บนโต๊ะกลมกลางห้องประชุมมีแผนที่ขนาดใหญ่ของเมืองเทียนฉางกางอยู่ ตำแหน่งที่เป็พื้นที่ของซินเจียโข่วและตรอกอวี้ไผโหลถูกทำเครื่องหมายกากบาทเล็กๆ ด้วยปากกาสีแดงสะดุดตา
บรรดาหัวหน้ากรมและผู้เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบ “คดีฆ่าหั่นศพ” ของแต่ละหน่วยงานนั่งรายล้อมอยู่รอบโต๊ะกลม สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังหวังย่าหนานผู้ที่กำลังอธิบายรูปการณ์ของคดีนี้อยู่
“เช้านี้เวลาแปดโมงสามนาที หนึ่งหนึ่งศูนย์ได้รับแจ้งเหตุว่าบริเวณใกล้ๆ ซินเจียโขว่มีคนพบกระเป๋าเดินทางประหลาดหนึ่งใบวางอยู่ในถังขยะ ด้านนอกกระเป๋าไม่มีรอยฉีกขาด มีสภาพใหม่ราวเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แถมยังสะอาดมากอีกด้วย คาดว่าน่าจะเพิ่งถูกนำมาทิ้งไว้ พอเปิดออกด้านในมีชิ้นเนื้อไม่ทราบที่มาบรรจุอยู่เป็จำนวนมาก ผู้แจ้งความสงสัยว่าโรงฆ่าสัตว์ลักลอบค้าเนื้อผิดกฎหมายจึงโทรแจ้งความกับหนึ่งหนึ่งศูนย์ เพื่อที่จะขจัดข้อสงสัยว่าเป็คดีฆาตกรรมหรือไม่ ดิฉันจึงได้ขอความร่วมมือจากแพทย์นิติเวชในกรม และได้รับผลยืนยันแล้วว่านั่นเป็ชิ้นเนื้อของมนุษย์”
“ตอนได้รับแจ้งเบาะแสว่าพบกระเป๋าเดินทางนั้น ผู้แจ้งความระบุว่ายังมีถุงกระสอบอีกหนึ่งใบวางอยู่ข้างกันด้วย พอเปิดออกดูพบว่าด้านในมีชิ้นเนื้อที่เหมือนกันบรรจุอยู่ แต่ว่าถุงนั้นกลับถูกพนักงานทำความสะอาดหญิงอายุราวหกสิบปีที่สวมยูนิฟอร์มของบริษัทลวี่เจี๋ยเจียหยวนหยิบเอาไป พวกเราตามไปจนพบบ้านของพนักงานทำความสะอาดคนนั้น และเจอชิ้นเนื้อที่เหลือ คุณหมอจางตรวจสอบที่เกิดเหตุ และระบุว่าชิ้นเนื้อทั้งหมดเป็เนื้อเยืุ่์ เนื่องจากผ่านความร้อนสูงจากการต้ม จึงทำให้โครงสร้างดีเอ็นเอที่ใช้ระบุตัวตนถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ดังนั้นฉันคิดว่าสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดของพวกเราตอนนี้คือรีบควานหาชิ้นเนืุ้์ที่เหลือให้เจอโดยเร็ว เพื่อจะได้ระบุตัวตนของศพได้”
“ดิฉันขอเสริมสักเล็กน้อยค่ะ” จางถงลุกขึ้นยืน
“กะโหลกศีรษะของมนุษย์เป็ส่วนที่แข็งที่สุดในร่างกายมนุษย์ ถ้าใช้เครื่องมือธรรมดาไม่มีทางที่จะจัดการแยกออกให้เป็ชิ้นเล็กๆ ได้โดยง่าย และดูเบาะแสที่มีอยู่ในมือตอนนี้ มีเพียงกะโหลกศีรษะเท่านั้นที่เป็เบาะแสที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่จะช่วยระบุตัวตนผู้ตายได้”
หัวหน้าหลี่พยักหน้า “ดูจากสถานการณ์แล้ว สิ่งที่ทุกท่านต้องทำอย่างเร่งด่วนตอนนี้ก็คือค้นหากะโหลกศีรษะของผู้ตายให้เจอโดยเร็ว รอจนยืนยันตัวตนศพแล้ว พวกเราถึงจะสามารถไขคดีนี้ได้ ฆาตกรคนนี้เ้าเล่ห์มาก และน่าจะรู้วิธีการทำงานทางเทคนิคของทีมสืบสวนเป็อย่างดี ฉะนั้นทุกท่านจะต้องตั้งสติและเตรียมรับมือให้ดี”
เขาหันหน้าไปทางหวังย่าหนาน “เสี่ยวหวัง คุณจับคดีนี้เป็คนแรก ต่อไปคดีนี้ให้คุณเป็ผู้รับผิดชอบ ตอนนี้คุณแบ่งหน้าที่การค้นหาเถอะ”
