“ต้าชุนถ้าไม่อย่างนั้น ลูกไปหยิบไข่ไก่กับไข่เป็ดในครัวมาปิ้งให้คุณลุงกินดีไหมมันคงรสชาติไม่ค่อยเหมือนกับไข่นก แต่ก็ถือเป็นน้ำใจจากพวกลูกเหมือนกัน”
สวีหว่านหนิงพูดจบสองหนูน้อยจึงยอมลงจากอ้อมกอดของสวีเม่าถิง
“ลุงครับอยู่คุยกับแม่ของผมที่นี่ก่อน ผมกับน้องสาวจะไปปิ้งไข่มาให้กิน”
หลังเด็กสองคนวิ่งออกไปแล้วสีหน้าของสวีเม่าถิงก็นิ่งขรึมทันที ก่อนจะตำหนิสวีหว่านหนิง “ทำไมถึงปล่อยให้พวกเขาปีนต้นไม้ไปเก็บไข่นกมันอันตรายมากนะ ถ้าตกลงมาจะทำยังไง”
ตอนสวีหว่านหนิงเพิ่งข้ามมิติมาแล้วรู้ว่าเด็กสองคนชอบปีนต้นไม้ไปเก็บไข่นกก็ตกใจมากกลัวพวกเขาจะไม่ระวังเผลอเหยียบกิ่งไม้จนหัก หรือไม่ก็ลื่นไถลตกลงมาจากต้นไม้
แต่หลังสังเกตการณ์อยู่สักระยะเธอก็พบว่าเด็กชายในหมู่บ้านปีนต้นไม้กันเป็นทุกคน โดยเฉพาะต้าชุนที่คล่องแคล่วมากและที่สำคัญที่สุดคือ เขามีสัญชาตญาณรับรู้ถึงอันตรายที่ดีเยี่ยมเขาปกป้องและดูแลตัวเองได้ เธอจึงปล่อยให้เขาปีนต้นไม้ต่อไป
“มันคืองานอดิเรกของพวกเขาและถือเป็นการสำรวจโลกวิธีหนึ่ง พี่รองพี่คงคาดหวังให้เด็กในชนบทเป็นเหมือนเด็กในเมืองทุกคนไม่ได้มั้งคะ”
สวีหว่านหนิงพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายแต่หัวใจของสวีเม่าถิงกลับบีบรัดอย่างเจ็บปวด
ไม่กี่วันมานี้เขาพยายามไม่คิดเรื่องที่น้องสาวถูกส่งมาหมู่บ้านต้าเจียงแล้วมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้างเขานึกว่าการไม่คิดถึงจะช่วยปลอบใจตัวเองได้ ถึงอย่างไรน้องสาวของเขาก็ดูสบายดีและดูสดใสกว่าตอนอยู่ที่บ้านมากนัก
แต่ถึงเขาจะไม่คิดก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
น้องสาวของเขาเดิมทีควรจะได้เฉิดฉายอยู่ในปักกิ่งหรือไม่ด้วยการช่วยเหลือจากครอบครัวเธอคงได้ทำงานที่มีเกียรติเหมือนกับพี่น้องคนอื่นๆ
แต่เธอกลับต้องมาอยู่ในหมู่บ้านต้าเจียงที่ห่างไกลและทุรกันดารตามลำพัง
เรื่องนี้ไม่เท่าไรแต่ลูกของน้องสาวเองก็...
