บทที่ 29 สาสน์ท้าประลอง
ชีวิตของหวังเฟิงเวลานี้ถือว่าสงบสุขและเรียบง่าย มีจังหวะ เวลาชีวิตที่ไม่ซับซ้อน กลางวันเรียนหนังสือตกกลางคืนก็ฝึกปราณ จนกระทั่งเจ็ดวันถัดมา หวังเฟิงก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉียวคุน ที่บอกว่าตอนนี้เขามารออยู่หน้าประตูทิศเหนือของมหาวิทยาลัย
ภาพจำแรกที่หวังเฟิงมีต่อเฉียวคุน คือเด็กที่มีดวงตาเป็ประกาย มุ่งมั่นเพียงแต่ร่างกายผ่ายผอมไปหน่อย พอกลับมาเจออีกครั้ง ตอนนี้กลายเป็ชายหนุ่มเต็มตัวนอกจากความทะเยอทะยานที่เพิ่มเข้ามาแล้ว ร่างกายก็ดูสมส่วนและผิวกร้านแดดขึ้นเล็กน้อย
“สวัสดีครับนายน้อยเฉียวคุนมารายงานตัวครับ” เฉียวคุนที่อยู่ในชุดสูทสีดำโค้งศรีษะลงโดยไม่สนใจสายตาของนักศึกษารอบข้างเลยสักนิด
หวังเฟิงได้แต่ส่ายศรีษะเดินเข้าไปตบไหล่เฉียวคุนพร้อมกล่าวว่า “ไป ฉันจะพานายไปหาของอร่อยกินกัน”
ร้านอาหารรอบบริเวณมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็ร้านที่ราคาไม่สูงมากรสชาติก็ไม่ถือว่าแย่ แต่ที่ดีคือด้านในมีการตกแต่งอย่างดีบางร้านยังมีห้องส่วนตัวด้วย ร้านที่หวังเฟิงพาเฉียวคุนมาก็เป็ร้านหนึ่งที่มีห้องส่วนตัว เหมาะกับการพูดคุยที่ไม่้าถูกสิ่งภายนอกรบกวน
“บอกตามตรงนะส่วนใหญ่ฉันใช้ชีวิตอยู่รั้วมหาวิทยาลัย การมีนายคอยประกบอยู่ใกล้ ๆคงไม่เหมาะเท่าไหร่”
ก่อนมาที่นี้เฉียวคุนเองก็คิดถึงปัญหานี้เหมือนกันเพียงแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะหาทางออกนี้ยังไง เพราะหน้าที่ผู้ติดตามอย่างเขาคือต้องคอยอยู่ใกล้ ๆ นายน้อยเข้าไว้
“เอาแบบนี้นายลองไปคิดดูว่าอยากเรียนต่อด้านไหน คิดแล้วก็ให้แจ้งไปทางหัวหน้าของนายเดี๋ยวเขาจะจัดการให้เอง ส่วนถ้าเวลาไหนฉันต้องออกไปข้างนอกฉันจะโทรบอกล่วงหน้าแล้วกัน อ้อ แต่ถ้าติดเรียนที่สำคัญก็ไม่ต้องมาฉันดูแลตัวเองได้”
เฉียวคุนรีบลุกขึ้นจากโต๊ะโค้งคำนับหวังเฟิง “ขอบคุณครับ นายน้อย”
หวังเฟิงเห็นแล้วก็ถอนหายใจ“อีกเื่ อยู่ต่อหน้าฉันไม่ต้องมากพิธีแบบนี้ ทำงานให้ดีก็พอ กินเถอะเดี๋ยวอาหารบนโต๊ะจะไม่อร่อย”
มื้อนี้ถึงทั้งสองคนจะกินกันแบบเกร็งๆ อยู่บ้างใน่แรก แต่เมื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันบรรยากาศการพูดคุยก็เริ่มดีขึ้น เมื่อออกจากร้านอาหาร เฉียวคุนก็เดินทางกลับส่วนหวังเฟิงก็กลับมหาวิทยาลัยเพียงแต่เดินไปไม่ถึงครึ่งทางก็มีสายเรียกของรุ่นพี่จินเต๋อเข้ามารั้งตัวไว้
