ตอนที่ 3 ราชทูตแคว้นเหลียว
ข่าวการเดินทางของราชทูตแคว้นเหลียวถูกส่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อหลายวันก่อน กรมพิธีการถูกสั่งให้เตรียมการต้อนรับอย่างสมศักดิ์ศรี
ถึงแม้แคว้นเหลียวจะแพ้าให้กับต้าจิน แต่จักรพรรดิของต้าจินก็ทรงปฏิบัติกับเหลียวเฉกเช่นแคว้นพันธมิตรเหมือนเคย ไม่ได้มีการกดขี่ข่มเหงหรือเอาเปรียบใดๆ
แคว้นเหลียวเองก็มีจิตใจที่จะผูกมิตรไมตรีกับต้าจิน นับั้แ่ถูกกองทัพสกุลมู่กวาดล้างเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถึงแม้สกุลมู่จะสูญเสียอย่างหนักจนเหลือเพียงคุณชายรองเพียงผู้เดียวที่รอดจากการศึกครั้งนั้น แต่แคว้นเหลียวเองก็สูญเสียมิได้น้อยกว่ากันเลยจนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหายจากาให้กลับมาเป็ดังเดิม
อีกทั้งครานั้นต้องสูญเสียแม่ทัพใหญ่และองค์ชายใหญ่ผู้ที่กำลังจะกลายเป็รัชทายาทของแคว้นเหลียวในวันข้าง บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเหลียวทั้งสองคน ต่างทุ่มเทสุดกำลังเข้าต่อสู้กันกับแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพสกุลมู่ จนทั้งสองฝ่ายต่างเหลือไว้เพียงชื่อจารึกอยู่บนป้ายิญญาเท่านั้น
การเดินทางมาครั้งนี้ของแคว้นเหลียว ได้ส่งองค์ชายเยลูห่าวหนาน รัชทายาทคนปัจจุบันมาเจริญสัมพันธไมตรีกับต้าจิน ทั้งยัง้ากล่าวเื่การเชื่อมสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น จากการขออภิเษกสมรสกับองค์หญิงใหญ่แห่งต้าจินอีกด้วย
หากทั้งสองแคว้นสามารถปรองดองกลายเป็ทองแผ่นเดียวกันได้นั้น แคว้นเหลียวย่อมได้รับการคุ้มครองจากต้าจินอย่างแน่นอน มิต้องหวาดกลัวว่าแคว้นรอบด้านที่เหลือจะรุกรานโจมตีอย่างเช่นตอนนี้
จวบจนถึงวันนี้ที่ต้าจินสูญเสียแม่ทัพเสาหลักของกองทัพไป แคว้นเหลียวที่เดิมทีคิดว่าไม่มีทางที่สกุลมู่จะฟื้นคืนกำลังกลับมาได้แข็งแกร่งอย่างเช่นกาลก่อน แต่กลับตรงกันข้ามคุณชายรองมู่ชิงซาน แม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันกับดุดัน แข็งแกร่ง ทั้งยังฉลาดเ้าแผนการยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
อีกทั้งใน่2-3ปีที่ผ่านมานั้น ระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่กองทัพสกุลมู่กลับฝึกนักรบจู่โจมที่ทรงพลังขึ้นมาได้ กลายเป็ที่กล่าวขานของผู้คนไปทั่ว
ข่าวที่ได้รับกลับมาแจ้งว่าทหารหน่วยนี้ คุณชายสามของสกุลมู่ที่ตอนนี้อายุเพียง17-18ปี เท่านั้นเป็ผู้สร้างและฝึกขึ้นมาเองกับมือ
