เดิมทีจิตใจของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก เมื่อเห็นว่าจิ่งเยี่ยนกุยได้ที่หนึ่งทุกวิชา ในขณะที่เธอสอบได้คะแนนต่ำสุดทุกวิชา ความกดดันในใจก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนจิ่งเยี่ยนกุยขี้เกียจจะใส่ใจว่าเธอคิดอะไรอยู่ ก่อนสอบและหลังสอบทุกครั้งจะเหลือบมองจิ่งเสี่ยวเยวี่ยหนึ่งปราด หลังสอบเสร็จก็จะถามอีกว่า “ฉันไม่ได้โกงข้อสอบวิชานี้ใช่ไหมล่ะ?”
ทุกครั้งที่จิ่งเยี่ยนกุยถาม จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ทำให้อีกหลายวิชาที่เหลือ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ยิ่งมีสีหน้าย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสอบเสร็จแล้ว คราวนี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่ใช่ที่สองอีกต่อไป แต่เป็นที่หนึ่งเสียแล้ว ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ คะแนนก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ยังคงเป็นคนที่ได้คะแนนต่ำที่สุดอยู่ดี
ตอนที่อาจารย์หลิวแจกจ่ายผลสอบ เธอก็นึกถึงเรื่องที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก่อขึ้นจนทำให้ครูทุกคนต้องเลิกงานช้ากว่าปกติไปสองชั่วโมง เธอมองจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแล้วพูดว่า “นักเรียนจิ่งเสี่ยวเยวี่ย ต่อไปเวลาจะกล่าวหาอะไรใคร ขอให้มีหลักฐาน หรือคิดสักนิดก่อนที่จะพูด ไม่เช่นนั้นจะถูกความอิจฉาครอบงำ”
เวลานี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจะพูดอะไรได้อีก? เธอพูดอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิด ทำได้แค่ก้มหน้าแล้วหมายจะเดินออกไป
แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับเรียกเธอไว้ แล้วพูดว่า “ฉันกับเธอโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เธอเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ ส่วนฉันเป็นลูกบุญธรรม ดังนั้นเธอเลยอยากจะข่มฉันอยู่ตลอดเวลา และฉันก็เข้าใจเรื่องพวกนี้ดี การที่ฉันเรียกเธอไว้ก็ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นหรอกนะ”
“เพราะไม่ว่ายังไง เราก็เป็นพี่น้องที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก คราวนี้ฉันอยากจะให้ข้อคิดเตือนใจเธอสักหน่อย ลองเปิดใจให้กว้างกว่านี้ ตัวเองจะได้สบายใจ และอย่าพยายามเอื้อมไปคว้าสิ่งที่ตัวเองไม่มีวันเอื้อมถึง เพราะนั่นรังแต่จะพาตัวเองไปสู่ความขายหน้า”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว เธอไม่รอให้จิ่งเยี่ยนกุยพูดจบก็รีบวิ่งออกไป แต่ตอนลงบันไดกลับเสียหลัก ล้มลงไปกับพื้นจนกลิ้งลงไปข้างล่าง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์พากันตกใจไปตามๆ กัน จิ่งเยี่ยนกุยเตรียมจะเข้าไปช่วยพยุง แต่เธอกลับกรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วก็ด่าทอว่า “อย่าเข้ามานะ! ยัยตัวซวย วันนี้ฉันต้องขายหน้า แกก็คงสะใจแล้วสิ! ฉันขอสาปแช่งให้แกไม่มีวันสอบติดในโรงเรียนที่อยากเรียนไปชั่วชีวิต!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่โกรธเคืองแต่อย่างใด แค่พูดว่า “ฉันจะไม่ทำให้เธอสมใจ ฉันจะใช้ชีวิตอย่างดี จะสอบเข้าโรงเรียนที่อยากสอบเข้า แล้วก็จะแต่งงานกับคนที่ฉันอยากแต่ง”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโกรธจัด จนอยากจะเข้าไปตบตีจิ่งเยี่ยนกุย แต่อาจารย์หลิวห้ามไว้ อาจารย์หลิวมีชีวิตอยู่มาเกือบสี่สิบปี แต่กลับไม่เคยเจอคนอย่างจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมาก่อน!
