บทที่ 4 ผีเคาะผนัง
หญิงชุดขาวยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งดั่งน้ำ ผมยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณเพื่อดึงเธอออกมาจากมุมมืด ในวินาทีถัดมา มือที่ผมยื่นออกไปกลับค้างอยู่กลางอากาศ หญิงสาวในชุดขาวได้เหลือกตาขึ้นบน ผมอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ดวงตาของมนุษย์สามารถพลิกไปมาได้จริงหรือว่าผมตาฝาดไป ขณะที่กำลังสงสัย ดวงตาของหญิงสาวก็หมุนไปมาอย่างรวดเร็วเหมือนลูกข่างหมุน ดวงตาสีดำ เยื่อบุตาสีขาว ดวงตาสีดำ เยื่อบุตาสีขาว...ในขณะที่ผมใจนพูดไม่ออก เสียงหัวเราะน่ากลัวก็ดังขึ้น
"ฮึ ฮึ ฮึ..." มันดังออกมาจากริมฝีปากบาง เสียงหัวเราะแหลมราวกับเสียงโลหะขูดกระจกอย่างแรงนั้น ดั่งมีดแห่งความหวาดกลัวกรีดเข้าไปในหัวใจของผม
"อ๊ากกก!!!" ผมกรีดร้องขึ้นมา วิ่งหนีกลับหลังด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดของร่างกาย โชคดีที่ปลายทางของทางเดินคือบันได ผมพุ่งลงบันไดด้วยความเร็วที่เกินขีดจำกัด แล้วนึกถึงเพื่อนสนิทอย่างต้าเหว่ยขึ้นมาได้ ผมกัดฟันหลับตาวิ่งกลับไป เตะประตูห้องที่เขาอยู่อย่างแรง ต้าเหว่ยสะดุ้งผุดลุกขึ้นมาจากเตียง เขาดูใไม่น้อย พอเห็นว่าเป็ผม ไฟโทสะก็กำลังจะปะทุขึ้น แต่ผมวิ่งเข้าไปหาพลางคว้าตัวเขาแล้ววิ่งออกไป
"นาย! นายบ้าไปแล้วหรือไง?!" ต้าเหว่ยถูกผมทำให้ใ เขาพยายามจะดิ้นหลุด แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นผมใช้แรงมากแค่ไหน ต้าเหว่ยที่สูง 186 เิเ ถูกผมลากจนเซถลา สะบัดยังไงก็ไม่หลุด
"นาย…นาย…นายบ้าไปแล้วหรือไง? ฉันยังไม่ได้ใส่อะไรเลย!" ต้าเหว่ยร้อนรนพูด เขางุนงงไปหมดแล้ว แม้แต่โมโหก็ยังโมโหไม่ออก เห็นผมเหมือนคนบ้าฉุดลากเขา แรงมากราวกับมีภูตผีสิง เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดเื่อะไรขึ้น จึงพยายามดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้นคว้าเสื้อผ้ามาใส่ ใช้มือข้างหนึ่งปิดบังส่วนล่าง ผมที่เอาแต่ลากเขาลงบันไดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งได้ขึ้นรถ ผมล้วงหากุญแจรถ ด้วยมือที่สั่นเทาเพราะตื่นเต้นเกินไปทำให้เสียบเข้าไม่ได้สักที ต้าเหว่ยที่เปลือยกายหนาวสั่นจนริมฝีปากเริ่มซีดคล้ำ เขานั่งที่เบาะข้างคนขับรีบใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของผมแล้วจึงใไม่น้อย เขาไม่เคยเห็นผมที่เป็คนเยือกเย็นในทุกสถานการณ์เป็เช่นนี้มาก่อน จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เวลาพี่น้องทั้งสองคนถือก้อนอิฐมือหนึ่งไม้มือหนึ่งเผชิญหน้ากับพวกนักเลงมือถือมีดพร้าสิบกว่าคน แต่ก็ไม่เคยเห็นผมตื่นตระหนกขนาดนี้เลย