รวมถึงคุณชายสามสกุลมู่ผู้นี้ยังมีวรยุทธ์ที่สูงส่ง ไม่แน่ว่าอาจจะสูงกว่าบุรุษสกุลมู่หลายคนที่ผ่านมา ดังนั้นหากจะกล่าวว่าคนผู้นี้มีฝีมือก็คงไม่เพียงพอต้องบอกว่าเป็ผู้มีพร์อย่างแท้จริง
องค์ชายเยลูห่าวหนานเองก็เป็ผู้หลงใหลในวรยุทธ์เช่นกัน มาเยือนต้าจินครั้งนี้ เขาเองก็อยากจะพบคุณชายสามสกุลมู่ผู้นั้น หากมีโอกาสก็คงต้องขอคำชี้แนะอย่างแน่นอน
ภาพความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงต้าจิน ล้วนตกอยู่ในสายตาคณะราชทูตที่เดินทางมาจากแคว้นเหลียว ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยคิดเหยียบย่ำภาคกลาง ดินแดนแห่งนี้ เพียงแต่พวกเขายังก้าวข้ามความแข็งแกร่งของกองทัพต้าจินไปไม่ได้
จึงทำได้เพียงก้มหน้าจำยอม ส่งเครื่องบรรณาการผูกมิตรกับต้าจินในฐานะผู้แพ้าต่อไป
หากในกาลข้างหน้ารัชทายาทเยลูห่าวหนานของพวกเขา มีความสามารถเก่งกล้าทัดเทียมกับทัพสกุลมู่แล้วนั้น คงถึงวันที่คนแคว้นเหลียวอย่างพวกเขาจะมีวันที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้เหมือนกัน
“ข้าน้อยกวนเหอเนั่นแหละ จากกรมพิธีการขอต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นเหลียว ฝ่าาทรงมีราชโองการรับสั่งให้ทุกท่านพักผ่อนอยู่ที่เรือนรับรอง
และมีรับสั่งให้พวกท่านเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงในวันพรุ่งนี้เช้าขอรับ”
“ขอบใจใต้เท้ากวนมาก”
ถึงแม้กวนเหอเมิ่งจะมิได้ปฏิบัติกับเขาเฉกเช่นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่ควรจะเป็ ถึงแม้ว่าเยลูห่าวหนานจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็มิได้พูดจาให้มากความกับเื่พวกนี้
เกรงว่าหากตนกระทำการวางอำนาจทั้งที่เป็แคว้นที่แพ้า เกรงว่าผู้คนจะดูิ่เหยียดหยาม อีกทั้งจักรพรรดิต้าจินก็อาจไม่พอพระทัยการกระทำของเขาเช่นกัน หากเป็อย่างนั้นเื่ต่างๆที่ต้องทำให้สำเร็จก็คงจะเป็ไปได้ยาก
เยลูห่าวหนานจึงทำได้เพียงกล่าวขอบใจกับใต้เท้ากรมพิธีการ ก่อนจะเดินตามเข้าเรือนรับรองที่ถูกจัดไว้ ถึงแม้จะไม่ได้พักในวังหลวง แต่เรือนที่เตรียมไว้ก็ไม่ถือว่าเสียเกียรติของเขาที่เป็ถึงรัชทายาทแคว้นเหลียวมากนัก
เรือนหลังนี้เป็เรือนขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวง ครั้นเปิดประตูใหญ่เข้ามาก็พบกับลานกว้างด้านหน้า ที่กั้นระหว่างโถงรับรองกลาง ด้านในยังมีสวนที่แบ่งส่วนหน้าและส่วนหลังเอาไว้ บดบังสายตาของแขกผู้มาเยือนเพิ่มความเป็ส่วนตัวให้ผู้ที่อยู่อาศัย
