ในยามค่ำคืน เฉินซื่อจุดตะเกียงน้ำมัน นั่งอยู่ใต้แสงไฟสลัวเพื่อตัดเย็บชุดกระโปรงตัวใหม่ให้อวิ๋นเฉิงซิ่ว
ตลอดหลายเดือนหลังจากทะลุมิติมา อวิ๋นเฉิงซิ่วกินดีอยู่ดีกว่าแต่ก่อนมาก สัตว์ป่าที่ล่ากลับมาได้ส่วนใหญ่ก็ถูกนำมาต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้นางและอวิ๋นเม่าซาน ส่งผลให้ส่วนสูงของนางยืดสูงขึ้น รอยขอบแขนเสื้อและขากางเกงซับในจึงสั้นลงไปไม่น้อย แม้กระทั่งกระโปรงตัวเล็กก็เริ่มคับแน่นขึ้นมา
ยามปกติ ชาวบ้านในหมู่บ้านจะตัดเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ มักจะทำขนาดใหญ่กว่าตัวหนึ่งระดับ โดยเย็บทบผ้าส่วนเกินไว้ด้านใน รอจนเด็ก ๆ ตัวสูงขึ้นค่อยเลาะด้ายปล่อยผ้าออกมา หากเสื้อผ้าขาดชำรุดก็ค่อยหาผ้ามาปะสักชิ้น ดังนั้น เสื้อผ้าชุดหนึ่งจึงใช้คำว่า 'ใหม่สามปี เก่าสามปี ปะ ๆ ซ่อม ๆ ไปอีกสามปี' ได้อย่างดี
ครอบครัวที่มีลูกหลายคน เด็ก ๆ ก็จะได้ใส่เสื้อผ้าเก่าของพี่ชายพี่สาว ดังนั้นเสื้อผ้าบนตัวของเด็กเล็กบางคนจึงเต็มไปด้วยรอยปะซ้อนปะ หาเด็กในหมู่บ้านที่สวมเสื้อผ้าไร้รอยปะได้ยากยิ่งนัก
แม้ั้แ่เกิดมา ฐานะทางบ้านจะไม่สู้ดีนัก แต่อวิ๋นเฉิงซิ่วก็ถือว่าได้รับการเลี้ยงดูประคบประหงมมาอย่างดี อวิ๋นเม่าซานและเฉินเฟิ่งจือเองก็เป็คนละเมียดละไม บรรดาลูก ๆ แม้จะสวมชุดผ้าป่านหยาบ แต่ก็ไม่มีรอยปะแม้แต่จุดเดียว ต่อให้ซักจนสีซีดจาง ก็ยังถือว่าเรียบร้อยดูดีอยู่
อวิ๋นเฉิงซิ่วคิดว่าอาจเป็เพราะพ่อแม่เคยเรียนหนังสือมา จึงให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เป็พิเศษ หากเสื้อผ้าขาดชำรุด เฉินซื่อก็มักจะนำไปตัดแปรรูปเป็ของอย่างอื่น แทนที่จะนำมาปะเพื่อให้ลูก ๆ สวมใส่ต่อ
"ซิ่วเอ๋อร์ อย่าบังแสงสิ" เฉินซื่อก้มหน้าเย็บผ้า พลางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอวิ๋นเฉิงซิ่วเดินวนไปวนมาบังแสงตะเกียงไปครึ่งค่อน
"เป็อะไรไป? ทำไมยังไม่ไปนอน หิวอีกแล้วหรือ?"
อวิ๋นเฉิงซิ่วคิดในใจ ข้าเดินวนไปวนมา ไม่ใช่เพราะหิวเสียหน่อย ถึงจะเกี่ยวกับเื่กิน แต่ก็เป็เพราะกินมากไปจนไม่ย่อย จึงต้องเดินวนรอบห้องเพื่อย่อยอาหารต่างหาก
"ท่านแม่ พวกเราส่งพี่ใหญ่ไปเล่าเรียนในเมืองดีหรือไม่เ้าคะ?"
