ตอนที่ 55 ปีใหม่
หยูเสี่ยวเฉาได้กลายเป็นหุ้นส่วนของโรงงานผลิตเครื่องปรุงรสชั้นนำในอนาคตนางใช้เวลาหลายวันครุ่นคิดว่าจะทำเยี่ยงไรให้พ่อแม่ปล่อยนางออกไปนอกบ้านเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์นั่นเป็นวิธีเดียวที่นางจะมีโอกาสโปรยน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ไว้รอบ ๆ กับดักที่พ่อของนางวางเอาไว้เฮ้อ ! บางทีการมีพ่อแม่ขี้กังวลก็ลำบากอยู่เช่นกัน !
แต่สุดท้ายนางก็ทำไม่สำเร็จ มิใช่เพราะว่าพ่อแม่ของนางคัดค้านแต่เป็นเพราะมีพายุหิมะอีกลูกต่างหาก พายุหิมะครานี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าพายุลูกแรกเลยหมู่บ้านบนภูเขาทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาสีขาวโพลน
ที่บ้านเก่าของตระกูลหยูหลังคาครึ่งหนึ่งได้พังลงมาเพราะหิมะตกทับถมกันหนาจนเกินไป
สามพี่น้องตระกูลหยูทำงานหนักท่ามกลางพายุหิมะเป็นเวลา3 - 5 วันภายใต้การควบคุมดูแลของเฒ่าหยู และในที่สุดก็ซ่อมแซมบ้านเก่าของพวกเขาจนเสร็จ
เฒ่าหยูเป็นผู้ลี้ภัยที่หนีมายังหมู่บ้านตงชานพร้อมกับพ่อของเขาตอนที่เขายังเป็นเด็ก บ้านเก่าของตระกูลหยูเป็นกระท่อมสองห้องที่ทำจากดินโคลนและฟาง ชาวบ้านของหมู่บ้านตงชานได้กุลีกุจอช่วยพวกเขาสร้างขึ้นมามันเต็มไปด้วยความรักและความคิดถึงพ่อที่ล่วงลับไปแล้วของเฒ่าหยูรวมทั้งความทรงจำในวัยเด็กของเขาด้วย พี่น้องสี่คนของตระกูลหยูล้วนเกิดและเติบโตขึ้นในบ้านเก่าหลังนี้
ดังนั้นถึงแม้ว่าตระกูลหยูได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งบ้านเก่าของพวกเขาแต่อย่างใด เฒ่าหยูจะมาที่บ้านเก่าอยู่บ่อย ๆพวกเขาจะทำการซ่อมแซม 1 - 2 คราต่อปี เยี่ยงนั้นมันคงกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว
หิมะตกลงมามากเกินไปจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปล่าสัตว์บนภูเขาแผนการจับสัตว์หาเงินก่อนปีใหม่ของหยูเสี่ยวเฉาจึงต้องล่าช้าออกไปนอกจากนี้ราคาสินค้าก่อนวันปีใหม่ก็สูงขึ้นไปอีกระดับ ในทุก ๆ วันนางจางจะคิดคำนวนสัดส่วนอาหารของครอบครัวแล้วก็ถอนหายใจยาวเหยียดออกมา
โชคดีที่ทั้งครอบครัวเพิ่งจะอยู่บ้านกันในช่วงฤดูหนาวตระกูลหยูที่กินอาหาร 2 มื้อต่อวัน ถูกลดเหลือแค่การกินแผ่นแป้งแห้ง ๆ ในตอนเช้าและซุปเต้าเจี้ยวชวนแหวะในตอนเย็น นอกจากนั้นแผ่นแป้งธัญพืชหยาบที่กินเป็นอาหารเช้าก็ไม่ใช่อาหารที่ทานได้ไม่อั้น
พวกผู้ชายจะได้แผ่นแป้งขนาดเท่าฝ่ามือกันคนละ2 แผ่น ส่วนพวกผู้หญิงจะได้แค่คนละ 1 แผ่นเท่านั้น เด็กก็ยิ่งได้น้อยขึ้นไปอีกนางจางถึงขั้นหยุดแบ่งไข่ให้กับหยูไซตี้ ครอบครัวของพวกเขามีคนมากกว่า 10คนซึ่งไม่สามารถหารายได้ตลอดทั้งฤดูหนาว ในช่วงฤดูหนาวนี้แม้แต่ไก่ของพวกเขาก็ยังออกไข่ไม่มากนักพวกเขาได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ กินอยู่ที่บ้านขณะที่เงินเริ่มหมดไปเรื่อย ๆ
นางจางจ้องหยูไห่กับลูกสาวของเขาอย่างโกรธจัดถ้าพวกเขาไม่เป็นหนี้เพราะค่ารักษาของนังเด็กเวรนั่นล่ะก็เงินที่หยูไห่ได้จากการขายสัตว์คงพอให้พวกเขามีงานฉลองปีใหม่ที่หรูหราไปแล้ว !สถานการณ์คงไม่เหมือนตอนนี้ที่พวกเขาต้องนับสัดส่วนอาหารก่อนจะทำอาหารในแต่ละมื้อ!