คิดไปคิดมาขอบตาของสวีเม่าถิงก็เริ่มชื้น
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาทำให้สวีหว่านหนิงทำตัวไม่ถูก
เธอไม่ถนัดปลอบใจคนอื่นจึงได้แต่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา “พี่รอง อย่าร้องไห้เลยค่ะ ฉันสบายดี จริงๆนะ”
เพราะกลัวสวีเม่าถิงไม่เชื่อเธอจึงยกตัวอย่างให้เขาฟังหลายเรื่อง
“แม้คุณภาพชีวิตของหมู่บ้านต้าเจียงจะเทียบกับปักกิ่งไม่ได้แต่หลินอันให้เกียรติฉัน รักและทะนุถนอมฉัน เขายกเงินเดือนทั้งหมดให้ฉันไม่ว่าฉันอยากซื้อของอะไร เขาไม่เคยขัดใจสักครั้ง ไหนจะแม่สามีของฉันตั้งแต่ฉันแต่งงาน เธอไม่เคยกดขี่ฉันเลย ทั้งยังคิดถึงฉันก่อนเสมอในทุกๆ เรื่อง”
“สำหรับผู้หญิงเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการแต่งงานมีลูกไม่ใช่หรือคะฉันได้เจอกับสามีและแม่สามีที่ดี เท่านี้ก็มีความสุขกว่าใครหลายคนมากแล้วละค่ะ”
“ต่อให้ฉันอยู่ที่กรุงปักกิ่งใช้ชีวิตอยู่ดีกินดี แต่ถ้าแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ดี ชีวิตก็คงไม่มีความสุขพี่รองคิดเหมือนกันไหมล่ะคะ”
สวีเม่าถิงรู้สึกว่าคำพูดของสวีหว่านหนิงฟังดูแปลกไปบ้างแต่เขาก็ไม่ได้คัดค้าน
ถึงอย่างไรการพบเจอกับแม่สามีก็ไม่ต่างอะไรกับการเกิดใหม่ ถ้าเจอกับแม่สามีใจร้ายต่อให้เป็นคุณหนูที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก หลังออกเรือนไปแล้วครอบครัวฝ่ายหญิงก็คงก้าวก่ายมากไม่ได้
เมื่อเห็นสวีเม่าถิงเริ่มคล้อยตามสวีหว่านหนิงก็โล่งใจ
คนที่มาจากโลกอนาคตอย่างเธอไม่เคยคิดว่าการแต่งงานมีลูกคือสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงการทำงานหาเงินต่างหากที่สำคัญที่สุด
ทว่าตอนนี้เธออยู่ในยุค70 จำเป็นต้องสะกดกลั้นค่านิยมทางความคิดแบบโลกยุคใหม่แล้วปรับตัวไปตามสถานการณ์ที่พบเจอ
มิเช่นนั้นหากเธอทำตัวแปลกแยกเกินไป อาจจะนำภัยมาสู่ตนเองได้ง่ายๆ
“น้อง...เคยคิดอยากกลับปักกิ่งบ้างไหม”
“คิดสิคะ” สวีหว่านหนิงตอบโดยไม่ต้องคิด “แม้หมู่บ้านต้าเจียงจะดีมากสามีและแม่สามีของฉันก็เป็นคนดี ถึงกระนั้นฉันก็ยังคิดถึงปักกิ่งเสมอแต่ถ้าจะกลับปักกิ่งคงต้องหาโอกาสและเวลาที่เหมาะสมค่ะ”
“ฉันหวังว่าโอกาสนั้นจะมาถึงโดยเร็วฉันจะได้เจอกับพ่อ แม่ ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ ลุงรอง และป้าสะใภ้รองรวมถึงพี่ชายทั้งหลายของฉัน พี่สะใภ้และหลานๆ ที่ยังไม่เคยได้พบหน้ากันด้วย”
สวีหว่านหนิงพูดถึงสมาชิกทั้งครอบครัว
เธอกำลังเดิมพันเดิมพันว่าสวีเม่าถิงจะยอมบอกข่าววงในกับเธอบ้างหรือเปล่า
แม้เธอจะรู้ว่าปีหน้าจะเริ่มนำการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาใช้อีกครั้งแต่ก่อนยืนยันข่าวได้อย่างชัดเจน เธอก็อดกังวลและหวั่นใจไม่ได้
โชคดีที่เธอชนะการเดิมพัน
“ว่างเมื่อไรให้อ่านหนังสือมากๆทบทวนความรู้ที่อาจารย์เคยสอนในโรงเรียน ไม่แน่โอกาสที่น้องจะได้กลับบ้านอาจจะใกล้มาถึงแล้ว”
สวีหว่านหนิงโล่งใจ
“เข้าใจแล้วค่ะพี่รองช่วงนี้ฉันจะหาเวลาอ่านหนังสือ และสอนต้าชุนกับเยาเม่ยด้วย...”