“ค่ะ!” หวังย่าหนานลุกขึ้นยืน ใช้นิ้ววาดวงกลมขนาดใหญ่รอบพื้นที่ซินเจียโข่วบนแผนที่
“จากประสบการณ์ในการทำคดีครั้งที่ผ่านๆ มา หลังจากฆ่าคนแล้วฆาตกรจะเลือกทิ้งศพในสถานที่ลับตาผู้คน เพราะไม่้าให้ศพถูกพบเร็วเกินไป แต่ว่าคดีนี้กลับต่างออกไปนิดหน่อย ฆาตกรทิ้งกระเป๋าบรรจุชิ้นส่วนศพสองใบไว้บนถนนซินเจียโข่ว ซึ่งเป็จุดที่คึกคักที่สุดของเมืองเทียนฉาง และจากเบาะแสที่ได้รับแจ้ง ตอนนั้นกระเป๋าทั้งสองใบวางอยู่ติดกันเป็ที่สะดุดตามาก และเพราะจุดนี้เองที่ทำให้ผู้แจ้งความที่ไปออกกำลังกายเป็ปกติในตอนเช้าและเดินผ่านถังขยะนั้นไปเฉยๆ แต่ครั้งนี้ภาพสะดุดตานี้กลับทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติ จากการกระทำนี้สามารถบอกได้ว่าฆาตกรอยากให้คนเจอกระเป๋าสองใบนี้และพบศพโดยเร็ว เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันกล้าสรุปว่า สถานที่ทิ้งศพที่ฆาตกรเลือกนั้นจะต้องเป็สถานที่สาธารณะและคนพลุกพล่าน ดังนั้นเวลาพวกเราค้นหาชิ้นส่วนศพที่เหลือ ขอให้พุ่งเป้าไปยังสถานที่ที่คนพลุกพล่านก่อน เช่น ถังขยะที่อยู่ละแวกซินเจียโข่ว หัวมุมถนน เป็ต้น ใช้สถานที่เหล่านี้เป็ศูนย์กลาง แล้วค่อยๆ ขยายวงค้นหาออกไป ถ้าพบเห็นวัตถุที่เข้าข่ายต้องสงสัย ขอให้รายงานทันที!”
พูดจบเธอก็ชี้ไปที่รูปถ่ายของกระเป๋าเดินทางและถุงกระสอบที่ใช้ทิ้งศพในที่เกิดเหตุ
หลังจากจบการประชุม หวังย่าหนานออกจากห้องเป็คนสุดท้าย หล่อนจัดการเอกสารอยู่ และเรียกจางถงไว้
“เสี่ยวถง รอฉันแปปนึง!”
จางถงหันกลับมา “มีอะไรเหรอ”
“ได้ยินว่านักข่าวชื่อดังของหนังสือพิมพ์เทียนฉางที่เขียนข่าวคดีฆาตกรรมคนนั้นมาสัมภาษณ์เธอ เล่าให้ฟังหน่อยสิ มีข่าวดีอะไรมั้ย จะลงหนังสือพิมพ์เมื่อไหร่ คราวนี้เธอก็ดังใหญ่แล้วสินะ ถึงตอนนั้นต้องพาฉันไปเลี้ยงด้วยล่ะ” หวังย่าหนานหน้าตาตื่นเต้นดีใจ
จางถงขมวดคิ้ว “ไม่มีอะไรนี่ ก็แค่คดีเก่าคดีหนึ่ง โดนฉันไล่กลับไปแล้วล่ะ”
“ไม่หรอกมั้ง เธอไล่เขาไปเนี่ยนะ” หวังย่าหนานถลึงตาใส่ หน้าตาแสดงความประหลาดใจ
“ไม่เห็นจะแปลกอะไรตรงไหนเลย คุยกันไม่ถูกคอ ฉันก็ี้เีคุยด้วย!”
หวังย่าหนานฟังจบถึงกับส่ายหน้า
ระหว่างพูดคุยกัน ทั้งสองคนก็เดินคู่กันออกมาจากห้องประชุม
ระหว่างทางไปห้องทำงาน หวังย่าหนานยังคงไม่เลิกรา “ไม่หรอกมั้ง หัวหน้าหลี่ของพวกเราเวลาจะไปเจอเขาทียังต้องนัดล่วงหน้าเลย ทำไมเธอถึงกล้าไล่เขาไปได้นะ”
จางถงฝืนยิ้ม “เธอก็อย่าถามเซ้าซี้เลยน่าคุณนาย ฉันรำคาญคนประเภทนี้จริงๆ ถ้าพรุ่งนี้ยังกล้ามาอีก ฉันจะให้เขาไปหาเธอ ให้เธอดังคนเดียวก็พอแล้ว”
“เธอนี่นะ อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ไป เราไปหาอะไรกินกันเถอะ เดี๋ยวต้องไปที่เกิดเหตุอีก”
หวังย่าหนานยัดแฟ้มเอกสารที่อยู่ในมือตัวเองให้จ้าวหยุนผู้ช่วยที่เดินมาพอดี แล้วออกคำสั่ง “ฝากเอาไปไว้ที่ห้องทำงานทีนะ เดี๋ยวฉันกลับมา!”
