ยามบ่ายคล้อยจางเจิ้นอันก็ออกเรือไปหาปลาอีกครั้ง อันซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้านเพียงลำพังจึงลงมือจัดการงานบ้าน นางกวาดลานบ้านจนสะอาดเอี่ยม จัดวางข้าวของต่างๆที่วางระเกะระกะให้เข้าที่เข้าทาง เช็ดถูโต๊ะเก้าอี้ในห้องหับต่างๆล้างถ้วยชามจนหมดจด จากนั้นจึงไปค้นหาเสื้อผ้าของจางเจิ้นอันในตู้เสื้อผ้าเก่าๆ
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นว่าถึงแม้ภายนอกเขาจะไม่ได้ดูซอมซ่อแต่กลับไม่ค่อยใส่ใจดูแลเสื้อผ้าของตนเองเท่าใดนักเสื้อผ้าของเขากองสุมกันอยู่อย่างไม่เป็ระเบียบในตู้ นางจึงนำออกมาทีละชิ้นตรวจสอบอย่างละเอียด ชิ้นไหนที่มีรอยขาด หรือมีรอยปะชุนอยู่แล้ว ก็แยกไว้กองหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็พับเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
จางเจิ้นอันไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อยรอยปะบนเสื้อผ้าจึงดูเบี้ยวๆ บูดๆ ไม่น่ามองอันซิ่วเอ๋อร์ตั้งใจว่าจะเลาะรอยปะเก่าออก แล้วเย็บซ่อมให้เขาใหม่ทั้งหมด
หากเขาอยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่บัดนี้เขามีภรรยาแล้วหากเสื้อผ้าที่สวมใส่มีรอยปะที่ดูน่าเกลียดเช่นนี้ ผู้คนคงพากันหัวเราะเยาะเขาและอาจพาลนินทามาถึงนางได้
ทว่าเสื้อผ้าที่ต้องซ่อมแซมนั้นมีอยู่ไม่น้อยตอนนี้ฟ้าก็เริ่มคล้อยต่ำลงมากแล้วนางเพิ่งจะเย็บเสร็จไปได้เพียงตัวสองตัวเท่านั้นเมื่อคิดว่าจางเจิ้นอันใกล้จะกลับมาแล้ว เกรงว่าเขาจะไม่มีอะไรกินนางจึงวางงานเย็บผ้าลง แล้วรีบไปเตรียมทำอาหารเย็น
เมื่อตอนกลางวันได้หุงข้าวไว้แล้วตอนเย็นเพียงแค่นำมาอุ่นให้ร้อนก็พอ ส่วนกับข้าวก็ไม่ได้ทำอะไรยุ่งยากนางยังคงผัดผักป่าจานหนึ่ง กับทอดไข่ไก่เพิ่มอีกสองฟองเพียงเท่านี้ก็เป็อาหารมื้อเย็นอย่างง่ายๆ แล้ว
นางอดสงสัยไม่ได้ว่าปกติแล้วจางเจิ้นอันกินอะไรเป็อาหารบ้าง นางรู้สึกว่าในบ้านหลังนี้ นอกจากปลาแล้วก็แทบไม่มีวัตถุดิบอื่นใดเลย แม้แต่ผักดองสักไหก็ยังไม่มี
ไม่ได้การเสียแล้วใน่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ หากไม่มีผักดองเก็บไว้บ้างจะให้กินแต่ผักป่าทุกวันก็คงไม่ไหวนางตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะลองขึ้นเขาไปขุดหน่อไม้มาทำอาหารดูบ้างอีกทั้งยังต้องถามจางเจิ้นอันด้วยว่า ที่บ้านพอจะมีที่ดินว่างๆ บ้างหรือไม่ หากมีใน่นี้ก็ควรจะเริ่มพรวนดินเตรียมปลูกผักได้แล้ว มิเช่นนั้นพอถึงฤดูขาดแคลนก็จะไม่มีผักกิน
นางจดจำเื่เหล่านี้ไว้ในใจพอกินอาหารค่ำเสร็จ อันซิ่วเอ๋อร์จึงเอ่ยถามจางเจิ้นอันว่า"ท่านพี่ ที่บ้านเราพอจะมีแปลงผักบ้างหรือไม่เ้าคะ?"