"ฮ่าวจื่อ เกิดอะไรขึ้น" ต้าเหว่ยถามผม ผมกำลังรีบเสียบกุญแจรถ อยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด จึงไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร ต้าเหว่ยคว้ากุญแจรถจากมือที่สั่นเทาของผม เสียบเข้ากุญแจรถอย่างแม่นยำ บิดหนึ่งทีรถก็สตาร์ตติด ผมถอยหลังโดยพลัน หมุนพวงมาลัยสุดแรง ขึ้นถนนแล้วเหยียบคันเร่งจนสุด ในที่สุดรถก็พุ่งทะยานออกไป
"นายบ้าไปแล้วเหรอไง ยังมีหมอกหนาอยู่เลย นายคิดว่ากำลังแข่งรถอยู่เหรอ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ!" ต้าเหว่ยใกับการกระทำของผม เขาโน้มตัวมาแย่งพวงมาลัย
"อย่าขยับ!!! " ผมหันไปตวาดเสียงดัง ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นสีหน้าของผมน่ากลัวขนาดไหน ต้าเหว่ยถึงสะดุ้งใจนหยุดมือ ผมจ้องมองถนน ด้านนอกยังคงมีหมอกลงหนัก ทำให้ระยะมองเห็นจำกัด แต่ผมก็ชะลอความเร็วไม่ได้จริง ๆ ราวกับว่าถ้าหากผมหยุด ผีสาวน่ากลัวนั่นจะปรากฏขึ้นข้างหลัง
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฮ่าวจื่อ นายพูดอะไรสักคำได้ไหม นายอยากทำให้ฉันตายด้วยความใรึไง" ต้าเหว่ยถามอยู่ข้าง ๆ ไม่หยุด ม่านตาของผมหดเกร็ง ความเร็วรถก็ค่อย ๆ ช้าลง จนในที่สุดก็หยุดนิ่ง มือกำพวงมาลัยแน่น ตัวสั่นเทา
"แม่งเอ๊ย พูดสิ!" ในที่สุด ต้าเหว่ยก็โมโหขึ้นมา เขาพร้อมจะต่อยผมแล้ว ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ชี้ให้ต้าเหว่ยมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ต้าเหว่ยหันไปมองด้วยความสงสัย ใต้แสงไฟรถที่สว่างจ้า ฐานรูปปั้นที่พังยับเยินราวกับชามขอทานนั่นส่องประกายวาววับ รอยแตกร้าวที่ปรักหักพังดุจปากอสูรกำลังยิ้มเยาะคนสองคนบนรถ...สายตาที่งุนงงของต้าเหว่ยหันกลับมามองใบหน้าของผม พวกเราขับรถด้วยความเร็วเกินหนึ่งร้อยหกสิบกิโลเมตร มาเป็เวลานานโดยไม่ได้เลี้ยว แต่ทว่าวนกลับมาที่จัตุรัสกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ นี่อีก
"ต้าเหว่ย..." ผมพูด "ฉันว่าพวกเราคงหนีไปไม่ได้แล้ว..." ที่ผมจอดรถเพราะผมเห็นฐานรูปปั้นนี่เป็ครั้งที่สามแล้ว ซึ่งก็คือผมวนเป็วงกลมสามรอบแล้ว สถานการณ์แบบนี้ เรียกกันว่า ‘ผีเคาะผนัง’*[1] ผมเดาว่าผีสาวนั่นคงไม่ยอมปล่อยพวกเราไปแน่ ต้าเหว่ยยังคงมึนงงกับเื่ประหลาดนี้เช่นกัน
"มานี่ เปลี่ยนให้ฉันขับ" ผมปราดมองไปที่เขา แล้วปีนจากเบาะหลังไปสลับที่กับเขา ต้าเหว่ยขับรถบรรทุกผ่านรูปปั้น แล้วขับต่อไป สักพักรถก็วนกลับมาที่ฐานรูปปั้นที่ผุพังอีก
"โอ๊ย! ผีสิงแน่ ๆ" ต้าเหว่ยทุบพวงมาลัย ไม่ยอมแพ้ขับไปอีกทางหนึ่ง ไม่นาน พวกเราก็กลับมาที่เดิมอีก ในที่สุด ต้าเหว่ยก็เงียบลง ริมฝีปากของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อย
