THE ONE

    ตอนที่ 104 จิบชา


            คุณหนูเหยาที่คาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบตอนที่เทียนคงยื่นหน้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแต่สิ่งที่ได้ยินทำเอานางไปต่อไม่ถูก บ๊อก ๆอะไร ดาวหมาน้อยอะไร ไม่อยากบอกก็บอกว่าไม่อยากบอกสิ

                  

            “จะเจ้า ...... หน่อยยยย ก็ได้ ข้าก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอกว่าเจ้าเป็นใคร เชอะ”คุณหนูเหยาชี้ไปที่เทียนคงด้วยความโมโห และอยากจะด่าอะไรออกไปสักหน่อยแต่ก็ต้องเก็บคำเหล่านั้นเอาไว้ เพราะพอคิดถึงเรื่องที่บิดากำชับมาว่าให้ดูแลเทียนคงดี ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไร หากสามารถจัดการให้เทียนคงได้ ก็ให้ทำเสียด้วยน้ำเสียงและใบหน้าสุดจริงจัง ที่นางไม่เคยเห็นเลย

                  

            เทียนคงไม่โต้ตอบอะไรต่ออีกแม้แต่น้อยทำเอาคุณหนูเหยายิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่สองที่มีคนเมินนางแบบนี้และครั้งแรกที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเทียนคงนั่นแหละ ที่เมินการสนทนากับนางแบบนี้เมื่อวันแรกที่พวกเขาได้เจอกัน

                  

            แต่ที่เทียนคงไม่พูดคุยด้วยไม่ใช่เพราะเขาหยิ่งยโสหรืออะไร แต่เขากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่จริง ๆซึ่งเรื่องหลัก ๆก็มาจาก เรื่องแวมไพร์ที่ได้รับการยืนยันจากซินเหยียนแล้วว่ามีแวมไพร์แทรกซึมอยู่ที่ดาวเคราะห์นี้และจากการติดตามเฉินฮ่าวหลานไปคราวก่อน ก็ทำให้เทียนคงได้เบาะแสสำคัญมานั่นก็คือชายชุดดำที่ได้ติดต่อกับตระกูลเฉิน

                  

            และฉากเหตุการณ์ต่างๆที่ชายชุดดำกระทำต่อคนตระกูลเฉิน เทียนคงก็ได้เป็นสักขีพยานด้วยคนหนึ่งเพราะจิ๋วหลิวที่ได้ติดตามไปนั่นเอง แต่ด้วยห้องที่กลุ่มคนตระกูลเฉินและชายชุดดำอยู่นั้นเป็นห้องลับและก็มีเพียงแสงเทียนส่องสว่างเล็กน้อยทำให้เทียนคงเห็นชายชุดดำเพียงแค่ว่าเขาใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวเท่านั้นแม้แต่คนตระกูลเฉิน เทียนคงก็ไม่สามารถเห็นหน้าได้เช่นกัน

                  

            แม้จะไม่เห็นหน้าเพราะภาพไม่ชัดแต่เสียงนั้นได้ยินชัดเจน ทำให้เทียนคงได้ยินบทสนทนาทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่เทียนคงก็ยังจับใจความไม่ได้อยู่ดี ว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรและชายชุดดำได้ทำอะไรกับคนของตระกูลเฉิน

                  

            ด้วยข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนแบบนี้เทียนคงจึงไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลเฉินให้ซินเหยียนฟังเพราะข้อมูลที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้ซินเหยียนทำสิ่งใดพลาดได้ และมันมีแต่จะทำให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นและที่สำคัญที่สุด คือ มันอันตรายเกินไป ที่จะให้ซินเหยียนสืบเรื่องนี้ ดังนั้นแล้วเรื่องนี้เขาจะสืบด้วยตัวเอง

                  