จางเจิ้นอันได้ยินคำถามของอันซิ่วเอ๋อร์ก็ส่ายหน้าตอบ "ไม่มี" เมื่อก่อนเขาอยู่ตัวคนเดียวมีเพียงเรือลำน้อยกับกระท่อมหลังเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่บัดนี้มีภรรยาเพิ่มมาอีกคนกลับไม่มีแม้แต่แปลงผักเล็กๆ ไว้ในบ้าน พูดออกไปก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้างเหมือนกัน
"เช่นนั้นปกติท่านพี่กินอะไรหรือเ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วน้อยๆ "หรือว่าท่านพี่กินแต่ปลาทุกวัน?"
"ไม่ใช่เช่นนั้น" จางเจิ้นอันส่ายหน้า กล่าวว่า "บางครั้งข้าเข้าตลาดก็จะซื้อผักติดมือกลับมาบ้าง หรือไม่ก็มีชาวบ้านแถวนี้อยากกินปลาก็จะนำผักมาแลกกับข้า"
"ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง"อันซิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิด แล้วจึงกล่าวต่อ "แต่ว่าไปซื้อที่ตลาดทุกวันก็เปลืองเงินรอให้คนอื่นนำมาแลกก็ไม่สะดวก ข้าว่าเราน่าจะมีแปลงผักเล็กๆ ไว้สักหน่อยไม่ต้องใหญ่โตอะไร แต่ขอให้มีก็พอ อยากจะกินอะไรก็ปลูกเอง ไม่สะดวกกว่าหรือเ้าคะ?"
"ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล" จางเจิ้นอันพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวว่า "รอข้าเก็บเงินเก็บทองได้อีกสักหน่อยก่อนแล้วข้าจะไปหาซื้อที่ดินสักแปลงมาปลูกผัก"
"เหตุใดต้องลำบากถึงเพียงนั้นเล่าเ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มบางๆ กล่าวว่า "เมื่อครู่ข้าออกไปดูแล้วบริเวณหลังบ้านของเราก็มีที่ดินว่างอยู่แปลงหนึ่งพวกเราช่วยกันถางหญ้าปรับพื้นที่เสียหน่อย โดยไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะก็มีแปลงผักได้แล้วเ้าค่ะ"
"นี่ก็เป็ความคิดที่ดี"จางเจิ้นอันพยักหน้าเล็กน้อย พลางรำพึงในใจว่าความคิดนี้ดีจริงแต่ข้าไม่ใช่ชาวนาที่ดีเลยสักนิดเห็นทีต่อไปคงต้องหัดเรียนรู้งานไร่งานนาดูบ้างเสียแล้ว
"เช่นนั้นพวกเราตกลงกันตามนี้นะเ้าคะ"ในดวงตาของอันซิ่วเอ๋อร์เต็มไปด้วยประกายความหวัง นางกล่าวต่อ"รอให้เรามีเงินขึ้นมาอีกหน่อย ก็ค่อยขยายรั้วบ้านออกไปอีกนิดพวกเราเลี้ยงไก่ไว้สักสองสามตัวด้วย ท่านพี่ว่าดีหรือไม่เ้าคะ?"
