๕
จุดเริ่มต้น
เดชเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่กะทันหันเกินไปในความรู้สึกของคนในครอบครัว ไม่มีอาการป่วยเตือนล่วงหน้า เขานอนหลับและจากไปอย่างสงบ จากนั้นอินธมาศจึงส่งข่าวให้ลูกชายเพียงคนเดียวรีบกลับมา หลังจากที่เขาไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลยนับจากวันที่เดชส่งไปเรียนต่อปริญญาโท
อิทธิเรียนจบและทำงานที่ซานฟรานซิสโก โดยใช้วิชาชีพที่เขารักมากกว่างานบริหารที่ถูกบังคับให้เรียน ชายหนุ่มประท้วงด้วยการไม่กลับบ้าน เขาใช้ชีวิตอิสระโดยไม่เคยพึ่งพาครอบครัว
หลังจากชายหนุ่มกลับมาถึงบ้านเทียนวัฒนา นาราเป็คนรอรับเพื่อพาเขาไปยังงานศพของเดช ซึ่งอินธมาศล่วงหน้าไปคอยอยู่ก่อนแล้ว นั่นคือครั้งแรกที่เธอได้พูดคุยกับอิทธิอีกครั้ง
ภายในรถยนต์คันใหญ่ที่อินธมาศส่งมารับ นาราคอยลอบมองอิทธิเป็ระยะ แม้สรีระภายนอกของเขาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความรู้สึกของเธอบอกว่าเขาเปลี่ยนไปมากกว่าที่เธอเห็น เขานิ่งเงียบดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สายตาคมดุนั่นยิ่งทำให้นาราไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ
ความรู้สึกคล้ายว่าตัวเธอเป็เพียงแค่เหยื่อแล้วเขาเป็นักล่าก็ไม่ปาน
ก็ต้องลองสู้กับเสือสักตั้งแม้ว่าจะไม่ชนะก็ตาม
“คุณอิทธิทานอะไรมารึยังคะ” ในที่สุดเธอก็ตั้งคำถามเพื่อทำลายความเงียบ
“เรียกพี่อิฐก็ได้ดูเป็ครอบครัวดี” เขาตอบกลับมาเพียงเรียบ ๆ คล้ายระบบตอบรับอัตโนมัติที่ไม่ได้สนใจในคำถามหรือทุกสิ่งรอบตัว
ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนถาม
เขาหันหน้ามองออกไปนอกกระจกรถตลอดเวลา นารารู้ดีว่าอิทธิเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้แค่ไหน ที่เขาไม่ได้อยู่ดูใจผู้มีพระคุณเป็ครั้งสุดท้าย
“แวะทานอะไรก่อนมั้ยคะ กว่าพระจะเริ่มสวดยังพอมีเวลา” เธอยังคงพยายามแม้รู้ว่าจะไม่มีหวัง เหตุการณ์กะทันหันแบบนี้เป็ใครก็คงไม่มีกะใจจะกินอะไร อิทธิไม่ตอบความเงียบจึงปกคลุมทั่วรถทั้งคันอีกครั้ง
ชายหนุ่มคิดถึงเื่ราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในอดีต ความผิดพลาดที่เกิดจากทิฐิของเขาทำให้ความสูญเสียในครั้งนี้ตราตรึงอยู่ในใจ มันกัดกินความเข้มแข็งที่เคยมีให้เขาอ่อนแอลงอย่างไม่น่าให้อภัย เขาสำนึกได้แล้วและ้าแก้ตัว แม้แก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ปัจจุบันที่อยู่ในมือเขาจะทำมันให้ดีที่สุด
“พี่จะกลับมาช่วยงานที่บริษัท” คำพูดลอย ๆ ที่ดังขึ้นทำให้นารากระตือรือร้น
“พี่อิฐจะกลับมาช่วยงานคุณป้าหรือคะ” เธอถามอย่างไม่เชื่อหู “ถ้าคุณป้ารู้จะต้องดีใจมากแน่ ๆ ขนาดปรางยังอดที่จะดีใจแทนคุณป้าไม่ได้เลย”