ตัวเรือนภายในยังรายล้อมด้วยเรือนรับรอง เรือนบริวารต่างๆ มากมาย เพียงพอให้กับคณะทูตจากแคว้นพักผ่อนได้สบาย
อากัปกิริยาของราชทูตทั้งคณะล้วนตกอยู่ในสายตาของกวนเหอเมิ่งทุกอย่าง เขารับหน้าที่ในการรับรองแขกครั้งนี้จะทำให้เสียชื่อเสียงต้าจินมิได้ อีกทั้งฮ่องเต้ยังทรงกำชับให้รับรองแขกอย่างดีอย่าให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
ครั้นเห็นคณะทูตต่างพอใจกับเรือนพักรับรองนี้ กวนเหอเมิ่งก็ลอบถอนหายใจอย่างแ่เบา
หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารและเข้าพักตามที่จัดไว้ให้แล้ว เมื่อหายเหนื่อยต่างก็อยากไปดูชีวิตความเป็อยู่ของคนแคว้นจินเช่นกัน
เพียงแต่การออกไปข้างนอกของคณะทูตแต่ละกลุ่ม ล้วนต้องแจ้งกับใต้เท้ากวน และยังต้องพาทหารของต้าจินติดตามไปด้วย ถึงแม้สิ่งนี้จะสร้างความไม่พอใจกับคนแคว้นเหลียวก็ตาม
แต่พวกเขาก็มิสามารถโต้แย้งหรือไม่ปฏิบัติตามได้ เนื่องจากตนเป็แขก อย่างไรเสียก็ย่อมต้องฟังตามที่เ้าบ้านบอกกล่าว
ทหารที่ติดตามคณะทูตแต่ละกลุ่มล้วนปักอักษรมู่ไว้ที่แขน บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าพวกเขามาจากกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นนี้
พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ได้รับรู้เื่ราวในสนามรบเท่าใดนักย่อมไม่รู้สึกขัดเคืองใจใดๆ แต่ขุนนางฝ่ายบู๊ของแคว้นเหลียวที่ต่างเคยประดาบกันและกันในสนามรบ
ครั้นจะให้เดินโดยมีทหารจากกองทัพสกุลมู่ตามประคบก็อดคับข้องใจมิได้ หลายคนจึงทำใจมิได้ออกไปด้านนอกเที่ยวชมเมืองอย่างที่คนอื่นทำกัน
พวกเขายอมอยู่ในเรือนรับรองร่ำสุรา กินอาหารยังดีกว่าให้เดินไปเห็นภาพความรุ่งเรืองที่พวกเขาอยากไขว่คว้าแต่ไม่ได้มา ให้ภาพเ่าั้กลายเป็คมหอกคมดาบทิ่มแทงจิตใจพวกเขาอีกครั้ง
แต่เยลูห่าวหนานที่ยอมเ็ปกับภาพตรงหน้าเพื่อที่จะได้ััความรุ่งเรืองของต้าจินอย่างแท้จริง จึงได้ออกมาเดินเล่นโดยมีทหารสกุลมู่คอยติดตามอีกสองนาย
่ที่คณะทูตแคว้นเหลียวเดินทางมาถึงเป็่ที่ในเมืองกำลังจะจัดงานเทศกาลเซี่ยหยวน (ลอยกระทง) อยู่พอดี ดังนั้นบรรยากาศภายในเมืองจึงดูคึกคักเป็พิเศษ ทำให้เยลูห่าวหนานที่เดินมาพบก็ยิ่งเกิดความรู้สึกสนใจ
“ที่นี่กำลังจะมีเทศกาลเช่นนั้นหรือ”
“ขอรับ เทศกาลเซี่ยหยวนจะมีขึ้นในอีกสองวัน”
ทหารสกุลมู่ผู้หนึ่ง ถึงแม้ในใจจะเคืองแค้นผู้คนแคว้นเหลียวจากเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เสียจนแทบอยากจะพุ่งดาบของตนเข้าไปเสียบร่างตรงหน้า