            และจากเหตุการณ์ที่ตระกูลเฉินทำให้เทียนคงต้องกลับมาคิดเรื่องแผนรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อใหม่เพราะตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่ามีคนแบบชายชุดดำนี้อยู่กี่คนและมันเป็นไปได้ว่าอาจมีอย่างน้อยสักคนหนึ่ง ที่เคยไปที่เมืองประกายเงินแล้วด้วยในช่วงที่เขาไม่อยู่ และตอนนี้ก็อาจจะอยู่ที่เมืองด้วยทำให้เทียนคงครุ่นคิดหนักกับเรื่องเหล่านี้เอามาก ๆจนไม่มีเวลาสนใจสิ่งรอบตัวเท่าไหร่นัก

                  

            แต่แม้จะคิดหนักเทียนคงก็ยังเบาใจอยู่อย่างหนึ่ง คือชายชุดดำน่าจะไม่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของจิ๋วหลิวได้เพราะหากตรวจจับได้ชายชุดดำคงไม่ยอมให้จิ๋วหลิวเก็บภาพและเสียงได้แน่นอนทำให้เทียนคงมั่นใจว่า พลังของชายชุดดำไม่ได้มากเกินไปกว่าเขาถึงขนาดต่ำกว่าอยู่ประมาณหนึ่งระดับ หรือก็คือชายชุดดำน่าจะมีพลังสูงสุดที่ระดับปรมจารย์ขั้นสูง ไม่เกินนี้เพราะจิ๋วหลิวรุ่นที่มีอยู่และติดตามเฉินฮ่าวหลานไปจะถูกตรวจจับพลังได้เมื่อผู้ใช้พลังมีพลังระดับตำนานขึ้นไป จากการทดลองของเขา

                  

            ดังนั้นแล้วแม้จะต้องเผชิญหน้ากับชายชุดดำเทียนคงก็สามารถรับมือกับพวกเขาได้อย่างไม่ยากเย็นนักแต่สิ่งที่กังวลนั้นมันไม่ใช่ตัวเทียนคงเอง แต่เป็นคนอื่น ๆรอบตัวเขาต่างหาก

                  

            ***(เทียนคงมีระดับพลังปัจจุบันอยู่ที่ ปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง แต่ด้วยที่เทียนคงมีความหนาแน่นของพลังมากกว่าคนทั่วไป5 เท่าทำให้ปริมาณพลังที่มีอยู่ในระดับตำนานขั้นหนึ่งถึงสองของผู้ใช้พลังทั่วไป)***

                  

            การเดินทางผ่านไปแล้วกว่า2 ชั่วโมง และก็ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว ในที่สุดคุณหนูเหยาก็ทนไม่ไหวต่อความเงียบนี้แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เจ้าจะไปทำอะไรที่เมืองหลวงงั้นหรือ”

                  

            เทียนคงจึงลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มตอบไปว่า“อ่อ ข้าจะไปพบกับสหายข้าน่ะ”

                  

            “หืออคนอย่างเจ้ามีคนคบหาด้วยงั้นรึ .... แล้วก็นะ ช่างน่าสงสารสหายเจ้าคนนั้นนะ ที่มีเพื่อนที่แม้แต่ตัวตนที่แท้จริงก็ยังปิดบัง................” คุณหนูเหยาพูดประชดประชันขึ้นมาตามสิ่งที่คิดโดยลืมไปเลยว่าบิดาได้กำชับนักหนาอีกหนึ่งเรื่องว่าห้ามพูดเรื่องตัวตนของเทียนคงแต่พอคิดได้ว่าตัวเองได้ปากพล่อยอีกแล้ว ก็นิ่งเงียบไป ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ

                  

            ส่วนเทียนคงก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรเพราะเขาทราบแล้วว่า เจ้าสำนักเหยา ได้เข้าใจผิดว่าตัวเขานั้นอาจเป็นบุคคลระดับสูงจากที่ไหนสักที่ ดังนั้นแล้วการที่คุณหนูเหยาจะรู้เรื่องการเข้าใจผิดนี้ด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรและเขาก็ไม่ได้แย้งสิ่งใด ปล่อยให้มันเลยตามเลยไปก่อนเพราะการถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนระดับสูงก็ดีสำหรับการแฝงตัวเพื่อสืบข้อมูลอยู่ได้ไม่น้อย