จ้าวหยุนหอบเอกสารแล้วเดินกลับไปอย่างว่าง่าย
“ฉันว่านะย่าหนาน เธออย่าโหดกับผู้ช่วยเธอขนาดนี้เลย เขาเป็คนดีออกนะ อย่างน้อยก็เป็ถึงรองหัวหน้า เธอทำอย่างกับเขาเป็คนรับใช้ซะอย่างนั้น เธอไม่กลัวว่าคนเขาจะคิดอะไรบ้างเหรอ” จางถงทนดูต่อไปไม่ไหว อดไม่ได้ที่จะบ่นขึ้นมา
หวังย่าหนานทำไม้ทำมือไม่แคร์ “เป็ผู้ชายทั้งแท่ง ไม่เอาอ่าวอะไรสักนิด ทำงานก็ชักช้ายืดยาด ไม่ต้องสนใจเขา! เราไปกันเถอะ!”
“คุณหมอจาง หัวหน้าหลี่โทรมาเมื่อห้านาทีที่แล้วครับ บอกให้คุณหมอรีบไปพบที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้เลย เห็นว่ามีธุระ” พานเจี้ยนผู้ช่วยพอเห็นจางถงที่เพิ่งทานข้าวเสร็จกลับมา จึงรีบแจ้งข่าวให้ทราบทันที
“เขาบอกมั้ยว่าธุระอะไร”
“ไม่ได้บอกครับ แต่น้ำเสียงดูร้อนรน คุณหมอจางรีบไปเถอะครับ อย่าช้าเลย”
จางถงไม่บ่นอะไร เธอวางรายงานในมือลง แล้วเดินออกจากห้องทำงาน พอเดินมาถึงทางเลี้ยวมุมตึก เธอก็รู้สึกตงิดๆ ว่าจะต้องเป็นักข่าวจอมตื้อคนนั้นอีกแน่ วันนี้ทิ้งเขาไว้ที่ห้องทำงานนั่น หน้าตาเขาดูยังไม่ยอมแพ้เท่าไหร่
แล้วก็เป็ไปตามคาด เพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตูห้องทำงานหัวหน้าหลี่ เสียงคุยกันดังลอดผ่านประตูที่งับไว้ออกมาทำให้จางถงถึงกับขมวดคิ้ว อดบ่นไม่ได้
“ทำไมถึงได้ติดหนึบเป็ตังเมแบบนี้นะ!”
เห็นจางถงเปิดประตูกลับเข้ามาเร็วมาก แถมยังมีคนตามมาด้วยอีกหนึ่งคน พานเจี้ยนที่กำลังก้มหน้าจัดการตัวอย่างก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ “คุณหมอจาง ทำไมกลับมาเร็วจังล่ะ ผมนึกว่าหัวหน้าหลี่มีเื่ใหญ่อะไรถึงเรียกคุณไปเสียอีก!”
จางถงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เธอชี้ไปทางจ้าวจวิ้นเจี๋ยที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วพูดขึ้นมาอย่างอารมณ์เสีย “เสี่ยวฟาน นับจากวันนี้เป็ต้นไปเรามีเด็กฝึกงานใหม่ มีอะไรก็เรียกใช้เขาได้ตามสบาย! ไม่ต้องเกรงใจนะ!”
“คุณคนนี้คือ?”
“ผมคือนักข่าวหนังสือพิมพ์เทียนฉาง ชื่อจ้าวจวิ้นเจี๋ย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยยื่นมือออกมา
“นักข่าว? อ้อ ผมนึกออกแล้ว จ้าวจวิ้นเจี๋ยที่เขียนเฉพาะเื่คดีดังๆ คนนั้นใช่มั้ยครับ ผมเป็แฟนคลับคุณเลยนะ ดีใจจริงๆ ครับ”
พูดจบ พานเจี้ยนก็ยื่นมือออกไปอย่างตื่นเต้น แต่พอคิดไปคิดมาเขาก็หดมือกลับมา สีหน้าขอโทษ “ขอโทษด้วยครับ ผมเพิ่งจะ...”
“ผมเข้าใจครับ ผมเข้าใจ! ฮา ฮา!” จ้าวจวิ้นเจี๋ยยังคงยิ้มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
จางถงอดถลึงตาใส่จ้าวจวิ้นเจี๋ยไม่ได้ พูดน้ำเสียงเ็าใส่
“คุณนักข่าวจ้าว ที่คุณทำมันเปล่าประโยชน์ ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ถ้าคุณมาแฝงตัวเพื่อเก็บข้อมูลคดีอื่น ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าคุณมีประเด็นแอบแฝงแล้วล่ะก็ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ช่วยรีบออกไปทันที อย่าเอาแต่อ้างชื่อหัวหน้าหลี่ เข้าใจมั้ย ฉันไม่หลงกลหลอก”
“คุณหมอจาง วางใจเถอะครับ ผมพูดคำไหนคำนั้น!”
จางถงไม่ตอบ สวมถุงมือของตัวเอง แล้วหันกลับไปะโใส่พานเจี้ยน “รีบทำงานเร็วเข้าสิ ยังยืนงงอะไรอยู่ได้ อยากอยู่เวรกันเหรอไง!”
พานเจี้ยนเบะปาก ทิ้งจ้าวจวิ้นเจี๋ยไว้ตรงนั้น แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