อิทธิหันกลับมามองเ้าของน้ำเสียง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาได้แต่มองอยู่นิ่ง ๆ อย่างนั้น เพิ่งได้มองหน้าเธออย่างจริงจังเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี ดวงตาที่เคยสดใสมีร่องรอยช้ำเป็วงคล้ายผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
เธอเคยบอกว่ารักและเทิดทูนพ่อของเขานี่นะ
หลังเสร็จสิ้นงานศพของเดช ชายหนุ่มเดินทางกลับไปจัดการเื่ลาออกจากงานที่เคยทำพร้อมเตรียมตัวกลับมาช่วยมารดาอย่างเต็มตัว
อิทธิเดินทางมาถึงประเทศไทย่เช้ามืดของวันใหม่ในสองอาทิตย์ต่อมา บ้านทั้งหลังเงียบเชียบเมื่อเขาไขกุญแจเข้าไป ยังไม่มีใครตื่นออกมาให้เห็น เพราะเขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาวันนี้
ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าตัวบ้านที่เปิดไฟสลัวไว้เพียงบางส่วน เขามีกุญแจสำรองพกไว้เสมอเมื่อต้องกลับมา อันที่จริงคิดจะไปพักที่คอนโดเสียด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อต้องกลับมาช่วยงานมารดา เขาจึงเลือกที่จะอาศัยที่บ้านเทียนวัฒนา เพราะสามารถปรึกษาเื่งานกับอินธมาศได้ในระหว่างที่เขายังต้องเรียนรู้อีกมาก
ประตูไม้สักฉลุลายแบบเรียบถูกเปิดออก ชายหนุ่มแทรกตัวเข้าไปด้านใน วางกระเป๋าเป้เพียงใบเดียวที่พกติดตัวมาไว้หน้าตู้เสื้อผ้าสีดำใบใหญ่ เดินกลับไปหย่อนตัวลงบนเตียงหนานุ่ม มือสองข้างประสานรองศีรษะไว้ ดวงตาเพ่งไปในความมืดอย่างใช้ความคิด
อิทธิไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้แม้จะเหนื่อยล้า อาทิตย์หน้าแล้วสินะ ชีวิตอิสระอย่างที่เขาเคยใช้กำลังจะหมดสิ้นไปกับพันธนาการใหม่ที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อครอบครัว
ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็่สายของวันใหม่ ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน เขาลุกขึ้นแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำครู่ใหญ่ เดินออกมาอีกทีก็มีแค่เพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวขมวดปมหลวม ๆ อยู่ที่เอว หยดน้ำเกาะพราวตามผิวสีน้ำผึ้งที่ดูเรียบเนียน มือหนายกขึ้นเสยผมอย่างลวก ๆ ก่อนปลดผ้าที่เอวโยนลงตะกร้าอย่างไม่อายฟ้าดิน ใช้เวลาแต่งตัวเพียงไม่นานจึงเดินลงมาชั้นล่าง
อิทธิเดินเข้าไปที่ห้องนั่งเล่น มือคว้ารีโมทเปิดโทรทัศน์ได้เพียงไม่นาน เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นให้ได้ยินจากประตูที่อยู่ทางเื้ั เขาจำได้ดีว่าเป็เสียงป้าผ่องแม่บ้านเก่าแก่กับหลานสาวกำลังโต้เถียงกันว่าใครเป็คนเปิดโทรทัศน์ เ้าของเสื้อโปโลสีดำกับกางเกงยีนตัวโปรดเอี้ยวตัวไปยังประตูที่สาวสองวัยกำลังทุ่มเถียงกันว่าเป็ใคร
“ไม่ต้องเถียงกันครับป้า ผมเอง”
คนถูกพูดถึงยกมือทาบอกก่อนรีบเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“กลับมาเมื่อไหร่คะคุณอิฐ ทำไมป้าไม่เห็นรู้เื่เลยนี่คุณอินรู้หรือยังคะว่าคุณอิฐกลับมาบ้านแล้ว” หญิงสูงวัยนั่งลงข้างชายหนุ่ม มือเหี่ยวย่นบีบลงบนแขนแข็งแรง