                  

            เมื่อเห็นว่าเทียนคงไม่ตอบโต้อะไรคุณหนูเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะรู้สึกได้ว่าเทียนคงคงไม่ถือสาแต่ก็อดเป็นกังวลในใจลึก ๆไม่ได้ เพราะหากเทียนคงเป็นคนที่มาจากตระกูลข้ารับใช้อย่างที่บิดาบอกจริงๆแล้วล่ะก็เขาจะต้องมีภารกิจอะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องปลอมตัวเป็นคนจากเมืองประกายเงินแน่ ๆและมันคงจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆหากเรื่องนี้หลุดออกไปเพราะนาง

                  

            ดังนั้นตลอดการเดินทางไปจนถึงเมืองหลวงคุณหนูเหยาก็ไม่เอ่ยวาจาใด ๆอีก จะมีก็เพียงแต่เหลือบสายตามองเทียนคงที่นั่งหลับตาอยู่อย่างนั้นไม่กระดิกตัวเลยแม้แต่น้อยจนนางอดสงสัยแล้วผิดหวังไม่ได้ว่านางไม่งดงามหรืออย่างไรที่เทียนคงไม่คิดจะมองนางเลยด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเทียนคงไม่แสดงความสนใจนางเท่าไหร่นางก็ยิ่งมีความรู้สึกต้องการเอาชนะมากเท่านั้นและยิ่งหากเทียนคงเป็นคนจากตระกูลข้ารับใช้จริง ๆก็ไม่เลวเลยที่จะได้คบหาและตบแต่งกับเทียนคง

                  

            ยานพาหนะลำหรูจอดลงที่หน้าตำหนักเจ้านครเทียนคงจึงจะลืมตาขึ้นมา จากนั้นจึงกล่าวว่า “ขอบคุณ คุณหนูเหยามาก ๆที่ได้ช่วยเหลือข้าให้พ้นออกจากเหล่าองค์ชาย ภายภาคหน้าข้าย่อมตอบแทนอย่างแน่นอน”พูดจบก็โค้งให้ทีหนึ่งก่อนจะลงจากยาน

            

            แต่เทียนคงยังไม่ทันได้ออกไปคุณหนูเหยาก็ชิงพูดขึ้นมาว่า “ไม่จำเป็นต้องภายภาคหน้า หากเจ้ามีเวลาก็ตอบแทนข้าตอนนี้เลยก็ได้” ด้วยใบหน้าสุดเบิกบานใจที่ในที่สุดเทียนคงก็เปิดปากพูดกับนางแล้ว

            

            เทียนคงไม่คิดว่าคุณหนูเหยาจะตามตื้อไม่เลิกก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกายกลับมานั่งในยานพาหนะแล้วกล่าวว่า “ท่านรู้จักร้านชาดีๆแถวนี้บ้างไหมล่ะ ให้ข้าได้เลี้ยงชาท่านสักหนึ่งมื้อแล้วกัน ดีหรือไม่”

            

            “เยี่ยมไปเลยแน่นอนว่าข้าย่อมรู้จัก ...ฮิฮิ” คุณหนูเหยายิ้มกว้างทันทีที่ได้รับคำตอบแล้วบังคับยานพาหนะไปยังร้านชาที่แวะเวียนไปประจำทุกครั้งที่มาทำภารกิจที่เมืองหลวง

            

            ไม่ช้าทั้งสองคนก็มาถึงที่ร้านชาเล็กๆแห่งหนึ่งใจกลางนครวิหคคราม มันเป็นบ้านหลังเล็กๆที่ภายในไม่เล็กอย่างรูปลักษณ์ภายนอกเลย ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงห้องส่วนตัวด้านใน ล้วนมีคนเฝ้าระวังตลอดเส้นทางและทุกคนเป็นผู้ฝึกพลังระดับเชี่ยวชาญขั้น 1-3 บ่งบอกได้เลยว่าสถานที่นี้ไม่ธรรมดา