"ก็ดี" จางเจิ้นอันตอบเขาไม่ใช่คนสันทัดเื่งานบ้านงานเรือนเหล่านี้ เพียงแต่ไม่มีใจจะทำก็เท่านั้น
"อีกไม่นานก็จะถึงฤดูไถหว่านแล้ว"อันซิ่วเอ๋อร์เป็คนประเภทคิดแล้วลงมือทำทันทีนางอยากจะทำให้บ้านหลังนี้ดูอบอุ่นน่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
จางเจิ้นอันเห็นนางดูกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยความหวังเช่นนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรให้เสียกำลังใจ เพียงแต่นั่งเงียบๆ ซ่อมแซมแหหาปลาของตนต่อไป
อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะ้าจับปลาไปขายให้ได้ราคาดี เขาแทบจะไม่ใช้แหเลยด้วยซ้ำการใช้ฉมวกแทงปลานั้นสะดวกกว่ามาก
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเขากำลังซ่อมแหหาปลาก็ยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงไปจัดการธุระส่วนตัวทำความสะอาดห้องครัวจนเรียบร้อย แล้วจึงต้มน้ำไว้อาบชำระร่างกายเมื่อจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฟ้าก็มืดสนิทพอดี แต่ยังไม่ถึงเวลานอนนางจึงจุดตะเกียงน้ำมัน นำเสื้อผ้าที่ยังซ่อมไม่เสร็จเมื่อตอนบ่ายออกมานั่งเย็บต่อ
ยามค่ำคืน จางเจิ้นอันซ่อมแหหาปลาเสร็จก็ไปจัดการชำระล้างร่างกายตนเองจนสะอาดสะอ้านแล้วออกมานั่งพักผ่อนที่หน้าประตูอยู่ครู่หนึ่งคาดคะเนว่าอันซิ่วเอ๋อร์คงจะเข้านอนแล้ว เขาจึงเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องใครเลยจะรู้ว่านางยังไม่ได้เข้านอน
"เหตุใดป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีก?"จางเจิ้นอันเดินเข้าไปถาม
อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้าลงใช้ฟันกัดด้ายจนขาดจากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า "ข้าอยากทำให้เสร็จเสียก่อนค่อยนอนเ้าค่ะท่านพี่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้านอนพักผ่อนก่อนเถิด" พูดพลางก็ทำท่าจะลุกจากข้างเตียง เพื่อไปนั่งเย็บผ้าที่เก้าอี้แทน
จางเจิ้นอันกลับยื่นมือออกไปห้ามไว้กล่าวว่า"ไม่เป็ไร ข้ายังไม่ง่วง" พูดพลางก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้เสียเอง
เขารินน้ำใส่จอกขึ้นมาดื่มจางเจิ้นอันใช้มือข้างหนึ่งคลึงจอกชาเล่น พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างทว่าสายตากลับถูกสตรีที่กำลังนั่งเย็บปะเสื้อผ้าให้อย่างตั้งอกตั้งใจดึงดูดไปโดยไม่รู้ตัว
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบแสงสว่างแต่บางทีอาจเป็เพราะแสงตะเกียงในยามค่ำคืนนั้นสลัวเลือนราง ไม่ได้เจิดจ้าจนเกินไปกลับให้ความรู้สึกอบอุ่น ชวนให้รู้สึกอยากเข้าใกล้
นี่เป็เสื้อผ้าตัวสุดท้ายแล้วข้างกายนางมีกองเสื้อผ้าที่ซ่อมเสร็จแล้ววางซ้อนกันอยู่นางบรรจงเลาะด้ายเก่าที่เย็บไว้ออกอย่างเบามือ จากนั้นจึงสอดเข็มขึ้นลงเย็บตะเข็บใหม่อย่างประณีตทีละฝีเข็ม
จางเจิ้นอันจ้องมองเสื้อผ้าเ่าั้ในใจรู้สึกละอายอยู่บ้าง ตนไม่ใช่คนถนัดงานเย็บปักถักร้อยแต่บางครั้งเสื้อผ้าขาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่อยากเสียเงินซื้อใหม่จึงได้แต่เย็บปะไปอย่างลวกๆ พอเห็นรอยปะฝีมือตัวเองในอดีตก็รู้สึกว่าช่างดูน่าเกลียดน่าขันเสียจริง
อันซิ่วเอ๋อร์เย็บอย่างตั้งอกตั้งใจฝีเข็มสม่ำเสมอและถี่ถ้วน อีกทั้งยังใช้ด้ายสีเดียวกัน หากไม่ใช่คนสายตาดีจริงๆคงมองไม่ออกว่าเสื้อตัวนี้เคยขาดมาก่อน เขาทอดสายตาจากเสื้อผ้าไปยังมือน้อยๆที่กำลังสอดเข็มอย่างคล่องแคล่ว นิ้วทั้งสิบเรียวงามขาวผ่องราวกับเปลือกหอยหรือว่านางจะเป็คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีจากที่บ้านกันนะ?