“ลูกรอง !อีกสองวันก็ปีใหม่แล้ว วันนี้หิมะหยุดตก เจ้าใช้โอกาสนี้เข้าเมืองไปซื้อของที่ต้องใช้ในวันปีใหม่เสียอย่างแรกครอบครัวเราเหลือแป้งข้าวฟ่างไม่มากแล้ว ซื้อแป้งข้าวฟ่างมาเพิ่มเอามาเก็บไว้ที่บ้านแล้วก็ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องทำเกี๊ยวในวันปีใหม่ เยี่ยงนั้นก็ซื้อแป้งสาลีกับเนื้อมาด้วย2 ชั่ง... ! ”
นางจางสั่งซื้อข้าวของยาวเหยียดแต่ไม่ยอมควักเงินออกมาสักอีแปะเดียวหยูไห่เกือบตอบตกลงแล้วแต่ลูกสาวคนเล็กของเขาก็ดึงแขนเสื้อเขาเอาไว้ เขาหันไปมองและเห็นลูกสาวขยิบตาเป็นสัญญาณให้หยูไห่เข้าใจความหมายของนางทันทีแต่ถึงยังไงเขาก็เคยชินกับการเชื่อฟังนางจางมาตลอด 20 กว่าปีดังนั้นจึงเกิดความลังเลขึ้นมา
แต่เมื่อเห็นสายตาน่าสงสารของลูกสาวและคิดถึงการตัดสินใจของตนเองแล้วเขาก็พูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าจะไปยืมรถเลื่อนที่บ้านท่านลุงใหญ่แต่เงินซื้อของฉลองปีใหม่...”
ทันทีที่พูดถึงเรื่องเงินนางจางก็ชักสีหน้าทันที “สองสามวันก่อนเจ้าไปขายสัตว์ในเมืองทุกวันเลยมิใช่รึ ?ต้องได้เงินมาเยอะเป็นแน่ เหตุใดยังต้องขอเงินข้าอยู่อีกในเมื่อตนเองก็มีเงิน ?ลูกรองมิมีผู้ใดในครอบครัวของเราเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัวกันหรอกนะ นี่เป็นกฎที่ห้ามฝ่าฝืน! ”
“ท่านย่าเจ้าคะ หิมะที่สะสมในป่าบนภูเขายังไม่ละลายเลยด้วยซ้ำสัตว์ที่ไหนจะออกมาให้จับเจ้าคะ ช่วงไม่กี่วันมานี้ท่านพ่อจับสัตว์ได้น้อยมาก ท่านย่าไม่เข้าใจหรือเจ้าคะว่าเราจะได้เงินสักเท่าไหร่กันเชียว? นี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว พวกเราก็ต้องจ่ายหนี้ของพวกเราก่อนสิเจ้าคะ พอคืนเงินที่พวกเรายืมท่านปู่ใหญ่ไปเป็นค่ารักษาของข้าแล้วพวกเราก็ไม่มีเงินพอจะซื้อยาด้วยซ้ำ โชคดีที่หมอซุนสงสารพวกเราเลยยอมให้เราติดค่ายาไว้ก่อนได้! ท่านพ่อเจ้าคะ หลังปีใหม่ท่านพ่อต้องขึ้นภูเขาให้บ่อยมากขึ้นนะเจ้าคะจะได้คืนเงิน 10 กว่าตำลึงที่เราติดร้านยาถงเหรินไว้ให้หมดวันหน้าครอบครัวเรายังต้องพึ่งหมอซุนให้ช่วยรักษาอาการป่วยของพวกเราอีก”
เสี่ยวเฉารู้ดีว่าพ่อของนางพัฒนาขึ้นมากแล้วที่สามารถเอ่ยปากขอเงินจากนางจางได้ ดังนั้นนางจึงแทรกขึ้นมาและพูดทุกอย่างที่จำเป็นต้องพูด
10 กว่าตำลึงรึ ? นางจางอ้าปากค้างอย่างรู้สึกตกใจและมองเสี่ยวเฉาด้วยสายตาทิ่มแทงราวกับดวงตาของนางคือมีดถ้าทำได้นางก็คงอยากจะหั่นนังเด็กตัวซวยนั่นออกเป็นชิ้น ๆ เป็นแน่ !
