บทที่ 6
ชื่อเสียงเลื่องลือ
การเดินทางของจิ้งเส้าหวงจะพูดว่าราบรื่นก็พูดไม่ได้เต็มปาก แต่อย่างน้อยระยะเวลาการเดินทางมายังแดนเหนือก็ไม่ได้ล่วงเลยออกไปไกลกว่าที่คิดเอาไว้มากนัก
“คุณชายขอรับเื่เสบียงที่เสียหายในระหว่างการเดินทางจะทำเช่นไรดีขอรับ”
“ทำลายทิ้งให้หมด” จิ้งเส้าหวงแม้ตอบออกไปแต่สมองยังขบคิดเื่เสบียงอยู่
“เสบียงเ่าั้หากนำไปบริจาคให้ทานคงได้ประโยชน์กว่าการทำลายทิ้งให้เสียเปล่า”
เสียงแว่วหวานดุจกระดิ่งเงินดังขึ้น จิ้งเส้าหวงละสายตามองผู้ที่เข้ามาใหม่โดยพลการด้วยแววตาเฉยชา
“คุณหนูอิ๋งรอพบคุณชายอยู่ครู่ใหญ่แล้วขอรับ” ชุนจี้กระซิบรายงานเสียงเบา ทำให้จิ้งเส้าหวงลอบถอนใจ ปิดบัญชีในมือเสียงดัง ไถ่ถาม
“คุณหนูอิ๋งมาพบข้าใช่มีเื่ใด”
“ได้ยินว่าคุณชายจิ้งถึงแดนเหนือแล้วจึงคิดเข้ามาคารวะ” อิ๋งเหยาพูดจบก็ก้มหน้ายอบตัวลงเล็กน้อยแล้วยืดหลังขึ้นอย่างสง่างาม แววตาคู่งามเปี่ยมความมั่นใจและความบริสุทธิ์สดใสนี้ทำให้จิ้งเส้าหวงลอบถอนใจอีกหน ความหน่ายใจผุดเต็มดวงตา ก้มหน้าลงอ่านบัญชีโดยไม่แยแส
“หากเสร็จแล้วก็ออกไปเถอะ ตัวข้ามีกิจธุระมากมายไม่อาจจิบชาสนทนาเื่สายลมบุปผากับเ้าได้”
วาจานี้ไม่ได้ทำให้อิ๋งเหยาไม่พอใจ สีหน้าไม่ได้แปรเปลี่ยนแต่อย่างใดยังคงระงับอารมณ์ได้เป็อย่างดี นางเพียงแค่ก้มหน้ารับ พูดต่อด้วยความห่วงใยเปี่ยมล้น
“เช่นนั้นคุณชายจิ้งรักษาสุขภาพ”
จิ้งเส้าหวงไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ หางตาเห็นชุนจี้ที่ยังนิ่งเฉยจึงกำชับอีกหน
“ส่วนเสบียงที่เสียหาย จัดการทำลายให้สิ้นซาก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเก็บเอาไว้กับตัว”
“ขอรับ”
อิ๋งเหยาได้ยินสีหน้าก็ซีดขาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ใสซื่อมองไปยังบุรุษหลังโต๊ะตัวใหญ่ด้วยแววตาไม่พอใจนัก ความอดกลั้นถูกคำพูดเมื่อครู่ตีแตกกระจาย สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ต่อไปไม่ว่าจะคุณหนูอิ๋ง คุณหนูมาว [1] หรือคุณหนูโก่ว [2] ก็อย่าให้เหยียบเข้าเรือนอักษรอีก”
“ตะ แต่นี่เป็คำสั่งของนายท่านผู้เฒ่านะขอรับ” เซี่ยจี้รีบเตือนด้วยสีหน้าใกล้ร่ำไห้ เมื่อชุนจี้ไม่อยู่ก็เป็เขาที่ต้องคอยรับใช้คุณชาย หากเป็ในเวลาอื่นที่ไม่ต้องใช้สมองเขาล้วนทำได้ดีทั้งนั้น แต่หากเป็หน้าที่ให้คำปรึกษาหรือเกลี้ยกล่อมคุณชาย ชุนจี้และตงจี้ล้วนทำได้อย่างหลักแหลมมากกว่า
“บอกพวกนางไปสิว่าข้าป่วย ข้าไม่อยู่เรือนอักษร คิดสิ่งใดได้ก็พูดๆ ไปเถอะ”
จิ้งเส้าหวงเหลือบตาขึ้น สะบัดมือไล่อย่างรำคาญใจ มือปัดไปมาดุจไล่แมลงทำให้เซี่ยจี้คอตก เดินออกไปนอกเรือนที่มีเหล่าบรรดาคุณหนูยืนรออยู่
“คุณชายจิ้งไม่ใคร่สบายนัก คุณหนูทุกท่านเชิญกลับไป...”