            

            พนักงานที่รับหน้าที่คนหนึ่งพาทั้งสองคนไปยังห้องรับรองส่วนตัวพิเศษ เป็นห้องโล่งกว้างตกแต่งด้วยพืชพรรณดอกไม้นานาชนิด ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งในเมืองหลวงแห่งนี้ด้านหนึ่งของห้องเปิดโล่ง โดยจะเห็นทิวทรรศของทะเลสาบกว้างใหญ่และตำหนักเจ้านครอยู่ไกลๆ

            

            “นี่พี่หญิง ท่านเคยเห็นคุณหนูเหยาพาใครมาดื่มชาที่นี่หรือไม่...”

            

            “ไม่นะข้าทำงานที่นี่มา 20 กว่าปี นี่เป็นครั้งแรก ที่ข้าเห็นนางพาคนมาที่ห้องนี้แถมยังเป็นบุรุษรูปงามเสียด้วย หรือว่าบุรุษคนนั้นจะพิชิตใจของคุณหนูได้แล้ว”

            

            “ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละพี่หญิงไม่อย่างนั้นเขาจะสามารถมานั่งในห้องส่วนตัวของตระกูลเหยาได้ยังไงนอกจากจะได้รับการยอมรับจากคุณหนูเหยาแล้ว”

            

            เสียงพูดคุยซุบซิบอยู่ภายนอกของพนักงานหญิงสองคนที่เห็นว่าคุณหนูเหยาพาใครมาแม้จะระวังแล้วว่าอยู่ในจุดที่ลับตาคนและห่างไกลผู้คนแต่ก็ดันมีคนได้ยินเข้าเสียจนได้ เป็นบุรุษรูปงามหน้าตาหมดจดอีกคนหนึ่งที่บังเอิญมาเดินเล่นบริเวณนี้พอดี

            

            พนักงานหญิงสองคนที่เห็นแล้วว่ามีคนมาแถมยังเดินตรงดิ่งมาทางพวกนางด้วยแล้วก็หน้าซีดด้วยความวิตกกังวลเพราะการที่พวกนางเอาเรื่องของแขกมาคุยกันด้านนอกก็เป็นความผิดร้ายแรงอยู่แล้วแถมยังเป็นแขกพิเศษของพิเศษอีกต่างหาก หากคนคนนี้ได้ยินเข้าแล้วเอาเรื่องนี้ไปแจ้งต่อเบื้องบนพวกนางคงไม่จบลงแค่ถูกไล่ออกแน่ ๆ

            

            “ไม่ต้องกังวลไปแม่นางข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”บุรุษรูปงามจงใจเดินผ่านสองพนักงานสตรีแล้วเอ่ยเสียงเบาด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะเดินผ่านไปด้วยท่าทางสง่างามของชนชั้นสูง

            

            พนักงานคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าบุรุษคนนี้แม้จะได้ยินแต่ก็ไม่คิดเอาเรื่องอะไร ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วหันไปมองพนักงานรุ่นพี่ที่สีหน้าไม่ได้คลายความวิตกเลยแม้แต่น้อยออกจะวิตกมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

            

            “นี่พี่หญิงคุณชายท่านนั้นไม่คิดเอาเรื่องอะไรแล้ว ท่านไม่ได้ยินหรือ อย่ากังวลไปเลยน่า”

            

            พี่หญิงส่ายหัวด้วยใบหน้าแย่ยิ่งกว่าเดิมแล้วพูดเสียงสั่นว่า“เจ้าเพิ่งทำงานที่นี่ไม่นาน คงไม่เคยเจอเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แต่เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องคุณชายอินชง แห่งตระกูลเหลย บ้างใช่หรือไม่”

            

            พนักงานผู้น้องได้ยินพี่หญิงพูดถึงคุณชายเหลยคนนี้ก็พลันหุบยิ้มแล้วสีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหดหู่ก่อนจะถามเสียงค่อยว่า “หรือว่าคุณชายคนนั้นคือ คุณชายเหลยที่ว่า ....”