“ชิ ! กะอีแค่ป่วยนิดๆ หน่อย ๆ ต้องใช้เงิน 10 กว่าตำลึงเชียวรึ ?ดูเหมือนครอบครัวเราจะมีคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาเกิด น่าเสียดายที่มาเกิดผิดตระกูลตาย ๆ ๆ เงิน 20 กว่าตำลึงนี่มากพอจะทำให้ทั้งครอบครัวใช้แบบประหยัด ๆ ไปได้ทั้งปีเลยมิใช่รึจุ๊ ๆ ๆ... ” นางหลี่เดาะลิ้นอย่างไม่ชอบใจพร้อมกับโหมไฟให้แรงขึ้นอีก
หยูไห่นึกถึงความไม่แยแสของครอบครัวในตอนที่ลูกสาวของเขากำลังจะตายพวกเขาไม่ได้ใช้เงินของครอบครัวเป็นค่ารักษาลูกสาวเขาเลยสักอีแปะเดียวแต่ยังต้องทนให้คนพวกนั้นเหน็บแนมถากถางอีก สีหน้าของเขาเคร่งขรึมน่ากลัวขึ้นทันทีเขาจึงเอ่ยพึมพำว่า “ท่านพี่สะใภ้มิต้องห่วงหรอกว่าลูกสาวของข้าจะมีชีวิตเยี่ยงไร! เพราะพวกเรามิได้ใช้เงินของท่านพี่สะใภ้มารักษาลูกสาวของข้าเลยสักอีแปะเดียว! ”
“ต๊าย !นี่โกรธข้างั้นรึ ! เจ้ามิได้ใช้เงินของข้าเป็นค่ารักษาลูกสาวเจ้าข้าหลี่กุ้ยฮัว ก็มิได้ใช้เงินเจ้ามาเป็นค่าอาหารหรือน้ำดื่มเช่นกัน ! เจ้ามีสิทธิอะไรมาตะคอกใส่ข้า ? คิดว่าข้าจะยอมให้รังแกง่าย ๆเยี่ยงนั้นรึ ? ” นางหลี่ไม่ใช่บุคคลที่จะทนต่อการพ่ายแพ้ได้ นางเท้าสะเอวและขึ้นเสียงกลับทันที
เดิมทีหยูไห่ก็ไม่เก่งเรื่องการโต้เถียงกับคนอื่นอยู่แล้วพอเห็นนางหลี่ทำท่าทางเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำเยี่ยงไรต่อดี
แต่หยูเสี่ยวเหลียนไม่ยอมทน “ท่านป้าใหญ่วิจารณ์คนอื่นได้จิกกัดเหน็บแนมคนอื่นได้ แต่คนอื่นพูดถึงท่านป้าไม่ได้ไม่ทราบว่าใช้ตรรกะอันใดรึเจ้าคะ ? ท่านพ่อของข้าพูดอะไรผิด ? ค่ารักษาของน้องข้าต้องใช้เงินเยอะแล้วท่านพ่อผิดตรงไหนที่จะหาเงินมาเป็นค่ารักษาลูกสาวของตนเอง ? ต่อให้เป็นเงิน200 ตำลึงก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตน้องสาวของข้าหรอก อย่าว่าแต่ 20 ตำลึงเลย ! ”
นางจางจ้องหน้าเสี่ยวเหลียนแล้วขว้างไม้กวาดในมือไปทางเสี่ยวเหลียนพร้อมกับตะโกนว่า“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดสอดตอนผู้ใหญ่สนทนากันก็ได้ด้วยรึ ? ลูกรองเจ้าสั่งสอนลูกของเจ้าเยี่ยงไรกัน? ”
หยูเสี่ยวเฉาร้องออกมาอย่างตกใจ “ท่านย่าทำอันใดเจ้าคะ? ทำข้าป่วยหนักไม่พอ ยังจะตีท่านพี่ของข้าอีก !ท่านย่าน่าจะระวังการกระทำของตนเองให้มากกว่านี้หน่อยนะเจ้าคะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวข้าล่ะก็ ท่านย่าจะไม่มีแม้แต่โอกาสเสียดายเงินเลยด้วยซ้ำ! ”