“งานประลองล้างสำนัก?” หวังเฟิงรู้สึกสนใจขึ้นมาคาบเรียนต่อไปไม่ใช่วิชาสำคัญมาก จะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้
“นายอยู่ที่ไหนตอนนี้ฉันจะไปรับ” จินเต๋อที่อยู่ปลายสายถามขึ้น
“รุ่นพี่จิน ผมอยู่แถวร้านอาหารเสฉวนแถวข้างประตูเหนือ”
รอไม่นานรถของจินเต๋อก็มาจอดเทียบริมฟุตบาทแล้ว พอหวังเฟิงขึ้นรถเท่านั้นจินเต๋อก็พูดขึ้นมาทันที ราวกับกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่
“หวังเฟิงนายคิดดูสิ เื่นี้แม่งเกินไปไหม ! ลูกตัวเองไปนอกจากแฟน โดนอัดกลับมาก็สมควรแล้ว แต่นี่อะไร ? ดันไปจ้างให้คนอื่นมาแก้แค้น แค่เื่เล็ก ๆ ทำเป็เื่ใหญ่ไปได้”
“นี่รุ่นพี่พูดถึงใครกัน?” หวังเฟิงสับสนไปหมด
จินเต๋อเพิ่งนึกขึ้นได้รีบโขกศรีษะตัวเอง “ดูสิความจำฉัน คือเื่มันเป็แบบนี้ หลี่ซือฉิง ลูกสาวของเ้าสำนักกิ่งเหมยจับได้ว่าแฟนตัวเองดันคนซ้อนกับผู้หญิงอีกคน เลยเข้าไปอัดแฟนตัวเองจนนอนเข้าโรงพยาบาลได้ยินว่าตอนนี้หัวของหมอนั่นบวมอย่างกับหัวหมู ฮ่า ๆ”
“แล้วยังไงต่อครับ”หวังเฟิงพยายามดึงสติจินเต๋อกลับมา
“ก็นั่นแหล่ะพอพ่อไอ้หมอนั่นมาเจอสภาพลูกตัวเองแบบนี้ ก็เืขึ้นหน้าทุ่มเงินทองจ้างสำนักหมัดวานรส่งสาสน์ท้าประลองล้างสำนัก กับสำนักกิ่งเหมย”
“เ้าสำนักหมัดวานร เก่งมากเหรอ ?” หวังเฟิงอยากรู้ขึ้นมาเพราะต้องรู้ว่าการส่งสาสน์ท้าประลองล้างสำนักแบบนี้ หากฝ่ายตัวเองพ่ายแพ้ขึ้นมาแน่นอนว่าก็ต้องเป็ฝ่ายยุบสำนักเสียเอง
“อันที่จริงเื่นี้มันมีซับซ้อนกว่าที่เห็นนิดหน่อยสองสำนักนี้เป็ไม้เบื่อไม้เมากันมานานแล้ว ฝีมือของเ้าสำนักทั้งสองก็พอ ๆ กันเพียงแต่ไม่กี่เดือนก่อน เถียนจื่อ เ้าสำนักหมัดวานรทะลวงขั้นได้พอมีเื่นี้ขึ้นมาก็สบโอกาสเหมาะจัดการกับสำนักกิ่งเหมยพอดี”
“เป็แบบนี้นี่เองแล้วเื่นี้เกี่ยวอะไรกับเราด้วยล่ะ ?”ทีแรกหวังเฟิงก็สนใจ แต่พอรู้ระดับฝีมือของเ้าสำนักทั้งสอง รวมถึงเบื้องลึกเื้ัแบบนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมา
จินเต๋อหักเลี้ยวพวงมาลัยพร้อมเร่งเครื่องขึ้น “พ่อของฉันมีการคบหากับเ้าสำนักกิ่งเหมยอยู่บ้าง สำนักหมัดเหล็กเลยต้องอยู่เป็พยานด้วยเื่ราวจะได้ควบคุมได้ ไม่บานปลาย”
ขับรถต่อมาอีกเกือบยี่สิบนาทีทั้งสองคนก็มาถึงลานจอดรถบริเวณหน้าสำนักกิ่งเหมย พอเดินเข้าไปด้านใน ที่ลานฝึกวิชาด้านหน้าเกือบทุกสำนักจะมีลานหินยกสูงเป็ลานที่เอาไว้สอนศิษย์ และเป็ลานที่เอาไว้ประลองวิชากันอยู่แล้ว
