรับมือกับชายหนุ่มหื่นกามพวกนั้นแล้วเขาก็อดกำหมัดอย่างอดกลั้นไม่ได้

            “พี่หึงใช่ไหมล่ะ!”ในตอนนั้น อวิ๋นอวิ๋นที่ควงแขนเขาอยู่ก็พูดขึ้นมา

            หึง?

            คำนี้ไม่เคยมีในพจนานุกรมของซูอี้เฉิงมาก่อน

            แฟนเก่าคนก่อนๆ ของเขายังไม่เคยทำให้เขารู้สึกหึงได้สักครั้งแม้จะเลิกรากันไปแล้ว เวลาเขาเห็นพวกเธออยู่กับชายอื่นอย่างใกล้ชิดเขาก็ไม่เคยรู้สึกอะไร ถึงแม้ตอนคบกับพวกเธอ เขาจะไม่เคยนอกใจเลยก็ตาม

            เวลามีใครถามเขาว่าอี้เฉิง นายเคยหึงใครหรือเปล่า?

            เขาก็มักจะส่ายหน้าสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือความสบายใจ ไม่ต้องมีใครเป็นภาระ เวลาจากกันก็จากกันด้วยดีต่อให้เจอกันในภายภาคหน้าก็ยังสามารถยิ้มให้กันได้

            เพราะฉะนั้นการหึงคืออะไร รู้สึกอย่างไร เขาไม่เคยเข้าใจ

            จนกระทั่งเมื่อกี้เขาถึงได้สัมผัสว่าความหึงทำให้เขาต้องพยายามใช้สติควบคุมความโกรธเอาไว้

            ถ้าเขาไม่พอมีสติหลงเหลืออยู่บ้างเขาคงพุ่งตัวเข้าไปจัดการพวกบ้ากามที่ยืนล้อมลั่วเสี่ยวซีไปแล้ว

            “พี่คะหนูจะบอกอะไรให้อย่าง” อวิ๋นอวิ๋นควงแขนซูอี้เฉิงพลางยิ้มอย่างใสซื่อ

            “การที่เราหึงใครแสดงว่าเราชอบคนคนนั้นจากใจจริงนะคะ”

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891