แต่เนื่องจากสิ่งที่สกุลมู่ปกป้องมาตลอดคือความสงบของบ้านเมือง ต่อให้เขาโกรธแค้นบุรุษตรงหน้ามากมายเพียงใด ก็จำเป็ต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเสียสละของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า และเหล่าแม่ทัพทั้งหลายต้องสูญเปล่า
พวกเขาเห็นแล้วว่าหลังจากที่าจบสิ้นลงถึงแม้จะเกิดการสูญเสีย แต่ก็แลกกลับมาด้วยรอยยิ้มและความสงบของประชาชนในอีกสิบปีต่อมา
พวกเขาอาจจะเกิดไม่ทันยุคของท่านพวกนั้น แต่ชื่อเสียงและวีรกรรมของคนสกุลมู่ยังคงอยู่ในใจทหารทุกคน
“อย่างนั้นหรือ ดูน่าสนุกดี”
เยลูห่าวหนานเดินชมจนรอบเมือง เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ หากพบเจอสิ่งของใดถูกใจก็ไม่ลืมที่จะซื้อหากลับไป เขาเองก็มีน้องสาวอยู่หนึ่งคนเช่นกัน หากนางเห็นของพวกนี้ก็คงจะชอบไม่ต่างจากเขา
อีกด้านหนึ่งของมู่จิ่นเหยียน ั้แ่กลับมาจากวังหลวง ก็เอาแต่นั่งคิดทบทวนอยู่ในใจตนเอง ราวกับชีวิตของตนจะจบสิ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า
“คุณชาย บ่าวเห็นท่านนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้วนะขอรับ นั่งทำท่าราวกับหมดอาลัยกับชีวิตอย่างนั่นแหละ”
“ก็หมดอาลัยกับชีวิตจริงๆนั่นแหละ อีกไม่กี่วันข้าก็ต้องแต่งงานแล้ว การแต่งงานของข้าต้องแต่งให้กับองค์หญิงเชียวนะ แถมข้าต้องเป็พระสวามีของนางอีก เ้าจะไม่ให้ข้าทุกข์ใจได้อย่างไร”
“ถึงอย่างไรบ่าวก็ไม่เข้าใจคุณชายอยู่ดี เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ขอรับ ตอนนี้ท่านยังไม่ได้แต่งงาน ท่านมีเื่ใดที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำหรือไม่ ข้าว่าท่านไปทำเื่พวกนั้นเสียให้จบสิ้น ต่อไปแต่งงานท่านก็จะได้ไม่กังวลสิ่งใดอีก”
“เื่ที่ข้าอยากทำแต่ไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือ”
พอคิดได้ดังนั้นสายตาของมู่จิ่นเหยียนก็เปิดกว้างเปล่งประกายขึ้นทันที รอยยิ้มมุมปากก็ปรากฏให้เห็น หานผู่เข้าใจเลยว่าคุณชายของตนจะต้องคิดทำเื่ที่คนอื่นคาดไม่ถึงอีกแล้วเช่นเคย
“หานผู่! ขยับมาใกล้ๆ ข้า เ้าไปเตรียมของมาให้ข้าหน่อย อย่าให้ใครเห็นเชียวนะ โดยเฉพาะคนของท่านย่า”
มู่จิ่นเหยียนกระซิบกระซาบบอกสิ่งที่ตน้าให้แก่หานผู่ บ่าวคนนี้ติดตามรับใช้ตนมาั้แ่น้อย ตนเองก็รักและเอ็นดูเฉกเช่นน้องชายเช่นกัน
เพียงแต่สิ่งที่หานผู่ได้ยินผู้ซึ่งตนเรียกว่าคุณชายบอกกล่าวถึงของที่ให้ตระเตรียม ตนก็ได้แต่เบิกตาค้างใ ราวกับว่าคุณชายของตนได้สั่งให้ลงมือทำเื่ที่ร้ายแรงอย่างนั้น