ก่อนหน้านี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพยายามใส่ร้ายป้ายสีจิ่งเยี่ยนกุยสารพัด อาจารย์หลิวยังพอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ตัวเองเรียนไม่ดีจนขายหน้าแล้วยังมาสาปแช่งและจะทำร้ายจิ่งเยี่ยนกุยอีก ต้องเป็นความแค้นหนักหนาอะไรกันถึงได้เป็นแบบนี้? เมื่อเทียบกับการวางตัวของจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว เธอก็ได้แต่คิดว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมเกินไป
อาจารย์หลิวรีบเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาลากจิ่งเสี่ยวเยวี่ยออกไปจากโรงเรียน แล้วสั่งเจ้าหน้าที่ว่าถ้าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมาอาละวาดอีกก็ให้ไปแจ้งความ!
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจึงถูกไล่ออกจากประตูโรงเรียนไปทั้งแบบนั้น
เมื่อจิ่งเสี่ยวเยวี่ยถูกไล่ออกไปจากโรงเรียนแล้ว อาจารย์หลิวก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ก็อดพูดไม่ได้ว่า “นักเรียนคนนี้จิตใจมืดบอดจริงๆ ไม่รู้ว่าพ่อแม่สอนมายังไง...”
เธอพูดถึงตรงนี้ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้จิ่งเยี่ยนกุยบอกว่าตัวเองเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลจิ่ง จึงอดที่จะทอดถอนใจในความแตกต่างของคนเราไม่ได้
เรื่องทั้งหมดที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก่อขึ้น เมื่อคิดดูดีๆ แล้วก็เป็นเพราะจิ่งเยี่ยนกุย ดังนั้นเธอจึงรีบไปขอโทษอาจารย์หลิวว่า “ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้โรงเรียนต้องเดือดร้อน”
อาจารย์หลิวโบกมือแล้วบอกว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ เธอเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน”
เธอพูดจบก็นึกขึ้นได้อีกเรื่องว่า “จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเอาแต่บอกว่าเมื่อก่อนเธอเรียนอยู่โรงเรียนที่อำเภอแล้วได้คะแนนรั้งท้ายตลอด หล่อนก็ช่างกล้าพูดไปได้!”
จิ่งเยี่ยนกุยพูดอย่างจริงจังว่า “อาจารย์คะ เมื่อก่อนตอนที่หนูเรียนอยู่ที่โรงเรียนในอำเภอ หนูได้คะแนนรั้งท้ายจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าหนูโง่กว่าเพื่อนคนอื่น เพียงแต่ไม่มีเวลาเรียนเท่านั้นค่ะ”
“แล้วทำไมเธอถึงสอบได้คะแนนอย่างในวันนี้ล่ะ?” อาจารย์หลิวถามด้วยความอยากรู้
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “เรื่องนี้ก็พูดยากค่ะ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องราวน่าอับอายในครอบครัวด้วย หนูพูดได้แค่ว่าหลังจากที่ปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว หนูถึงมีเวลามาตั้งใจเรียนจริงๆ จังๆ น่ะค่ะ”
อาจารย์หลิวพยักหน้า ก่อนจะตาเบิกกว้างขึ้น “เดี๋ยวนะ เธอหมายความว่าเธอใช้เวลาแค่เดือนกว่าๆ จากคนที่ได้คะแนนท้ายห้องกลายมาเป็นแบบตอนนี้เนี่ยนะ?”
จิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยความกระดากอาย “หนูรู้ว่าเมื่อก่อนเสียเวลาไปเยอะ ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามให้มากขึ้นอีก และพอพูดถึงเรื่องนี้ หนูมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลืออาจารย์ด้วยค่ะ”
“เธอว่ามาสิ” อาจารย์หลิวยังคงอยู่ในอาการตกตะลึงอยู่ ยังไม่ทันได้สติกลับมา
จิ่งเยี่ยนกุยใคร่ครวญแล้วพูดว่า “สถานการณ์ทางครอบครัวของหนู อาจารย์ก็น่าจะพอเดาได้บ้าง หนูจะขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกันนะคะว่า ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของหนูหลังจากนี้ไปจะต้องหาเอง และยังต้องดูแลปู่กับย่าที่แก่แล้วด้วย ดังนั้นหนูจึงไม่สามารถมาโรงเรียนได้ทุกวันเหมือนนักเรียนคนอื่นๆ ได้”
“แต่หนูรับรองว่าหนูจะพยายามเรียนอย่างเต็มที่ และจะกลับมาสอบตามเวลาที่โรงเรียนกำหนดแน่นอน”
อาจารย์หลิวประหลาดใจเล็กน้อยกับคำขอนี้ แล้วอดถามไม่ได้ว่า “ท่านผู้อำนวยการฟางรู้เรื่องที่เธอเตรียมการไว้หรือยัง?”
จิ่งเยี่ยนกุยเข้าใจความหมายแฝงของเธอ ใบหน้าจึงแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “หนูอยากจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่อยากให้ใครมองว่าที่หนูเรียนได้ก็เพราะคนนั้นคนนี้ หรือประสบความสำเร็จได้เพราะอะไรแบบนั้นค่ะ”
เมื่อเธอพูดแบบนี้ อาจารย์หลิวก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ในชนบทแบบนี้ และด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ต่อให้ภายหน้าเธอจะประสบความสำเร็จ ก็จะถูกตั้งคำถามว่ามีทุกอย่างได้เพราะอะไร และยังจะมีคำพูดที่ไม่น่าฟังอีกมากมาย และความพยายามของเธอจะไม่ได้รับการยอมรับ
เพราะคำถามนั้น อาจารย์หลิวถึงกับต้องประเมินเธอใหม่อีกครั้งก่อนยกยิ้มพูดว่า “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เรื่องนี้ฉันจะไปบอกท่านผู้อำนวยการฟางให้นะ”
จิ่งเยี่ยนกุยขอบคุณเธออีกครั้ง
ในขณะที่กำลังพูดคุยกัน ฟางชิงสือก็เดินลงมาจากชั้นบน อาจารย์หลิวเห็นเขาจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาก็ประหลาดใจเช่นกัน “เธอจะไม่ลองคิดดูอีกหน่อยเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยยืนกรานความคิดของตัวเอง ฟางชิงสือจึงครุ่นคิดสักพักแล้วพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปนี้เวลาเรียนเธอก็ต้องตั้งใจจริงจัง ห้ามขี้เกียจ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบตอบรับ ฟางชิงสือไม่ได้พูดอะไรกับเธออีก และเดินออกจากประตูโรงเรียนไป
ตอนที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน อาจารย์หลิวคอยมองดูอยู่ตลอด ก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจิ่งเยี่ยนกุยกับฟางชิงสือดูห่างเหินกันมาก ความอยากรู้อยากเห็นของเธอถึงกับกำเริบขึ้นมาอีก ยังคงอดถามไม่ได้ว่า “เมื่อก่อนเธอไม่ค่อยได้คุยกับท่านผู้อำนวยการฟางเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า เมื่อคิดดูดีๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้คุยกับว่าที่พ่อสามีอย่างจริงจัง
ทันทีที่ฟางชิงสือเดินออกจากประตูโรงเรียน ก็พบว่าลูกชายของตัวเองรออยู่ข้างนอกโรงเรียน เขาจึงยกยิ้มแล้วพูดว่า “ลูกนี่ก็มีใจกตัญญูเหมือนกันนะ รู้ว่าวันนี้พ่อเลิกงานดึกเลยมารอรับ”