ก็จริงที่อัลมอนด์พูด หมู่บ้านชนบทแบบนี้จะไปมีโรงเรียนดี ๆ ได้อย่างไรกัน แต่ถ้าจะต้องเรียนโรงเรียนดี ๆ ก็คงต้องใช้นามสกุลขุนนางไม่ก็นามสกุลชนชั้นสูงเพื่อคิราเอลจะได้มีหน้ามีตาในสังคมยุคกลาง
“โรงเรียนในเมือง พวกขุนนางจะชอบมาเรียนกันสินะ”
นารุคามิลืมตาขึ้นก่อนจะหันไปมองอัลมอนด์
“ใช่ค่ะท่านพี่ คิราเอลใช้นามสกุลของฉันก็ได้น้า”
อัลมอนด์ตัวบิดไปมา
“นามสกุล ลูเมอร์รีอัส ใช้นามสกุลที่ฉันคิดไว้ดีกว่า”
นารุคามิเอ่ยพลางชูนิ้วชี้ขึ้น
แม้จะเป็นามสกุลที่เพิ่งตั้งขึ้นมาหมาด ๆ แต่ก็เป็นามสกุลที่สวยแถมได้รับพระราชทานจากพระเ้าล่ะนะ
“ดีเลย ดีเลย ท่านพี่ฉลาดมาก”
“ฉลาดกว่าเธออีกอะ”
แม้ว่าจะไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง แต่เทพเ้าทั้งสองเหมือนจะรักเธอมากกว่าสิ่งอื่นใด และการมองดูชีวิตน้อย ๆ ค่อย ๆ เติบโตนี้ก็ทำให้พวกเธอมีความสุข
“โรงเรียนของชนชั้นสูง น่าสนใจดีนะ”
นารุคามิตัดสินใจที่จะให้คิราเอลเข้าโรงเรียนชนชั้นสูงของพวกขุนนาง เพื่ออนาคตที่ดีของคิราเอล ทันใดนั้นนารุคามิก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เอาล่ะ เพื่ออนาคตของลูก คิราเอลตัวน้อย !”
นารุคามิพูดเสียงดัง ก่อนจะเดินตรงไปหาเ้าตัวเล็กที่กำลังทำสีหน้าจริงจังอยู่กับการขีดเขียนดิน
“เดี๋ยวจะไปซื้อชุดนักเรียนให้ ราคาเท่าไหร่ก็ยอม”
คิราเอลเงยหน้าขึ้นมามองนารุคามิด้วยแววตาใสซื่อ
“ชุดนักเรียนสวย ๆ ราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองเลยนะท่านพี่ !”
อัลมอนด์ร้องะโอย่างตื่นเต้นพลางะโไปมา ราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองในยุคนี้ไม่ใช่เงินที่จะหาได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ใช่ชนชั้นกษัตริย์
“แน่นอน จะหนึ่งร้อย หนึ่งพันเหรียญฉันก็หามาได้สบาย ๆ บางทีอาจจะจ่ายเป็ทองไปเลยก็ได้”
นารุคามิยิ้มขำให้กับท่าทางของอัลมอนด์ แล้วจึงอุ้มคิราเอลขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“คิราเอล ตัวเล็กของเราจะได้ไปโรงเรียนแล้วนะ”
“อุ๊บ !”
คิราเอลหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเอามือน้อย ๆ แตะที่แก้มของนารุคามิ “ท่านพี่จะไปซื้อชุดนักเรียนที่ไหนเหรอ”
“รีบจังเลย ก็ต้องในเมืองหลวงอยู่แล้ว ชุดของชนชั้นสูงมันจะมาขายตามร้านขายเสื้อผ้าธรรมดาได้ยังไงกัน”
นารุคามิพูดพลางเดินเข้ามาในเฉลียงหน้าบ้าน
“จะไปเลยเหรอ”
“ยังไม่เก็บของเลย ต้องเก็บให้เรียบร้อยก่อนเดินทางสิ”
อัลมอนด์ที่เพิ่งเดินเข้าบ้านถึงกับชะงัก
“จริงด้วย ไม่ได้เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนนี่นา ตายจริง อะฮิ ๆ ”
เธอรีบหันหลังกลับมาด้วยท่าทางลนลาน
“ไอคำว่าอะฮิ ๆ นั่นมันอะไรล่ะเนี่ย”
นารุคามิพูดติดตลก แต่ก็เดินตามเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอวางคิราเอลบนโซฟากลางบ้าน ก่อนที่นารุคามิจะเก็บเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เข้าหลุมดำเล็ก ๆ บนมือ
“เราจะไปเมืองหลวงกันในอีกสามวัน ต้องเตรียมของให้พร้อม”
เธอพึมพำกับตัวเองขณะนำเฟอร์นิเจอร์ยัดเข้าไปในหลุมดำเล็ก ๆ บนฝ่ามือ หากเป็คนธรรมดาคงต้องเก็บใส่กระเป๋าเดินทางหนัก ๆ และแบกเข้ากรุงตลอดหนึ่งเดือนแหง ๆ
ในขณะที่นารุคามิกับอัลมอนด์กำลังยุ่งอยู่กับการจัดกระเป๋า คิราเอลก็เริ่มคลานสำรวจพื้นที่บนโซฟาอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าเหรียญทองที่นารุคามิวางทิ้งไว้บนโซฟา
“เหรี….เหรียญทอง”
คิราเอลเห็นของวิววับก็อดไม่ได้ที่จะนำเข้าปาก
“อ๊า ! คิราเอล ห้ามเอาเข้าปากนะลูก !”
อัลมอนด์ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเ้าตัวเล็กกำลังพยายามนำเหรียญทองแวววาวเข้าปาก นารุคามิรีบหันกลับมาคว้าเหรียญนั้นคืนมาอย่างรวดเร็ว
“เกือบไปแล้วนะ”
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยิ้มให้คิราเอล
“ถ้ากินเข้าไปแล้วติดคอจะทำยังไงละเนี่ย”
คิราเอลกะพริบตาปริบ ๆ ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าทำไมของกินแวววับถึงถูกยึดไป
เมื่อนารุคามิเก็บของต่าง ๆ หลุมดำเสร็จแล้ว ทั้งเสื้อผ้าในห้องนอน เครื่องเรือน หรือแม้แต่เครื่องปรุงในห้องครัว เธอจึงยืนบริเวณกลางบ้านพลางตรวจเช็คว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่ได้เก็บในหลุมดำ
“โซฟาเก็บเรียบร้อย โต๊ะเก็บเรียบร้อย เสื้อผ้าเรียบร้อย ทุกอย่างเรียบร้อย”
เธอชี้นิ้วพลางตรวจเช็ครอบ ๆ ตอนนี้บ้านทั้งหลังกลับมาโล่งเหมือนเดิมราวกับตอนที่เธอเข้ามาใหม่ ๆ
“เสร็จแล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาล่ะนะท่านพี่”
อัลมอนด์เอ่ยก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ พลางะโอย่างดีใจ
“อีกสามวัน เตรียมตัวออกเดินทาง !”
สามวันผ่านไป ในที่สุดนารุคามิกับอัลมอนด์ก็เก็บสัมภาระเสร็จ พร้อมที่จะออกเดินทาง วันนี้เป็เช้าวันที่อากาศสดใสกว่าปกติ ทำให้ทั้งสามคนก้าวเดินออกมาจากบ้านด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมบนใบหน้า
แม้คำว่าเป็วันสุดท้ายในครั้งใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มันจะดูน่าเศร้าไปหน่อยก็เถอะ แต่สำหรับชีวิตแล้ว ก็คงต้องก้าวเดินต่อไป แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากลำบากมากแค่ไหนแต่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น นารุคามิจึงตัดสินใจเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป
“เราออกไปกันเถอะ”
นารุคามิอุ้มคิราเอลตัวน้อยพร้อมกับอัลมอนด์ พวกเธอทั้งสองเดินมายัง หน้าบ้านพร้อมกับโค้งคำนับช้า เพื่อเป็การเคารพต่อผีบ้านผีเรือนที่ปกปักรักษาคุ้มครองบ้านหลังนี้เอาไว้
แม้จะไม่มีผีบ้านผีเรือน แต่การเคารพต่อทุกสรรพสิ่งด้วยใจจริงนับว่าสำคัญมาก เพราะทุกสิ่งนั้นมีจิติญญาและพลังงานในตัวของมัน หากบ้านหลังนี้มีใบหน้างอกออกมา มันคงจะพูดบอกลาพวกเธอเช่นกัน
“ไปแล้วนะ”