พอพูดถึงเงิน แม้ว่านางจางจะโกรธจัดซักขนาดไหนก็ไม่กล้าระบายความโกรธใส่เด็กๆ โดยตรงอีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ ในช่วงฉลองปีใหม่ล่ะก็ ดูจากความรักที่หยูไห่มีให้กับลูกๆ ของเขาแล้ว เขาจะต้องพาลูกไปหาหมออย่างแน่นอน ต่อให้ต้องเป็นหนี้เพิ่ม เขาก็จะให้ลูกได้รับการรักษาเป็นแน่ผลที่ตามมาก็คือนางจะไม่ได้เงินจากหยูไห่เลยในช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึง
เฒ่าหยูที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างก็พูดขึ้น“พวกเจ้าหยุดได้รึยัง ! มิกลัวจะกลายเป็นตัวตลกของคนอื่นในช่วงปีใหม่รึเยี่ยงไรกัน? ยายแก่ใช่ว่าเจ้าจะมิมีเงินเสียหน่อย เลิกคิดจะเอาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูกรองได้แล้ว! รีบเอาเงินออกมาเร็วเข้า ซื้อของงานปีใหม่สำคัญกว่ามิใช่รึ! ”
“ข้ามีเงินอยู่นิดเดียว จะพอให้พวกเขาใช้รึ? ” นางจางเจ็บปวดที่ต้องเสียเงินมากกว่าถูกเฉือนเนื้อเสียอีก
เฒ่าหยูเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “เจ้าก็เอาแต่พูดเรื่องเงินๆ ๆ ! สำหรับเจ้าเงิน 1 อีแปะยังใหญ่กว่าโม่หินอีกเสียล่ะมั้ง ! พวกเราก็แค่หาเงินกลับคืนมาตอนน้ำทะเลที่ชายฝั่งละลายในฤดูใบไม้ผลิมิได้หรือเยี่ยงไรกัน? หลังปีใหม่ลูกใหญ่กับข้าจะไปออกเรือหาปลา ส่วนลูกรองก็ขึ้นไปบนภูเขา พวกเราจะหาเงินมาชดเชยค่าใช้จ่ายในช่วงฤดูหนาวเอง! ”
นางจางไม่มีทางหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ได้อีกแล้วนางจึงจำใจเปิดตู้ที่ล็อคเอาไว้พร้อมกับบ่นพึมพำ นางหยิบเงินอีแปะออกมา 1พวงและก้อนเงินที่ขนาดเท่าเล็บอีกหลายก้อนหญิงชราเตือนหยูไห่ราวกับกลัวว่าเขาจะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย“เดี๋ยวนี้ของทุกอย่างแพงเป็นอย่างมาก เยี่ยงนั้นอย่าได้ซื้ออาหารมามากจนเกินไป พวกเรามีแป้งมันเทศอยู่ที่บ้านแล้ว ถึงกินมากแล้วจะทำให้เสียดท้องแต่มันก็ทำให้อิ่มได้เช่นกัน !ส่วนแป้งสาลีกับเนื้อก็ซื้อมาให้พอสำหรับทำเกี๊ยว 1 มื้อเท่านั้นก็พอ... ”
หยูเสี่ยวเฉามองเงินในมือของบิดาแล้วเบะปากพลางคิดในใจ“ต่อให้อยากซื้อ แต่เงินพวกนี้ก็ไม่มากพอจะซื้อของได้เยอะแยะหรอกมิใช่รึ ! จะต้องมาเตือนพวกเขาย้ำ ๆ อีกทำไมกัน ? เหอะ !