"ฮ่าวจื่อ นายเห็นอะไรกันแน่"
"มีผีสาวตามหลอกหลอนพวกเรา" ผมสงบลงจากความตื่นตระหนกในตอนแรกแล้ว เสียงจึงเริ่มนิ่งขึ้น
"ผีสาว? ผีสาวแบบไหน" ต้าเหว่ยถาม ผมอึกอักไปครู่หนึ่ง ผีสาวแบบไหนล่ะ ภาษาที่จำกัดของผมไม่สามารถบรรยายได้จริง ๆ จึงได้แต่พูดว่า
"ฉันบอกเื่บนถนนแล้วไง มีหญิงชุดขาวคนหนึ่งโบกรถ"
"อืม ดูเหมือนจะเป็เื่แบบนั้นจริง ๆ นะ" ต้าเหว่ยพูด
"นั่นก็คือผีสาวน่ะสิ เธอขึ้นรถไม่ได้ ก็เลยตามพวกเรามาถึงที่นี่" ผมพูด
"โลกนี้มีผีจริง ๆ เหรอ" ต้าเหว่ยถาม ผมถอนหายใจ แล้วพูดกับต้าเหว่ยว่า
"นายลองมองตาฉันดูสิ" ต้าเหว่ยมองตาผมอย่างงุนงง ผมขยับลูกตาไปทางซ้าย แล้วก็ขยับไปทางขวา พร้อมพูดว่า "คนปกติก็ขยับลูกตาได้แค่นี้ใช่ไหมล่ะ"
"อืม ใช่แล้ว" ต้าเหว่ยตอบ
"ผีสาวคนนั้น ลูกตาของเธอสามารถกลอกขึ้นลงได้ไม่หยุดเลย" ผมพูด พร้อมทั้งใช้นิ้วมือทำท่ากลอกขึ้นลงให้ดู
"อันนั้นมันแปลกมากเลยนะ นายเห็นกับตาตัวเองเลยเหรอ นายถึงได้ใขนาดนี้น่ะเหรอ" ต้าเหว่ยถาม แปลกจริง ต้าเหว่ยใช้คำว่าแปลกมาอธิบายเฉย ๆ จริง ๆ แล้ว พูดแบบนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่น่ากลัวเกินไปนัก เหมือนกับเหตุการณ์แปลก ๆ ในเื่ผีบางเื่ ที่ทำให้คนอุทานออกมาว่า โอ้! แปลกจัง แค่นั้น นั่นก็เพราะคุณไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ไม่ได้ััด้วยตัวเองในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น มีแต่คนที่เจอเหตุการณ์แปลกประหลาดเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ตามปกติด้วยตัวเองเท่านั้น ความหวาดกลัวถึงจะถาโถมเข้ามา ผมรู้ว่าต้าเหว่ยไม่เชื่อเื่ผี ถ้าหากเขาไม่ได้ขับรถเจอผีเคาะผนังด้วยตัวเอง เขาคงไม่เชื่อสักคำที่ผมพูด ผมเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากความ เหมือนที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ โลกนี้จะมีผีหรือไม่ มีแต่คนที่เห็นผีเท่านั้นถึงจะเชื่อ
"งั้นนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ผีเคาะผนัง' ในตำนานสินะ" ต้าเหว่ยพูด "ช่างเถรตรงจริง ๆ เลย!"
"ถูกตามติดแล้ว หนีไม่พ้นแล้วละ" ผมพูด
"นายดูขี้ขลาดจัง ก็แค่ผีสาวคนเดียวเอง แค่กลอกลูกตาขึ้นได้เท่านั้นเอง ผีสาวแบบนี้น่ะ หมัดเดียวฉันก็ล้มได้ถึงสามตัวเลย จะกลัวอะไรกัน" ต้าเหว่ยกล่าว ผมได้แค่ส่ายหัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะโต้แย้งเขายังไงดี
[1] ผีเคาะผนัง: สำนวนภาษาจีนที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ผู้คนหลงทางและวนเวียนอยู่กับตัวเอง โดยไม่สามารถหาทางออกได้