“คุณชายจะดีหรือขอรับ”
“ดีสิ ไม่ดีข้าจะทำหรือ เ้าไม่ต้องถามมาก ไปเตรียมของมาให้ข้าก็พอ แล้วก็ไปตามปี่หวงมาด้วย”
“ให้ตามพี่ปี่หวงมาทำไมหรือขอรับ”
ปี่หวงคือสาวใช้ข้างกายของมารดามู่จิ่นเหยียน อีกทั้งยังรู้ความลับของมู่จิ่นเหยียนด้วย ดังนั้นเื่นี้หากให้นางช่วยก็คงไม่มีปัญหา
“ก็ของที่ข้าให้เตรียม เ้าใช้เป็หรืออย่างไร ข้าใช้ไม่เป็”
“เออ…..ไม่เป็ขอรับ”
“นั่นแหละ …รีบๆไปเตรียมของมา เดี๋ยวจะมือค่ำเสียก่อน”
่ก่อนค่ำฮูหยินใหญ่ก็รับรู้เื่พิเรนทร์ ที่บุตรคนเล็กของนางพึ่งกระทำจากการรายงานของปี่หวง นางเองก็รู้สึกสงสารมู่จิ่นเหยียนเช่นกัน เกิดเป็สตรีแต่มิเคยได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็
“ปล่อยนางไปเถิดเหยียนเอ๋อร์รู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ปล่อยให้นางทำตามใจนางสักครั้ง”
“เ้าค่ะ”
คล้อยหลังองครักษ์เวรยามของจวนแม่ทัพใหญ่ กลับปรากฏเงาร่างสีดำทะยานตัวลอยข้ามกำแพง อย่างหาคนจับได้ยาก เวรยามของจวนแม่ทัพแ่าอาจจะไม่เข้มงวดเหมือนกับในพระราชวัง หรือวังตะวันออก (ที่ประทับรัชทายาท) แต่ก็มิใช่ที่ใครจะบุกรุกหรือหลบหนีออกไปได้ง่าย
หากคนผู้นั้นไม่คุ้นเคยกับสถานที่หรือคุ้นเคยกับเวรยามเ่าั้ เกรงว่าต่อให้ผู้บุกรุกมีปีกก็คงทำได้แต่ทิ้งชีวิตเอาไว้ก่อนเดินออกไป
เพียงแต่เงาดำที่ปรากฏนั้นคือมู่จิ่นเหยียน ผู้ที่ฝึกองครักษ์และจัดการเวรยามพวกนั้นเองกับมือ มีหรือที่นางจะไม่เข้าใจ เพียงแต่สภาพของตนตอนนี้มิได้อยากให้ใครเห็นหรือจดจำได้ จึงทำได้เพียงใช้ผ้าดำคลุมร่างแล้วหลบหนีออกทางประตูหลัง
“เวรยามพวกนี้ยังหละหลวมอยู่เหมือนกัน ข้าถึงออกมาได้ง่ายเช่นนี้ กลับไปคงต้องปรับเปลี่ยนให้รัดกุมมากกว่านี้”
มู่จิ่นเหยียนที่หลบหลีกสายตาเวรยามจนออกมาพ้นกำแพงของจวนสกุลมู่แล้ว กลับเดินตรงไปยังหอบุปผาทันที สถานที่ที่เขามักจะมาเป็ประจำ
เพียงแต่ครั้งนี้เขายังคงสวมผ้าคลุมสีดำ ลอบเข้าไปในห้องที่ตนมักจะมาเป็แขกอยู่บ่อยครั้ง
“เ้าเป็ใคร!!! เข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร”
หลันฮวา สาวงามอันดับหนึ่งของหอบุปผาร้องใทันทีที่เห็นร่างคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมสีดำปีนเขามาทางหน้าต่าง
ก่อนที่นางจะส่งเสียงร้องให้คนอื่นมาช่วย ร่างนั้นก็ประชิดตัวของนางเอามือปิดปากเอาไว้ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูราวกับคนกันเอง
“ข้าเอง”
“คุณชายสาม!”