“อย่างไรนะ! คุณชายจิ้งไม่สบายมากหรือไม่!”
“ตามหมอ! ตามหมอมาเร็ว!”
“ไม่ได้การข้าต้องรีบกลับคฤหาสน์ไปต้มยาบำรุงแล้ว!”
“ข้าต้องนำเครื่องรางมามอบให้คุณชายจิ้งเช่นกัน!”
“ข้าจะไหว้พระ กินเจสวดมนต์อ้อนวอนไม่ให้คุณชายจิ้งป่วยหนัก!”
เพียงพริบตาสถานการณ์นอกเรือนก็วุ่นวายประหนึ่งมดแตกรัง เซี่ยจี้อ้าปากค้างน้ำท่วมปากไม่อาจพูดได้ว่าคุณชายไม่ได้ป่วยจริงๆ และไม่อาจบอกได้อีกว่าเป็คุณชายที่ให้เขาโป้ปดออกไป
หลังจากเซี่ยจี้ใช้สมองที่มีอยู่น้อยนิดเค้นคิดได้ก็พบว่าหลังจากเื่นี้แพร่ออกไป ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางไหนโทษของเขาล้วนกองรออยู่เบื้องหน้าแล้ว...
ข่าวการป่วยของผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจิ้งแพร่ไปรวดเร็วยิ่งกว่าแสงอสนีบาต เร็วเสียยิ่งกว่าสะเก็ดไฟที่ตกลงบนกองหญ้าแห้ง คนสนิทที่รับใช้ข้างกายจิ้งเส้าหวงได้ยินข่าวนี้จากเซี่ยจี้ก็พากันเชื่อหมดใจ หลังจากทำตามภารกิจเสร็จสิ้นก็รีบหิ้วหมอกลับคฤหาสน์ด้วยความเร่งรีบ
ตงจี้ที่ได้รับคำสั่งจากจิ้งเส้าหวงให้จัดการเื่ลับๆ ได้ข่าวนี้ล่าช้าที่สุด ระหว่างกลับคฤหาสน์เขาก็ไม่ลืมที่จะหนีบหมอเคราขาวให้ตรวจดูอาการป่วยของคุณชายด้วยความร้อนใจ
ระยะทางจากประตูใหญ่ของคฤหาสน์ไปยังเรือนอักษรเดิมทีก็ไม่ได้ไกลอะไร ทว่าครั้งนี้กลับยาวนานเสียเหลือเกินเมื่อเหล่าคุณหนูพากันรองผ้านั่งสวดมนต์ นั่งถูประคำบ้าง นั่งรอพร้อมกับโถงน้ำแกงและชามยาบ้าง พากันดื้อรั้นคิดเข้าพบคุณชายเพื่อแสดงความห่วงใยกันอย่างร้อนแรง...
“คุณชาย ข้าน้อยมา...”
ตงจี้ผลักประตูเรือนเข้ามาพลันนิ่งค้าง บรรยากาศในเรือนอักษรอึมครึม หน้าต่างประตูล้วนลงสลักกลอนปิดไว้อย่างแ่า มองไปรอบๆ เห็นหมอเคราขาว...