หล่อนเคยช่วยอินธมาศเลี้ยงดูเขามาั้แ่แบเบาะ ความรู้สึกผูกพันจึงมีหลงเหลืออยู่ แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ค่อยได้กลับมาก็ตาม อิทธิเองก็ให้ความเคารพในตัวป้าผ่องคนนี้ไม่น้อย
“ผมตอบทีละคำถามดีไหมครับ”
เสียงเพี๊ยะดังขึ้นไม่ดังนักเมื่อฝ่ามือของคนสูงวัยตีลงบนท่อนแขนของเขาอย่างไม่ตั้งใจนัก
“อย่าแกล้งคนแก่เลยค่ะ ป้าแค่ดีใจที่คุณอิฐจะกลับมาอยู่บ้านเสียที” เสียงถอนหายใจดังขึ้น
“คุณอินเธอทำงานหนักมากนะคะ บ่นคิดถึงคุณอิฐแทบทุกวัน แต่ดีหน่อยที่มีหนูปรางมาอยู่คุยเป็เพื่อน” คนที่รับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างภายในบ้านเป็อย่างดีเพียง้าระบายความในใจออกมาเท่านั้น แต่กลับไปสะดุดใจคนฟัง
เขาไม่เคยสนใจเลยว่าแม่ต้องตรากตรำในการทำงานมากขนาดนี้
ใช่! เขาอาจจะเคยเห็นแก่ตัวที่ทิ้งทุกอย่างไว้เื้ั
เพียงเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าตามความ้าของตนเอง แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าคิดผิด เขาเป็ความหวังเดียวของครอบครัวต้องแบ่งเบาภาระทั้งหมดทั้งมวลนั้นจากมารดาเสียที
“นี่แม่ไปทำงานแล้วเหรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
“ค่ะ ไปั้แ่เช้าพร้อมกับหนูปราง หนูปรางเธอเป็เด็กน่ารักนะคะ ถ้าได้ทำงานร่วมกับเธอคุณอิฐของป้าจะต้องหลงรักเธอแน่ ๆ” คนเย้ายิ้มหน้าบานแฉ่ง แต่คนฟังกลับยิ้มไม่ออกกับมุกแบบนี้
“ป้าอย่าจับคู่ให้ผมกับใครเลยเสียเวลาเปล่า” ชายหนุ่มตัดบทขยับตัวเตรียมลุกขึ้น
“จะไปไหนเสียล่ะคะคุณอิฐ”
“ไปหากาแฟดื่มสักแก้วครับ” เขาคอแห้งขึ้นมากะทันหัน ไม่อยากให้บรรยากาศภายในบ้านเสียไปั้แ่วันแรก
“ให้หลานป้าไปชงมาดีกว่าคุณอิฐนั่งลงเถอะค่ะ” หญิงสูงวัยลุกไปสั่งนุดีเสร็จจึงขอตัวออกไปดูแลงานต่อ ปล่อยให้ชายหนุ่มได้มีเวลาพักผ่อนเพียงลำพัง
หลังจากดื่มกาแฟเสร็จ อิทธิจึงเอนตัวพิงพนักโซฟาดูรายการโทรทัศน์อยู่นานรู้สึกเริ่มเบื่อที่จะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่กับที่ ความคิดบางอย่างแล่นวูบเข้ามาในสมอง
ร่างสูงดีดตัวลุกขึ้นจากชุดโซฟาทันที ก่อนเดินไปยังที่เก็บกุญแจรถ แล้วเลือกหยิบรถยนต์คันที่พ่อเขาเคยใช้ติดมือออกมา
รถยนต์สัญชาติยุโรปสีดำเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ด้วยความเร็ว สถานที่ที่ชายหนุ่มกำลังจะไปคือที่ทำงานใหม่ของเขาในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า
‘ดูสถานที่จริงก่อนเข้าทำงานจะเป็ไรไป’ อิทธิยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง ก่อนเหยียบคันเร่งทะยานออกไป
หลังจากดับเครื่องยนต์เรียบร้อย ชายหนุ่มเดินเข้ามาภายในตัวอาคาร ด้วยความสูงที่โดดเด่นประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาเรียกความสนใจจาก
สายตาของพนักงานหญิงได้เกือบทุกคนระหว่างที่เดินเข้ามา
เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ส่งยิ้มให้เ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่ง
“ผมมาขอพบคุณอินธมาศครับ”
พนักงานสาวส่งยิ้มพร้อมสายตาหวานหยดมาให้
“นัดไว้รึเปล่าคะ”
“เปล่าครับ” เขาตอบออกไปเสียงเรียบ ริมฝีปากยังคงยกไว้เป็รอยยิ้มบาง
พนักงานสาวหยิบกระดาษโน้ตพร้อมปากกาส่งให้เขา
“รบกวนขอทราบชื่อด้วยนะคะแล้วจะลองโทรขึ้นไปสอบถามให้ค่ะว่าท่านว่างรึเปล่า” เสียงหวานใสยังคงพูดต่อพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
อิทธิไม่ได้เขียนนามสกุลลงไป เคาะปากกาในมือเล่นระหว่างที่ยืนรอพนักงานหญิงโทรศัพท์ขึ้นไปหาคนข้างบน สายตาคมมองกวาดไปทั่ว การจัดสถานที่ทำงานดูเป็ระเบียบ การแต่งกายของพนักงานเป็ไปในทิศทางเดียวกันด้วยชุดฟอร์มสีเขียวเข้มอมเทา
เ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ใช้มือปิดหูโทรศัพท์แล้วถามเขาอีกครั้ง
“ขอทราบเหตุผลที่ขอเข้าพบด้วยค่ะ”
“บอกว่าผมมาดูที่ทำงานใหม่ครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ พร้อมรอยยิ้มเช่นเดิม
หญิงสาวหันกลับไปคุยต่ออีกเพียงครู่ จึงหันกลับมา
“คุณอิทธิคะ ท่านให้ขึ้นไปพบได้ค่ะ ชั้น 8 ทางปีกขวานะคะ ใช้ลิฟต์ด้านหน้าได้เลยค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง
“ขอบคุณครับ”
อิทธิเดินออกจากลิฟต์ก็พบหญิงวัยกลางคนสวมชุดฟอร์มของบริษัทส่งยิ้มมาให้ คงเป็เลขาของแม่ที่ส่งมารับอย่างแน่นอน เขาจึงยิ้มรับ
“คุณอิทธิเชิญด้านนี้ค่ะ”
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเคาะสองทีก็ถูกผลักให้เปิดออก อิทธิจึงเดินเข้าไปด้านใน ได้ยินเสียงประตูปิดตามหลัง
“หวัดดีครับแม่” ชายหนุ่มยกมือไหว้มารดาที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ขณะใช้สายตาเพ่งมองใบหน้าที่มีแว่นสายตาวางพาดอยู่
“หน้าแม่ผิดปกติรึไง จ้องอย่างกับไม่เคยเห็น” อินธมาศวางปากกาลงบนโต๊ะ อ้อมตัวเดินออกมาหาลูกชาย ก่อนเดินนำไปนั่งที่ชุดรับแขกภายในห้อง
“ผมไม่เคยเห็นแม่ใส่แว่นแค่นั้นเอง” อิทธิประสานมือขึ้นอิฐศีรษะคล้ายยืดเส้น ผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว ในใจคิดเพียงว่าเขาต้องมานั่งจับเจ่าอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่เคยนึกชอบเลยทั้งวันคงต้องบ้าตายกันไปข้างหนึ่ง
“ว่าแต่กลับมาั้แ่เมื่อไหร่ ไม่เห็นโทรมาบอกกันก่อนจะได้ให้คนไปรับ”
อิทธิเลิกคิ้ว ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมหรี่ลงเป็ประกายวิบวับ เป็อาการกวน ๆ ของลูกชายที่อินธมาศรู้ดีว่าคำตอบที่ได้มาอาจทำให้อารมณ์ขึ้นได้ง่าย ๆ จึงเปลี่ยนคำถาม
“แล้วนี่นึกยังไงมาถึงที่ทำงานแม่”
