The Phoenix of Andromeda

    02 คนทรยศแห่งแอนโดร่า


    ​ผ่านกลุ่มหมอกควันและเปลวเพลิงที่อยู่ข้างหน้าไปแล้ว อดีตขุนพลแห่งแอนโดร่าก็ได้พบกับภาพอันน่าตระหนกอยู่ที่เบื้องหน้า
    บ้านกระโจมชนบทอันเป็นที่พักของเขาและบุคคลทั้งสามที่อยู่ในความคุ้มครองของเขานั้นบัดนี้ได้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านอยู่ในเปลวเพลิง และขณะนี้ควันไฟสีดำอันเกิดจากการเผาไหม้ของกระโจมก็ยังคงพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศเบื้องบนอยู่เป็นระยะๆ
    อดีตขุนพลแห่งแอนโดร่าพยายามสำเหนียกถึงสัญญาณชีวิตของคนทั้งสามแต่ก็หาได้พบสัญญาณชีวิตใดๆไม่
    สายตาของเขากวาดมองไปทางซ้ายมือแล้วก็เห็นว่าหมู่บ้านที่มีบ้านกระโจมอยู่ราวยี่สิบหลังของชาวบ้านชนบทนั้นก็ตกอยู่ในเปลวเพลิงไม่ต่างจากบ้านกระโจมของเขาเอง แต่ทว่าเขาก็ไม่พบสัญญาณชีวิตใดๆของชาวบ้านที่เป็นเพื่อนบ้านเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียวเช่นกัน
    แล้วเขาก็กวาดตามองไปทางทิศตรงข้ามที่เต็มไปด้วยม่านหมอกของควันไฟสีเทาอันหนาแน่น จนไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าได้ไกลสักเท่าไรนัก
    'พวกมันน่าจะอยู่ทางด้านนี้ ยานอวกาศของมันน่าจะจอดอยู่ทางนี้แน่ๆ...' เขาคิดแล้วก็พุ่งร่างฝ่าม่านหมอกของควันนั้นไปทันที 'รอก่อนนะมิลันด้า หวังว่าเธอคงจะยังไม่เป็นอะไรไปในตอนนี้นะ...?'
    พ้นจากกลุ่มหมอกควันออกไปแล้ว เขาจึงได้เห็นยานอวกาศสีเงินขนาดใหญ่ปานกลางซึ่งเป็นยานในรูปแบบกึ่งรบกึ่งลำเลียง จอดอยู่ที่ทิศเบื้องหน้าในระยะราวสี่สิบเมตร และยานลำนี้นั่นเองที่เป็นที่มาของแสงสะท้อนสีเงินวิบวับที่เขาได้เห็นมาก่อนหน้านี้
    แล้วเขาก็สังเกตุเห็นว่ายานลำนี้ได้เปิดประตูลำเลียงด้านข้างกราบขวาของยานไว้ และตรงบันไดด้านหน้าประตูนั้นเขาก็ยังมองเห็นทหารหุ่นยนต์ที่มีสีเทาสลับดำสามสี่ตัวกำลังใช้อาวุธปืนพลังงานแสงขนาดย่อมจี้ดุนหลังคนสามคนให้ขึ้นไปบนยานนั้นอย่างดุดัน
    และคนสามคนที่กำลังถูกจี้บังคับให้ขึ้นไปบนยานนั้นแท้ที่จริงก็คือเหล่าคนสำคัญที่เขากำลังเร่งตามหาอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
    'อา... พวกเขายังไม่เป็นอะไร' อดีตขุนพลแห่งแอนโดร่าเห็นแล้วก็คลายใจไปส่วนหนึ่ง จากนั้นเขาก็ยังมองเห็นบุคคลอีกผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางด้านล่างของหน้าบันไดลำเลียงและได้ยืนหันหลังมาทางเขา กำลังยืนจับตามองการควบคุมตัวคนทั้งสามขึ้นไปบนยานนั้นอยู่อย่างสงบนิ่ง
    บุคคลผู้นี้มีรูปร่างสูงไล่เลี่ยกับเขาแต่มีความหนาล่ำของลำตัวน้อยกว่า เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำยาวอันน่าเกรงขาม และชุดนั้นยังมีรูปแบบที่บ่งบอกได้ถึงความเป็นนักรบหรืออัศวินชั้นสูงของผู้สวมใส่อีกด้วย
    แม้ว่าอดีตขุนพลแห่งแอนโดร่าจะรู้สึกเหมือนคลับคล้ายคลับคราว่าจะรู้จักบุคคลผู้นี้ิแต่ก็หาได้ให้ความสนใจเท่ากับความต้องการที่จะช่วยคนทั้งสามนั้นโดยเร่งด่วนไม่ หรือจะเรียกได้ว่าไม่ว่าจะมีศัตรูหรือมิตรหน้าไหนปรากฏตัวออกมาขวางหน้าเขาในขณะนี้ก็คงจะไม่อาจยับยั้งเขาไม่ให้บุกทะลวงเข้าไปข่วยคนของเขาออกมาให้ได้
    "มิลันด้าาาาา.....!!" เขาจะโกนออกไปสุดเสียง พลางวิ่งตรงไปทางยานนั้นทันที
    แล้วบุคคลชุดดำผู้นั้นก็พลันหมุนตัวหันหน้ามาทางเขาทันทีเช่นกัน