            

            ภายในห้องรับรองพิเศษสองหนุ่มสาวนั่งลงยังโต๊ะหินอ่อนสีขาวทรงกลมอยู่ริมห้อง ไม่มีการสนทนากันแต่อย่างใดชายหนุ่มเอาแต่จดจ้องและทดลองจิบชาแต่ละถ้วยอย่างสนอกสนใจ จากพนักงานหญิงงามคนหนึ่งที่ชงชาให้เขาทีละรายการตามที่ทางร้านมีส่วนหญิงสาวก็นั่งเท้าคางยิ้มเล็ก ๆดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจเช่นกัน

            

            เทียนคงแม้จะเคยดื่มชามาแล้วหลายที่ ไล่ตั้งแต่เมืองประกายเงินไปถึงทุกเมืองที่เขาได้แวะเวียนผ่านไป ไม่เว้นแม้แต่นครวิหคครามนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับชาที่รสชาติหอมละมุนแบบนี้ทั้งยังมีหลายแบบหลายกลิ่น จนเขารู้สึกแปลกใจเพราะในคลังความรู้ของเขาย่อมต้องมีวิธีการชงชาที่ยอดเยี่ยมอยู่และมันก็เป็นเหมือนกับการทำอาหาร ที่ทุกครั้งที่ได้ลองจิบชาที่ร้านชาต่าง ๆก็ต้องพบกับรสชาที่ไม่ได้เรื่อง จนเขาเบื่อที่จะลองแล้วและในครั้งนี้ก็ไม่ได้คาดหวังใด ๆ และมาที่ร้านชานี้เพื่อตอบแทนคุณหนูเหยาเพียงเท่านั้น

            

            เทียนคงสังเกตการชงชาของพนักงานจนพอเข้าใจแล้วว่าพนักงานใช้เทคนิคอะไรในการชงชา ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ให้ข้าลองดูสักหน่อยได้หรือไม่”

            

            คุณหนูเหยาได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจแล้วถามว่า“เจ้าชงชาเป็นด้วยหรือ”

            

            เทียนคงหันกลับมาด้วยรอยยิ้มแล้วตอบหน้าซื่อว่า“ก็น่าจะพอใช้ได้อยู่”

            

            “งั้นรึข้าเองก็พอชงเป็นอยู่เหมือนกัน ไหน ๆเจ้าก็คิดจะลองแล้ว มาประลองกับข้าสักหน่อยว่าฝีมือการชงชาของเจ้า จะสู้ข้าได้หรือไม่ ...... เสี่ยวเอ้อ รบกวนเจ้าเชิญแขกสักสิบคนมาเป็นกรรมการให้ข้าหน่อย!!”ไม่รอให้เทียนคงได้ตอบรับใด ๆคุณหนูเหยาก็จัดการสั่งพนักงานเรียบร้อยจนเทียนคงได้แต่อึ้งไปและไม่รู้ว่าจะห้ามเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร ได้แต่คิดในใจว่า

            

            “นี่ท่านคิดแต่จะสร้างเรื่องให้ข้าหรืออย่างไรกัน”

            

            ส่วนคุณหนูเหยาก็ยิ้มกริ่มด้วยความเบิกบานใจเพราะนางเป็นคนชอบเอาชนะอยู่เป็นทุนเดิม และตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยแพ้หรือเสมอกับใครในเรื่องที่ตัวเองถนัดเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนมาเสมอกับเทียนคงในผลการสอบใบรับรองนักเล่นแร่แปรธาตุ นี่จึงเป็นเหตุให้นางนึกอยากแข่งขึ้นมาเพราะนางมั่นใจในฝีมือการชงชาของตัวเองว่าไม่เป็นรองใครในดาววิหคครามนี้นอกเสียจากบิดาของนางแล้ว คงจะหาใครเทียบชั้นได้ยาก ดังนั้นนางจึงคิดจะเอาชนะเทียนคงในเรื่องนี้นั่นเอง....