“ไม่ไงหรอกครับ เบื่อที่จะนั่งอยู่บ้านเฉย ๆ เลยออกมาดูที่ทำงานใหม่”
“ถูกใจไหม” อินธมาศถามสั้น ๆ ภายในใจใคร่รู้ความรู้สึกของลูกชายเต็มที แม้รู้ว่าชายหนุ่มคงไม่ยินดีกับเื่นี้สักเท่าไหร่
“เอาจริง ๆ เลยมั้ยล่ะครับ” อิทธิมองหน้ามารดา “ผมคงอึดอัดตายสักวันที่ต้องมานั่งอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม”
“งั้นแม่จะให้อิฐดูแลฝ่ายการผลิตดีไหมไม่ต้องนั่งอยู่แต่ในห้อง เพราะต้องออกไปตรวจสายการผลิตของบริษัทในเครือ” อินธมาศยิ้มร้าย
“ไม่มีใครเขาอยากได้หรอกนะตำแหน่งนี้ มันไม่ค่อยมีเวลาเป็ส่วนตัว” เธอย้ำชัด
“ยังไงก็ได้ครับ แต่วันนี้ผมไม่ได้มาคุยเื่งานกับแม่นะ แค่จะอยู่ทานข้าวกลางวันด้วยแล้วค่อยกลับ และยังไม่อยากลงไปเดินเพ่นพ่านข้างล่างจนพนักงานของแม่ไม่เป็อันทำงานเพราะมัวแต่เคลิ้มผม”
“ลูกชายฉันหลงตัวเองขนาดนี้เชียวเหรอ” พูดจบอินธมาศก็หัวเราะออกมา
ไม่บ่อยนักที่เธอจะหัวเราะเต็มเสียงแบบนี้ ความยินดีที่อิทธิกลับมาช่วยงานเป็หนึ่งในส่วนที่ทำให้อารมณ์ดี อีกไม่กี่วันแล้วที่เธอจะมีผู้ช่วยเสียที
หลังจากอิทธิเข้ามาทำงานได้ครบหกเดือนทุกอย่างดูเข้าที่มากขึ้น บรรดาสาว ๆ ในบริษัทที่เคยกรี๊ดในความหล่อของเขา ต่างเริ่มรู้ว่าภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาของผู้บริหารคนใหม่ไม่ได้น่าดูเสมอไป
เมื่อถึงเวลาทำงานเขาจริงจังและทุ่มเทจนบรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยความเยือกเย็น หากงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือเสร็จไม่ทันเวลาเขาจะเป็คนแรกที่เรียกเข้าไปคุยถึงสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ เ่าั้ด้วยตัวเอง
เมื่อมีเวลาเพียงพอชายหนุ่มยังเข้าไปตรวจเช็คและดูสายการผลิตด้วยตัวเอง เป็อย่างนี้มาตลอดั้แ่วันแรกที่เข้าทำงานกระทั่งถึงตอนนี้ ่ไตรมาสหน้าเขาก็จะได้ขึ้นเป็กรรมการฝ่ายการผลิตอย่างเต็มตัว
่แรกที่อิทธิเข้ามาทำงานอินธมาศมอบหมายหน้าที่ให้นาราคอยช่วยงานเขา ความสนิทสนมของทั้งคู่จึงมีเพิ่มมากขึ้น
อิทธิมองว่าเธอเคยน่ารักยังไง ตอนนี้ก็ยังคงเป็เช่นเดิม ใครอยู่ใกล้ก็มีความสุขได้ไม่ยาก อีกทั้งหญิงสาวยังตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เสมอจนเขาอดที่จะชื่นชมไม่ได้
นับวันความใกล้ชิดยิ่งส่งผลให้เขารู้สึกพึงพอใจในตัวเธอมากขึ้น เธอสดใสดูมีชีวิตชีวาโดยไม่ใส่จริตมารยา ต่างจากผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เขารู้จัก ชายหนุ่มหยุดความคิดฟุ้งซ่านเพียงแค่นั้น
"เชิญคุณนาราพบผมหน่อย"
อรณีลุกจากเก้าอี้หลังจากวางสาย เธอรีบเดินไปหานาราที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
"คุณอิทธิเชิญที่ห้องด่วน" น้ำเสียงเจือความวิตกเล็กน้อย สายตามองหญิงสาวอย่างอดห่วงไม่ได้