เขาเลื่อนสายตาขึ้นไปอีกก็เห็นลำคอระหงที่ขาวผ่อง และคางเรียวเล็กได้รูป นางตั้งใจเย็บผ้ามากจริงๆจนกระทั่งเขามองนานเกินไป นางจึงเงยหน้าขึ้นมาเขารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็วอันซิ่วเอ๋อร์สังเกตเห็นว่าเขาเพิ่งมองมาทางนี้ พลันนึกขึ้นได้ว่าดวงตาของเขาาเ็ไม่สามารถทนแสงจ้าได้ จึงเอ่ยถามว่า "แสงตะเกียงสว่างเกินไปหรือไม่เ้าคะ?ถ้าเช่นนั้นข้าจะหรี่ให้เล็กลงนะเ้าคะ"
พูดพลางก็หยิบเข็มเล่มหนึ่งจากกล่องเครื่องเข็มกดไส้ตะเกียงให้จมลงไปในน้ำมันมากขึ้นปล่อยให้มีปลายไส้ตะเกียงโผล่พ้นน้ำมันเพียงนิดเดียว ในห้องก็พลันมืดลงทันทีแสงไฟหรี่ลงจนเหลือเพียงริบหรี่เท่าเมล็ดถั่ว สั่นไหวไปมาคล้ายจะดับแหล่มิดับแหล่
"สว่างเพียงเท่านี้พอหรือไม่เ้าคะ?"นางเงยหน้าถามเขา ทำท่าว่าหากเขาบอกว่ายังสว่างไปนางก็จะหรี่ลงให้อีก
"พอแล้ว แสงเพียงเท่านี้ไม่เป็ไร"จางเจิ้นอันตอบ "เ้าจะปรับให้สว่างกว่านี้อีกก็ได้"
เห็นนางไม่สนใจฟัง เขาจึงกล่าวเสริมอีกว่า"หากมืดเกินไป จะไม่ดีต่อสายตาของเ้า"
"ท่านพี่เป็ห่วงข้าหรือเ้าคะ?"ในดวงตาของอันซิ่วเอ๋อร์เปล่งประกายขึ้นมา แล้วจึงกล่าวว่า"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ สายตาข้าดีมาก มองเห็นชัดเจน อีกอย่างเหลืออีกเพียงนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ"
พูดพลางก็ใช้ผ้าเช็ดเข็มจนสะอาดแล้วเก็บกลับลงไปในกล่องเครื่องเข็ม
แต่แสงตะเกียงถูกนางปรับจนมืดเกินไปจริงๆตอนหยิบเข็มขึ้นมาก็เกิดเงาทาบทับ อันซิ่วเอ๋อร์จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็พิเศษทำให้ความเร็วในการเย็บช้าลง จางเจิ้นอันเห็นท่าทางของนางก็รู้สึกจนใจเขาเดินเข้าไป หยิบเข็มเล่มหนึ่งจากกล่องเครื่องเข็มของนาง แล้วดึงไส้ตะเกียงให้โผล่พ้นน้ำมันขึ้นมามากพอสมควร
แสงสว่างจ้าพลันสว่างวาบขึ้นมาจางเจิ้นอันรีบเบือนหน้าหนี พอสบตาเข้ากับแสงสว่างอีกครั้งเขากลับรู้สึกว่าดวงตาไม่ได้เ็ปแสบตาเหมือนแต่ก่อนแล้ว
"ท่านพี่เป็อะไรไหม? เหตุใดจู่ๆ จึงปรับไฟให้สว่างจ้าเช่นนี้" อันซิ่วเอ๋อร์เกรงว่าแสงสว่างจ้าจะเป็อันตรายต่อดวงตาของจางเจิ้นอันจึงรีบลุกขึ้น ยื่นมือไปป้องดวงตาของเขาไว้ กล่าวตำหนิเบาๆ ว่า "ดวงตาท่านพี่ไม่ค่อยดี อย่าได้ฝืนเลย ข้ามองเห็นจริงๆ นะเ้าคะดวงตาท่านพี่าเ็อยู่ ยังจะดึงดันปรับไฟให้สว่างจ้าเช่นนี้อีกหากตาบอดสนิทขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรกัน?"