    และเมื่อใบหน้าของบุคคลในชุดดำได้ปรากฏให้เขาได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็ถึงกับต้องหยุดยั้งท่าร่างที่กำลังทะยานจะเข้าไปช่วยเหลือคนทั้งสามไว้โดยฉับพลัน
    ก็เพราะว่าใบหน้าของบคคลที่ได้ยืนขวางอยู่ที่เบื้องหน้าของเขาในขณะนี้นั้น มันกลับมีความหมายยิ่งกว่าคำว่ามิตรหรือศัตรูใดๆทั้งหมดในชีวิตของเขา
    และต่อให้เขาตายเกิดไปอีกกี่ชาติเขาก็คงยังจดจำใบหน้านี้ได้อย่างไม่มีวันลืมเลือน เพราะมันเป็นใบหน้าของบุคคลที่เขาเคยระแวงคลางแคลงใจว่า มันผู้นี้จะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความวิกฤตวุ่นวายขึ้นในอณาจักรแอนโดร่าจนแม้แต่องค์จักรพรรดิ์เองก็ถึงกับต้องสิ้นพระชนชีพไปกับเหตุการณ์นั้นอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น
    และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้ตัวของของเขาเองที่เป็นถึงขุนพลผู้เกริกก้องแห่งอณาจักรแอนโดร่าต้องรับภาระกิจที่สำคัญที่สุดก่อนการสิ้นพระชนชีพขององค์จักรพรรดิ์ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องระหกระเหินหนีภัยมาซ่อนเร้นอยู่ที่ดาวโมอาอันห่างไกลแห่งนี้
    "บารามอส...?!!" ดวงตาของเขาเบิกโพลงขณะที่เรียกชื่อนั้นออกไป
    "โคแวน... " ชายชุดดำนั้นเรียกชื่อเขากลับ "อาจารย์โคแวน ข้าก็คือบารามอส..."
    "พระเจ้าช่วย... ที่แท้ก็เป็น.. ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ..?!" อดีตขุนพลผู้ถูกเรียกว่าโคแวนแทบจะไม่เชื่อสายตา ว่าคนข้างหน้านี้ก็คือคนที่เขารู้จักมาก่อนหน้านี้เป็นอย่างดี
    "ทำไมล่ะ.. ทำไมถึงได้เป็นเจ้า ที่ได้กลายเป็นคนทรยศต่ออณาจักรแอนโดร่าของเราจริงๆ ข่าวที่ข้าได้มาตอนนั้น ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นจริงไปแม้แต่นิดเดียว เจ้าผู้เป็นดั่งน้องชายและศิษย์คนหนึ่งของข้า ได้กลับกลายเป็นคนของอณาจักร'โบโรเธีย'ไปตั้งแต่เมื่อไรกัน...?!"
    ดวงหน้าของบุรุษชุดดำกลับนิ่งเงียบ เขายังไม่ตอบคำถามของโคแวน แต่กลับค่อยๆชักอาวุธที่เป็นดาบชนิดหนึ่งออกมาจากฝักข้างเอวอย่างชัาๆ
    และจากนั้นดวงตาของโคแวนก็แทบเหลือกถลน เมื่อได้เห็นดาบโค้งในมือของบุรุษชุดดำที่ได้ถูกชักออกมาเรียบร้อยแล้ว
    ดาบโค้งยาวดุจดาบซามูไรแต่กลับมีประกายไฟสีฟ้าแล่บแปลบปลาบสถิตอยู่โดยรอบคมดาบนั้น และนี่ก็คือหนึ่งใน 'ดาบห้าอัศวินแห่งโบโรเธีย'
    โคแวนจดจำดาบนี้ได้ดี เพราะดาบเล่มนี้นั่นเอง ที่ได้ปรากฏให้เขาได้เห็นเมื่อครั้งล่าสุดในคืนแห่งความโกลาหลที่อณาจักรแอนโดร่า
    "ที่แท้... ก็เป็นเจ้าเองจริงๆ ที่ได้ลอบนำคนเข้าไปจนถึงวังชั้นในของวังหลวงแอนโดร่าเพื่อต้องการลักพาตัวโอรสขององค์พระจักรพรรดิ์ไปในตอนนั้น..."
    ดวงตาของโคแวนราวกับถูกสุมรุมไปด้วยความรันทดใจผสมกับความเคียดแค้นชิงชังที่กำลังรอเวลาที่จะระเบิดออกมา
    " คนที่ใส่หน้ากากสีเงินและใช้ดาบเล่มนี้ในตอนนั้นก็คือเจ้านี่เอง... ใช่หรือไม่ บารามอส ตอบข้ามา ?!!" เสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของโคแวนระเบิดออกไป
    บุรุษชุดดำกลับนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตอบโคแวน "ใช่... เป็นข้าเอง... แต่นามที่แท้จริงของข้านั้นไม่ใช่บารามอสหรอกนะ นามที่แท้จริงของข้า ก็คือ..."