“เดี๋ยวนะ!” สวีเม่าถิงขัดจังหวะสวีหว่านหนิงเขาถลึงตาใส่เธออีกครั้ง “พี่รู้สึกตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่ามีบางอย่างแปลกๆทำไมน้องถึงตั้งชื่อลูกแบบนั้น ต้าชุน เยาเม่ย ชื่อไม่ไพเราะเลยสักนิด”
สวีหว่านหนิงยิ้มเจื่อนมันคือชื่อที่ร่างเดิมเป็นคนตั้งและเรียกมานานหลายปีแล้ว จะให้เธอทำอย่างไรได้ นอกจากเรียกไปตามเดิม
“ผ่านเทศกาลตรุษจีนเมื่อไรอากาศคงอบอุ่นขึ้น ฉันตั้งใจจะส่งต้าชุนกับเยาเม่ยไปโรงเรียนและเปลี่ยนชื่อให้พวกเขาก่อนหน้านั้น เพียงแต่นี่เป็นชื่อตอนแรกเกิดของพวกเขาเด็กในชนบทก็แบบนี้ค่ะ ตั้งชื่อไม่ดีจะได้เลี้ยงจนโต [1] ”
สวีเม่าถิงถอนสายตากลับมา“ค่อยยังชั่วหน่อย”
“ลุงครับไข่ไก่ปิ้งเสร็จแล้ว รีบออกมากินเร็วเข้า!”ต้าชุนตะโกนเรียกจากลานบ้าน
สวีเม่าถิงเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลันเมื่อครู่ยังทำหน้าเย็นชาใส่สวีหว่านหนิง ไม่ทันไรกลับเปลี่ยนมายิ้มแป้นดีใจ “ลุงมาแล้ว!”
สวีหว่านหนิงได้แต่เอือมระอา
ในสายตาของพี่รองเธอตกกระป๋องแล้วใช่หรือเปล่า?
คนที่ไม่เคยพูดจาหักหาญน้ำใจเธอเลยสักครั้งตอนนี้กลับตำหนิเธอซ้ำๆ ถลึงตาใส่เธอหลายต่อหลายครั้ง!
หึพวกผู้ชายก็เป็นแบบนี้!
บริเวณลานบ้านสวีเม่าถิง ต้าชุน และเยาเม่ยนั่งเรียงหน้ากระดานพลางมองไข่ไก่และไข่เป็ดอย่างละสองใบที่ถูกวางอยู่กลางกองไฟ
“นี่น่ะหรือไข่ไก่ปิ้ง?”
ต้าชุนเกาศีรษะ“ผมเคยแต่ปิ้งไข่นกด้วยวิธีนี้ ไม่รู้ว่าไข่ไก่กับไข่เป็ดจะอร่อยหรือเปล่า”
“ต้องอร่อยมากแน่ๆ”สวีเม่าถิงมั่นใจเต็มร้อย
หลานชายกับหลานสาวทำให้เขาต่อให้ไม่อร่อยก็ต้องกินจนหมด
“ฮัดเช่ย!”
ลมหนาวพัดผ่านสวีเม่าถิงกลั้นจามไม่อยู่ เขารีบกระชับเสื้อผ้าแล้วเอามือไปอังกับกองไฟ “ต้องปิ้งอีกนานแค่ไหนหรือ”
เขาอยากเข้าไปในบ้านแล้วข้างนอกหนาวเกินไป
ขณะกำลังคิดอยู่นั่นจู่ๆ ก็มีของหนักๆ มาพาดบนตัว เสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ถูกวางลงบนแผ่นหลังของเขา
เขาหันกลับไปมองแล้วพบกับใบหน้ายิ้มแย้มของแม่หลิน
“ใส่เสื้อผ้าบางเกินไปลมหนาวพัดมาจะป่วยง่าย อันจื่อรูปร่างไม่ต่างจากเธอมาก ใส่เสื้อของเขาไปก่อนนะอย่ารังเกียจว่าเขาเคยใส่แล้วเลย ตอนนี้ป้องกันความหนาวสำคัญที่สุด”
“ขอบคุณครับคุณป้าผมไม่รังเกียจหรอกครับ”
เสื้อคลุมมีกลิ่นสบู่ติดอยู่คงเพิ่งซักมาไม่นาน
“ดีมากเล่นกับเด็กๆ ไปก่อน ป้ากับอาหนิงจะไปเตรียมมื้อค่ำ”
หลังแม่หลินเดินจากไปสวีเม่าถิงก็กางแขนสองข้างเพื่อโอบตัวต้าชุนและเยาเม่ยเข้าสู่อ้อมกอด
“หลานสองคนไม่หนาวหรือ?”
เชิงอรรถ
[1]เป็นความเชื่อของชาวจีนในชนบทอย่างหนึ่งกล่าวว่าหากตั้งชื่อเด็กไม่ดีหรือตั้งชื่อให้ดูเป็นสิ่งของไร้ค่าภูตผีปีศาจจะไม่มาพาตัวไป