หยูไห่รับเงินมาแล้วออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ วันนี้เป็นวันที่แดดจ้าอย่างหาได้ยาก แม้ว่าหิมะบนพื้นจะสูงถึงน่องแล้วแต่ก็ยังมีคนมากมายเข้าเมืองไปซื้อของสำหรับฉลองวันปีใหม่ คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ซื้อของที่จำเป็นพวกเขาจึงต้องฉวยโอกาสในวันที่อากาศดีเช่นนี้ไปซื้อของที่ต้องการ
ตอนแรกลุงใหญ่ของหยูไห่ก็วางแผนจะเข้าเมืองวันนี้เช่นกันแต่เมื่อเห็นหลานคนโตอยากยืมรถเลื่อนและคิดว่าน่าจะอากาศดีเช่นนี้มากกว่า 1 วันเขาจึงตัดสินใจจะเข้าเมืองในวันรุ่งขึ้นแทน
หยูไห่ไม่กล้าซื้อของที่ไม่จำเป็นจนมากเกินไปและตรงไปที่ร้านขายธัญพืชเพื่อซื้อแป้งข้าวฟ่าง50 ชั่งและแป้งสาลี 5 ชั่ง หลังจากนั้นเขาก็ไปที่ร้านขายเนื้อและซื้อเนื้อมา 2ชั่ง เงินที่นางจางให้มามันไม่พอเขาจึงต้องใช้เงินของตนเองจ่ายด้วย
ขณะที่เดินไปตามถนนเขาก็เจอกับผู้จัดการร้านเจินซิวผู้จัดการร้านรู้ว่าเด็กหญิงจากตระกูลหยูเป็นคนที่คุณชายของเขาให้ค่าเป็นอย่างมากดังนั้นเขาย่อมทักทายหยูไห่อย่างอบอุ่น เมื่อเห็นว่าหยูไห่ซื้อของฉลองปีใหม่แบบธรรมดาและเรียบง่ายเขาก็ได้ซื้อขนมกับน้ำตาลปั้นจากร้านขนมและยืนกรานให้หยูไห่รับเอาไว้ เขาได้บอกว่าคุณชายสามโจวสั่งให้เขาซื้อให้คุณหนูหยูกับน้องชายของนาง
หยูไห่ซื้อซาลาเปาเนื้อและไปที่ร้านไม้เพื่อเยี่ยมลูกชายเขายังทิ้งเงินเอาไว้ให้ลูกชายอีกด้วยแต่หยูไห่ก็ไม่คิดหรอกว่าลูกชายของเขาจะใช้เงินที่ได้จากครอบครัวแต่คงจะเก็บมันเอาไว้แทน ซึ่งนั่นทำให้เกิดหายนะที่เกือบคร่าชีวิตของหยูฮัง
ปีใหม่ใกล้เข้ามาอย่างช้า ๆตอนเช้าของวันส่งท้ายปีเก่านางหลิวก็ทำงานยุ่งอยู่ในครัวพร้อมกับลูกสาวสองคนของนางเนื้อ 2 ชั่งที่หยูไห่ซื้อมาส่วนใหญ่เป็นมันหมูนางหลิวตัดเอาส่วนหนึ่งมาทำเป็นน้ำมันหมู และเหลือกากหมูไว้สำหรับตอนเย็นที่ต้องผสมกับกะหล่ำปลีเพื่อยัดไส้เกี๊ยว
ผักฤดูหนาวมักจะเป็นหัวไชเท้าไม่ก็กะหล่ำปลีหยูเสี่ยวเฉาคาดเอาไว้แล้วว่าที่บ้านจะไม่มีอาหารมากพอสำหรับงานเลี้ยงปีใหม่ดังนั้นนางจึงปลูกถั่วงอกเอาไว้ที่ปลายเตียง อีกทั้งยังทำวุ้นเส้นด้วยแป้งมันเทศอีกด้วย
เมื่อมีวุ้นเส้นมันเทศอาหารในงานปีใหม่ของพวกเขาก็ไม่จืดชืดแล้ว ต้มกะหล่ำปลีกับหัวไชเท้าและวุ้นเส้น, ผัดกะหล่ำปลีเปรี้ยว,หัวไชเท้าตุ๋น, ผัดเห็ดหูหนูกับกะหล่ำปลี, ยำหัวไชเท้ากรอบ,และผัดถั่วงอก...พวกเขายังหั่นเนื้อหมูมาผัดกับถั่วงอกและวุ้นเส้นอีกด้วย สำหรับซุปนั้นพวกเขาทำซุปกะหล่ำปลีกับถั่วงอก
เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟแม้แต่นางจางที่จุกจิกจู้จี้ก็ยังประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด นางไม่เคยรู้เลยว่าหัวไชเท้า,กะหล่ำปลี, และถั่วงอกจะนำมาทำอาหารได้หลากหลายเช่นนี้
สำหรับรสชาตินั้นเห็นได้ชัดเจนจากปฏิกิริยาของทุกคนไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาเลย พวกเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินซึ่งนั่นเป็นคำยืนยันถึงความอร่อยได้อย่างชัดเจนที่สุด
เฒ่าหยูไม่ค่อยมีโอกาสได้ดื่มเหล้ามากนักเขาเทเหล้าให้ลูกชายทั้งสามคนแล้วเอ่ยอย่างพอใจว่า“ฝีมือทำอาหารของสะใภ้รองพัฒนาขึ้น อาหารในวันนี้อร่อยเป็นอย่างมาก ! ”