หากรวมของเขาเข้าไปด้วยก็เป็สามคนพอดี ท่านหมอพากันนั่งตัวลีบเล็กอยู่บนเก้าอี้ เบื้องหน้าโต๊ะตัวยาวก็เห็นเซี่ยจี้นั่งคุกเข่าชูสองมือขึ้น
...ท่าทางสำนึกผิดเต็มที่
“คุณชายข้าน้อยกลับมาแล้วขอรับ”
ตงจี้เดินหยุดหน้าโต๊ะ มือประสานหมัดโค้งเอวต่ำลอบมองคุณชายที่กำลังเอนหลังพิงกับพนักพิง มือที่คลึงขมับอยู่นี้ทำให้ตงจี้ยากอ่านสีหน้าของจิ้งเส้าหวงว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เรียบร้อยดีหรือไม่”
“เรียบร้อยดีขอรับ”
เสียงตอบรับของผู้เป็นายในลำคอทำให้ตงจี้ขยับตัวไปยืนด้านข้าง กดเสียงกระซิบถามชุนจี้ที่ทำหน้าเอือมระอา
“เกิดสิ่งใดขึ้น”
“เ้านั่นน่ะสิ ไปโป้ปดเหล่าคุณหนูด้านนอกว่าคุณชายป่วย” ตงจี้ได้ยินมองชุนจี้ที่บุ้ยปากไปยังเซี่ยจี้ด้วยความอ่อนใจ สบตาชุนจี้ก็พากันใจตรงกัน คาดเดาสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เสียสักเจ็ดแปดส่วน
เซี่ยจี้แม้หุนหันทึ่มทื่อแต่ก็มิใช่คนไม่รู้ความ จะเอาความกล้าจากที่ใดโป้ปดว่าผู้เป็นายล้มป่วยโดยไร้สาเหตุ หากให้คาดเดาผู้ที่ริเริ่มคงเป็คุณชายเองเสียมากกว่า
ดูแล้วคุณชายคงประเมินเซี่ยจี้สูงเกินไปถึงได้มอบหน้าที่ที่ต้องใช้วาทศิลป์ในการกล่อมคนให้เขา คงไม่นึกไม่ฝันว่าเซี่ยจี้จะพูดออกไปโต้งๆ เช่นนั้น ซ้ำยังแก้สถานการณ์ไม่ได้เสียอีก!
“ข้าป่วย” จิ้งเส้าหวงเงียบอยู่นานพูดขึ้น มือนวดหัวคิ้วแล้วยืดหลังตรง มองตงจี้ ชุนจี้และเซี่ยจี้
“หยกพกประจำตัวของข้าไม่อยู่กับตัวจึงทำให้ผีร้ายเข้าใกล้ รับไอหยินจากปรโลกจนป่วยไข้”
เห็นหยกเหมือนเห็นคน หยกพกประดับข้างกายไม่เพียงเป็เสมือนสิ่งของแสดงฐานะ ยังพกพาเพื่อความเป็มงคล นำพาโชคลาภและขจัดเภทภัยต่างๆ เหตุผลเมื่อครู่ก็คงพอฟังขึ้นอยู่บ้าง จิ้งเส้าหวงเคาะปลายนิ้วเป็จังหวะ มองยังเซี่ยจี้ที่ยังคงก้มหน้างุด
“เซี่ยจี้หากอยากไถ่โทษก็นำหยกพกของข้ากลับมา...นำคนมาด้วย”
“ขอรับคุณชาย!” เซี่ยจี้โขกหัวแรงๆ คำนับจิ้งเส้าหวงด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาแทบร่วง ผุดลุกขึ้นพรวดพราดออกจากเรือน รีบเร่งนำหยกพกและคนกลับมาตามคำสั่งอย่างแน่วแน่!
ทว่าคำสั่งนี้มีเพียงตงจี้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ต้องงุนงงสงสัย กระตุกชายเสื้อชุนจี้ถามไถ่ด้วยสายตา ชุนจี้กดเสียงเบาบอกเล่าเื่ราวของอี้จีแซ่ซิ่งอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังเล่าเื่ที่นางด่าคนและขูดรีดทรัพย์สินจากคุณชายอย่างออกรสเป็พิเศษ...
คำบอกเล่านี้ไหนเลยจะหยุดเพียงแค่ตงจี้ ในภายหลังห้าจี้ล้วนได้ยินวีรกรรมอันแสนอาจหาญของแม่นางซิ่งหลิงกันจนครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ครึ่งคำ…
[1] มาว หมายถึง แมว
[2] โกว หมายถึง หมา
------------
ข้าก็ร้ายเช่นนี้ เล่ม 1 มีอีบุ๊กให้อ่านฟรีแล้วนะคะ ในเว็ป MEB และ Dek-d จ้า
ส่วนเล่ม 2 ก็ออกแล้วเช่นกันจ้า มีโปร ราคา 199 บาท อยู่นะคะ

มีทั้งหมด 3 เล่มจบจ้า