    "เมธานอส..." เขาเน้นเสียงอย่างชัดเจน พลางกล้ำกลืนอารมณ์บางอย่างลงไปสู่ห้วงเหวอันดำมืด
    'มธานอส...' โคแวนทวนชื่อนี้อยู่ในใจ 'นามนี้ข้าเคยได้ยินมาว่า มันเป็นนามของ หนึ่งในนักรบห้าอัศวินแห่งโบโรเธียนั่นเอง ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่า มันจะกลับเป็นคนคนเดียวกับเมธานอสไอ้คนทรยศไปได้เช่นนี้ ?'
    ขณะนั้นกลุ่มทหารหุ่นยนต์ที่อยู่ด้านนอกตัวยานราวสิบกว่าตัว ก็ปรากฏออกมารายล้อมโคแวนไว้ทันที ทั้งหมดนั้นต่างเล็งปืนพลังงานแสงมายังเขาที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่กับที่ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดๆรอบด้าน
    "โคแวน...!!" เสียงตะโกนเรียกนั้นดังมาจากบันไดหน้าประตูลำเลียงของตัวยาน และเป็นเสียงของสตรีที่ชื่อมิลันด้าผู้เป็นคนรักของโคแวนนั่นเอง ในวงแขนทั้งสองของเธอนั้นก็ยังมีเด็กชายตัวน้อยสองคนอยู่ในอ้อมกอด แต่ด้านหลังของเธอนั้นก็ยังคงถูกจี้ไว้ด้วยปืนพลังงานแสงจากพวกหุ่นยนต์
    โคแวนเหลือบมองไปทางด้านนั้นอยู่ชั่ววูบ แต่การที่เขาถูกล้อมไว้ด้วยเหล่ากองกำลังหุ่นยนต์เช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้านเท่ากับความเป็นห่วงความปลอดภัยในตัวของคนทั้งสามนั้น
    เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าราวกับจะนึกถึงเรื่องราวในหนหลังก่อนจะเกิดเรื่องโกลาหลขึ้นที่แอนโดร่า
    "เสียดายนัก..." เขาเอ่ยขึ้น "เสียดายที่ก่อนหน้านั้นข้าได้เคยเอ็นดูเจ้าราวกับน้องชายแท้ๆของตัวเอง ไม่นึกเลย... ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนทรยศของแอนโดร่าไปได้เช่นนี้..!"
    "โคแวน..." บารามอสก้มหน้า และพูดขึ้นเบาๆ "ข้า... ที่ข้าทำไปเช่นนั้น ก็เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องทำ..."
    "ความจำเป็นรึ...?" ขณะนี้ตัวของโคแวนกำลังสั่นด้วยความโกรธราวกับตัวกำลังจะระเบิดออกมา
    "ความจำเป็นของเจ้าก็คือการฆ่าใครหลายๆคนที่เคยดีกับเจ้ามาก่อนหน้านั้นใช่หรือไม่...?! ตอบข้ามาให้ชัดเจนสิ บารามอส !!"
    โคแวนยังคงเรียกเมธานอสว่าบารามอส และนั่นก็ทำให้เมธานอสต้องอึ้งไป และขณะนั้นเอง อาวุธที่คล้ายตรีสูรของโคแวนก็พุ่งทะลวงเข้ามาหาเขาราวกับสายฟ้าแล่บ !
    เปรี้ยงงงงง......!!!!
    สิ้นเสียงกัมปนาทที่ดังราวเสียงปืนใหญ่นั้น อาวุธตรีสูรของโคแวนก็ถูกเบี่ยงทิศทางไปทันที พร้อมๆกับมีเสียงเปรี๊ยะๆและประกายไฟสีฟ้าเขียวเต้นวูบวาบออกมาจากตรีสูรราวกับได้ปะทะกับพลังงานอันรุนแรงชนิดหนึ่ง
    แล้วโคแวนก็รีบหันไปมองทางทิศที่น่าจะเป็นต้นทางของพลังงานนั้นทันที
    ไม่ไกลเท่าไรจากทิศทางเบื้องขวาของเขานั้น มีบุคคลผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา บุคคลผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดนกและมีหน้ากากสีเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายคล้ายลายสักสีแดงสวมปิดหน้า ที่แขนขวาของบุคคลผู้นี้นั้นเป็นโลหะสีเงินทั้งแขน และที่ปลายแขนตรงข้อมือนั้นกลับไม่มีส่วนที่เป็นมือและนิ้วใดๆทั้งสิ้น เพราะตรงข้อมืออันห้วนกุดนั้นกลับเป็นปากกระบอกปืนใหญ่สีเงินแวววาว และปากกระบอกปืนนั้นก็ยังยกเล็งมาที่โคแวนอยู่อย่างไม่ยอมลดละ
    "โคแวนที่รัก... " เสียงของบุคคลที่มีแขนเป็นปืนนั้นแหลมเล็กราวสตรี "ท่านเองก็คงยังจดจำข้าได้ด้วยกระมัง...?"
    และเมื่อได้ยินเสียงนั้น... ดวงตาของโคแวนก็พลันลุกโพลงขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง...!