หลันฮวาที่จำเสียงของบุคคลชุดดำได้ในทันที หลังจากที่รับรู้ตัวตนของบุคคลที่บุรุกเข้าห้องนางอย่างอุกอาจ ถึงกับร้องเสียงหลงอย่างประหลาดใจ เนื่องจากปกติแล้วคุณชายสามสกุลมู่มักจะเป็แขกของที่นี่ได้รับการต้อนรับอย่างดี
เพียงแต่คืนนี้กลับมีท่าทางแปลกประหลาดราวกับ้าหลบหนีจากผู้คน
หลันฮวาที่เข้าใจจึงเดินตรงไปหน้าประตูห้องนางก่อนจะพลิกป้ายด้านหน้าแสดงให้ผู้คนรู้กันว่าตอนนี้นางกำลังต้อนรับแขกคนสำคัญด้านใน ห้ามให้ผู้ใดมารบกวน
แต่ทันทีที่หมุนตัวกลับมาเจอ แทนที่จะพบบุรุษรูปร่างสง่างาม องอาจสมกับเป็ทหาร กลับกลายเป็สตรีใบหน้างดงามตรงหน้า
“นี่ท่าน!! ฮา ฮา ฮา”
“ขำอะไรของเ้า”
“จะให้ข้าน้อยไม่ขำได้อย่างไรเล่าเ้าคะ คุณชายสามที่ข้าเจอประจำมิใช่แบบนี้”
หลันฮวารู้ก่อนหน้านั้นเมื่อไม่นาน ว่าแขกคนสำคัญของนางมิใช่บุรุษอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ มู่จิ่นเหยียน มักมาที่หอบุปผาเพียงเพื่อพูดคุย ปรึกษาปัญหาชีวิตเท่านั้น
นอกจากมารดา ก็คงจะมีแค่หลันฮวาผู้นี้ที่มู่จิ่นเหยียนสามารถพูดเื่ร่างกายของผู้หญิงได้ เพียงแต่ฮูหยินใหญ่มักจะอยู่ปรนนิบัติท่านย่า จึงเหลือเพียงหลันฮวาเท่านั้น
ตอนแรกที่มู่จิ่นเหยียนมาที่แห่งนี้ ก็เพียงเพื่อร่ำสุรา ฟังดนตรีมิได้แตะต้องหญิงสาวเฉกเช่นคุณชายเ้าสำราญคนอื่น
พอนานวันเข้าความสบายใจก่อเกิด มู่จิ่นเหยียนจึงกลายเป็แขกประจำของหลันฮวา หลันฮวาเองก็เริ่มสังเกตเห็นท่าทางและการพูดคุยของคุณชายสาม หลังจากเริ่มสังเกตอยู่นานวันเข้า ก็รู้สึกว่าแท้จริงแล้วคุณชายสามคล้ายคลึงสตรีถึงห้าหกส่วน
มีอยู่ครั้งที่ตนเป็ฝ่ายเข้าหามู่จิ่นเหยียนใน่ที่ดื่มสุราจนเมามายอย่างหนัก หลังจากที่ประชิดตัว มือก็ลูบไล้ไปยังหน้าอก แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเพราะว่าหน้าอกที่ควรจะแบนราบแข็งแกร่งกับพบว่ามันนุ่มนิ่ม เช่นเดียวกันกับของนางเพียงแต่ของมู่จิ่นเหยียนคงถูกผ้าแถบรัดมาเนิ่นนาน ทำให้บริเวณส่วนนั้นมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็
หลังจากหลันฮวารู้ความลับครั้งใหญ่นี้เข้า นับแต่นั้นมานางและคุณชายสามสกุลมู่ก็ถือเป็สหายสนิทกัน กินดื่มร่ำสุรากันยันเช้า เพียงแต่ข่าวลือที่ออกไป คนข้างนอกต่างร่ำลือว่าแท้จริงแล้วหลันฮวาคืออนุคนหนึ่งของมู่จิ่นเหยียนที่ยังไม่ได้ตบแต่งเข้าจวนสกุลมู่
เนื่องจากสกุลมู่แต่ละรุ่นบุตรหลานล้วนแต่ผัวเดียวเมียเดียวกันทั้งนั้น อีกทั้งหากคุณชายสามยกย่องหลันฮวาขึ้นเป็ฮูหยินเอก เกรงว่ามีสิบหัวก็คงไม่พอให้ฮูหยินผู้เฒ่าจัดการอย่างแน่นอน