น้ำเสียงของนางร้อนรนแฝงความห่วงใยระคนตำหนิเล็กน้อย จางเจิ้นอันเห็นว่านางห่วงใยตนจากใจจริงในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างประหลาดเขาจึงเอื้อมมือไปปัดมือที่ป้องดวงตาเขาออกเบาๆ กล่าวว่า"แสงเพียงเท่านี้ ไม่เป็ไรหรอก"
"จะไม่เป็ไรได้อย่างไรเ้าคะปกติยิ่งต้องใส่ใจดูแล ดวงตาถึงจะหายได้เร็ว" อันซิ่วเอ๋อร์หยิบเข็มขึ้นมาเตรียมจะหรี่ไฟลงอีกครั้ง
จางเจิ้นอันเห็นนางก้มตัวลงไปปรับไส้ตะเกียงในใจก็รู้สึกว่ามีไออุ่นจางๆ แผ่ซ่านเข้ามาในอก ครั้นนางปรับไฟเสร็จหันกลับมานั่งลง เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "หากข้าตาบอดสนิทขึ้นมาจริงๆเ้าจะทำเช่นไร?"
"ข้าจะทำเช่นไรหรือเ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเขาถามเช่นนี้ ก็หัวเราะออกมา กล่าวว่า"เหตุใดท่านพี่จึงถามเช่นนี้เล่า? ท่านพี่ตาบอดมิใช่ข้าตาบอดเสียหน่อย ข้าก็ยังกินได้ แต่งตัวได้ มองเห็นโลกใบนี้ได้เหมือนเดิมมีแต่ท่านพี่ต่างหากเล่า ที่จะต้องลำบาก? ท่านพี่มองไม่เห็นโลกภายนอกต่อให้มีข้าคอยดูแล ก็คงจะไม่สะดวกสบายเหมือนเดิมอยู่ดี"
พูดพลางก็แย้มยิ้ม"ดังนั้น ปกติท่านต้องตั้งใจดูแลดวงตาของตนเองให้ดีรู้หรือไม่เ้าคะ? แน่นอนว่าท่านพี่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนักปกติเวลาออกไปข้างนอก ท่านพี่ก็สวมผ้าคลุมหน้า สวมงอบอยู่แล้ว พอกลับมาถึงบ้านข้าก็จะคอยเตือนท่านพี่อีกแรง ดังนั้นท่านพี่ไม่มีทางตาบอดหรอกเ้าค่ะ"
เห็นนางสาธยายเสียยืดยาวจางเจิ้นอันกลับจับใจความสำคัญที่ตนอยากได้ยินออกมาได้เพียงประโยคเดียว"เมื่อครู่เ้าพูดว่า ต่อให้ข้าตาบอดเ้าก็จะดูแลข้าอย่างนั้นรึ?"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับอย่างสมเหตุสมผลว่า "แน่นอนสิเ้าคะตอนนี้ข้าเป็ภรรยาของท่านแล้ว หากข้าไม่ดูแลท่าน แล้วจะให้ใครมาดูแลเล่าเ้าคะ?"
"ทว่า...เ้าสามารถเลือกที่จะหย่าขาดจากข้าแล้วไปแต่งงานใหม่ได้" จางเจิ้นอันกล่าวขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงแ่เบาลงเล็กน้อย
"ที่แท้ท่านพี่กังวลเื่นี้นี่เองหรือเ้าคะเช่นนั้นท่านวางใจเถิด ข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น ต่อให้ท่านพี่ตาบอดจริงๆข้าก็จะไม่มีวันทอดทิ้งท่านพี่ไปไหนแน่นอน" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวปลอบโยน"ท่านพี่อย่าคิดมากไปเลยนะเ้าคะ อย่ากลายเป็คนเ้าอารมณ์หงุดหงิดง่าย เพียงเพราะสายตาที่แย่ลง แล้วคิดว่าโลกนี้ทอดทิ้งท่านอันที่จริงไม่ใช่อย่างนั้นนะเ้าคะ ยังมีผู้คนที่ลำบากกว่าท่านพี่อีกตั้งมากมายเขาก็ยังสู้ชีวิตกันต่อไปได้"
จางเจิ้นอันฟังคำพูดของอันซิ่วเอ๋อร์แม้จะรู้สึกว่านางช่างพูดจาจู้จี้ไปบ้าง แต่ก็รู้ดีว่านางเป็ห่วงตนจากใจจริงน้ำเสียงจึงอ่อนโยนลง
"เ้าพูดมาก็มีเหตุผล"