"ไปเรียนในเมืองทำไมกัน? ในหมู่บ้านเราก็มีสำนักศึกษาไม่ใช่หรือ?" เฉินซื่อเงยหน้าขึ้น มองอวิ๋นเฉิงซิ่วด้วยความประหลาดใจ
"อีกอย่าง ค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาในเมืองแพงกว่าในหมู่บ้านตั้งเยอะ"
"ต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าพี่ใหญ่ต้องเข้าสอบถงซื่อไม่ใช่หรือเ้าคะ สถานศึกษาในเมืองสั่งสอนได้ดีกว่าสำนักศึกษาในหมู่บ้านเราตั้งเยอะ ทั้งคุณภาพการสอน คุณภาพอาจารย์ สภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียน สิ่งเหล่านี้สำนักศึกษาในหมู่บ้านไม่อาจเทียบได้เลยเ้าค่ะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วนึกถึงคู่มือการจัดสอบจอหงวนแบบต่าง ๆ ที่วางขายในร้านหนังสือในเมือง สิ่งเ่าั้ไม่มีทางหาดูได้ในหมู่บ้าน ส่วนอาจารย์ในสำนักศึกษาของหมู่บ้านก็มีเพียงหนังสือคู่มือเตรียมสอบขุนนางเก่าแก่ไม่กี่เล่มที่ท่องวนไปเวียนมาเท่านั้น
"เื่นี้ต้องปรึกษาพ่อของเ้าก่อน"
เฉินซื่อฟังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่อวิ๋นเฉิงซิ่วพูดคืออะไร แต่เื่ที่สถานศึกษาในเมืองสอนได้ดีกว่าสำนักศึกษาในหมู่บ้านนั้นนางฟังเข้าใจ ส่วนเื่อื่นฟังแล้วก็ชวนให้ปวดหัวจับต้นชนปลายไม่ถูก
"เื่นี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของพี่ใหญ่ ท่านพ่อต้องเห็นด้วยแน่เ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วกำหมัดแน่น
การสอบคัดเลือกขุนนางในยุคสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากชาติก่อน ที่เปรียบเสมือนคนนับพันนับหมื่นข้ามสะพานไม้กระดานเดียว หากปราศจากครูอาจารย์ที่ดีและสภาพแวดล้อมการเรียนที่เหมาะสม ต่อให้มีพร์เพียงใดก็ยากจะประสบความสำเร็จได้
"เ้าเด็กคนนี้นี่ ชอบหาความกลุ้มใส่ตัวเสียจริง"
เฉินซื่อส่งสายตาเอ็นดูแกมดุไปให้อวิ๋นเฉิงซิ่ว นับั้แ่บุตรสาวคนเล็กตกน้ำไป นางก็ดูสุขุมและรู้ความขึ้นมาก อีกทั้งยังรู้จักเห็นอกเห็นใจพ่อแม่และรักใคร่พี่ชายทั้งสอง
สิ่งที่น่ายินดีที่สุดก็คือ บุตรสาวคนนี้ราวกับเป็ดาวนำโชคดวงน้อย นำพาความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มาสู่ครอบครัว เพียง่เวลาสิบกว่าวัน เงินทองก็มี ไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ก็มี ร่างกายของอวิ๋นเม่าซานก็แข็งแรงขึ้น จนยามนี้การส่งลูกสักคนไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองจึงมิใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ช่างดียิ่งนัก!
เมื่อเอนกายลงบนเตียง เฉินซื่อเห็นว่าอวิ๋นเม่าซานยังไม่หลับ จึงนำเื่ที่อวิ๋นเฉิงซิ่วพูดมาเล่าให้ฟัง ครั้นอวิ๋นเม่าซานฟังแล้วก็นิ่งคิดไปครู่ใหญ่ โดยไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใด
ยามที่เฉินซื่อคิดว่าเขาหลับไปแล้ว อวิ๋นเม่าซานก็เอ่ยขึ้นแ่เบา "การส่งเ้าใหญ่ไปเรียนในเมืองก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ยามนี้ในมือเรายังเหลือเงินจากการขายซานชีอยู่หลายสิบตำลึง ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับฤดูหนาวปีนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว พ้นปีหน้าไป ผลผลิตในไร่นาก็จะเก็บเกี่ยวได้ นำไปขายเสียส่วนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายก็น่าจะเพียงพอ"
เขาหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ "เพียงแต่ทำเช่นนี้ จะลำบากเ้าเกินไป เดิมทีครอบครัวเรามีรายได้เพิ่มจากการขายซานชี ข้ายังคิดว่าเ้าจะได้พักผ่อน ลืมตาอ้าปากเสพสุขกับเขาบ้าง แต่พอภาระหนักขึ้นมา เื่เงินทองก็กลับมาตึงมืออีกครั้ง"
เฉินซื่อฟังแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ท่านพี่ ข้าไม่ลำบากหรอกเ้าค่ะ ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าและมีความสุข มันดีกว่าสิ่งใดทั้งหมด อีกอย่างหากลูกสอบได้ถงเซิง ในปีเดียวกันนั้นก็สามารถไปสอบซิ่วไฉต่อได้ หากโชคดีสอบติดซิ่วไฉ ยังสามารถไปรับเบี้ยข้าวสารส่วนหนึ่งในตัวเมืองได้ แถมไร่นาของพวกเรายังได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก"
"ยังไงอนาคตของลูกสำคัญที่สุด พวกเรายอมทนลำบากนิดหน่อยจะเป็ไรไป" เฉินซื่อเอ่ยต่อ "ลูกสาวของเราสนับสนุนให้พี่ใหญ่ไปเรียนในเมืองที่สุดเลยนะเ้าคะ พูดเื่ที่ข้าฟังไม่เข้าใจกับข้าตั้งนาน"
"อย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปติดต่อให้"
ยามนี้อวิ๋นเม่าซานเองก็เห็นพ้องตามลูกสาวเป็หลักเช่นกัน