"ขอบคุณค่ะ" นาราส่งยิ้มให้ พนักงานที่นี่ขวัญเสียกันหมดเมื่อโดนอิทธิเรียกพบ ทุกคนรู้ดีว่าหากงานไม่ผิดพลาดจะไม่มีทางได้เห็นหน้าเ้านาย่เวลาทำงาน เว้นเสียแต่ว่าเขาออกตรวจฝ่ายการผลิต
นาราหยุดยืนอยู่หน้าห้อง ขณะมองเลขาเคาะประตูแล้วเปิดประตูให้ เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม เ้าของห้องนั่งพิงพนักเก้าอี้มองอยู่ก่อนแล้ว
"นั่งก่อนสิ" เขาเอ่ยขึ้น สายตาจับจ้องที่ใบหน้าของเธอ
นารายิ้มรับแล้วนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ มองหน้าเขาด้วยความสงสัยว่าเธอทำอะไรผิดรึเปล่า เพียงไม่นานก็ได้คำตอบเมื่ออิทธิเอ่ยขึ้น
"เย็นนี้ไปทานข้าวเป็เพื่อนพี่หน่อย"
นาราเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“มีนัดกับใครไว้หรือเปล่า”
นารารีบส่ายหน้าปฏิเสธว่าเธอไม่ได้มีนัดกับใครที่ไหน มีแค่คนตรงหน้าที่แหละที่เพิ่งชวน มีเหรอที่จะปล่อยให้โอกาสดีแบบนี้ให้หลุดมือ หญิงสาวยิ้มให้ความคิดของตัวเอง
"วันนี้พี่อิฐไม่มีนัดกับสาวที่ไหนเหรอคะ" เธอย้อนถาม เพราะปกติแล้วต้องมีผู้หญิงมากมายรายล้อมเขาตลอดเวลา
ยอมรับว่าเธอหวงเขา แต่ก็ไม่อาจเข้าไปวุ่นวายกับเื่ส่วนตัวของเขาได้ จึงทำได้แค่มองและทำใจ
อิทธิไม่ตอบเพียงแต่ยิ้มมุมปาก หรี่ตามองคนพูดอย่างกวน ๆ ดวงตาสุกใสที่ภายในซุกซ่อนความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเขาเอาไว้ แต่เด็กน้อยอย่างเธอไม่เนียนพอที่จะปิดบังเขาได้หรอก อยากจะพูดมากกว่านั้นแต่กลัวหญิงสาวตรงหน้าจะอายม้วนจนเสียเื่ไปซะก่อน จึงได้แต่เก็บซ่อนความคิดเอาไว้
นาราเห็นอิทธินั่งมองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกเกิดอาการร้อนวูบขึ้นบนใบหน้า ทำอะไรไม่ถูกเอาซะอย่างนั้น
“สรุปว่า....” เขาไม่ตอบคำถามของเธอ แต่ดันเร่งเอาคำตอบจากเธอแทน
“ไปก็ได้ค่ะ ปรางไม่ได้ไปไหนพอดี” เธอส่งยิ้มบางให้เขา “ถ้าไม่มีอะไรแล้วปรางขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” เธอบอกตัวเองว่าควรออกจากห้องนี้เสียที ขืนอยู่ต่อมีหวังหายใจไม่ออกตายแน่
“อยากทานอะไรเป็พิเศษไหม” เขาถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวลุกขึ้น ริมฝีปากยกเป็รอยยิ้มเย็น นาราชินเสียแล้วกับใบหน้าที่ดูสบายตาของเขา
แต่เธอรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มนั้นไม่ได้จริงใจเสมอไป ดูได้จากแววตาของเขาที่นิ่งลึกจนยากจะคาดเดาว่าอยู่ในอารมณ์ไหน ภายในใจเขากำลังยิ้มอย่างที่ใบหน้าเขาเป็หรือไม่เธอก็ไม่อาจคาดเดา
"ปรางตามใจคนชวนค่ะ”
“เลิกงานไปรอพี่ที่ลานจอดรถ” สายตาคมยังไม่ละไปจากใบหน้าที่เริ่มระเรื่อขึ้นจนเห็นได้ชัด เขายิ้มจากความรู้สึกจริง ๆ กับความน่ารักของเธอ
นาราเดินออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าเนียน เธอคงมีความสุขตลอดไปหากว่าได้อยู่กับผู้ชายที่เธอรัก
****************************
ฝากเม้นเป็กำลังกันนะฮะ