บนลานประลองตอนนี้มีคนสวมชุดฝึกยุทธ์สีขาวแต่งแต้มด้วยใบเหมย กำลังต่อสู้กับใส่ชุดผู้ฝึกยุทธ์สีดำ ขอบชายเสื้อขลิบสีขาวฝีมือของทั้งคู่ดูสูสีกันอย่างมาก
จินเต๋อที่มาถึง ละความสนใจจากลานประลอง รีบกวาดสายตาหาพ่อของตน ก็เห็นว่าที่มุมทางเข้าสำนักส่วนในพ่อของตนกำลังยืนอยู่ด้านข้างเ้าสำนักกิ่งเหมย
“พ่อ”
จินเจ๋อหันไปเห็นลูกชายของตนเดินมาพร้อมกับหวังเฟิง ใบหน้าที่เคร่งขึมก็ผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง “มายืนตรงนี้สิ”
“สวัสดีครับลุงเจ๋อ”หวังเฟิงทักทาย
จินเจ๋อก้าวเข้ามาดันหลังหวังเฟิงไปด้านหน้าพร้อมแนะนำ“รู้จักไว้สิ นี่คือหลี่ห่าว เป็เ้าสำนักกิ่งเหมย”
“สวัสดีครับลุงหลี่”หวังเฟิงโค้งศรีษะลง พร้อมป้องมือทำท่าคารวะแบบชาวยุทธ์
หลี่ห่าวถึงจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนักแต่ยังคงสุขุม รีบคารวะตอบ พร้อมถามขึ้น “เด็กคนนี้คือ?”
“เขาชื่อหวังเฟิงฝีมือของเขาแม้แต่ผู้าุโฉินยังสนใจ”
ได้ยินแบบนี้หลี่ห่าวก็ให้ความสนใจหวังเฟิงมากกว่าเดิม “เชิญ ๆ ขายหน้าคนรุ่นหลังแล้วไว้เื่วันนี้จบลง ไม่ว่าผลจะเป็ยังไง จะเลี้ยงต้อนรับทุกคนสักมื้อ”
หวังเฟิงจะพูดอะไรได้จึงได้แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง พอลองมองกลับไปบนเวทีตอนนี้ผลลัพธ์ของการประลองออกมาแล้ว นั่นคือเสมอ ! ทั้งสองคนต่างสภาพสะบักสบอมด้วยกันทั้งคู่ ต้องให้คนของฝั่งตัวเองหามลงจากเวทีไป
“สมแล้วที่เป็สำนักกิ่งเหมย เราเลิกส่งเหล่าศิษย์มาเจ็บตัวเถอะ เ้าสำนักกิ่งเหมยท่านเห็นด้วยไหม ?” เสียงะโดังขึ้นจากอีกฝั่งของลานหินไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเ้าของเสียงก็คือ เถียนจื่อ เ้าสำนักหมัดวานรนั่นเอง
“ใช่แล้วอย่าให้คนอื่นเจ็บตัวเลย”
“สู้!”
“สู้!”
“สู้!”
เสียงเชียร์ และโห่ร้องดังขึ้นทั่วทั้งลานหินเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นเป็คนที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับสำนักหมัดวานรซึ่งนี่ก็เป็เื่ที่เข้าใจได้ เพราะหลังจากเถียนจื่อ ฝึกสำเร็จไปอีกขั้น ในถิ่นนี้ก็ถือว่ามีสำนักหมัดวานรเป็ผู้นำแล้ว
หลี่ห่าวสูดลมหายใจเข้ารวบรวมสติ ะโลอยตัวขึ้นไปบนลานหินอย่างกล้าหาญ เขาไม่พูดมากความ เพียบตอบกลับไปว่า“เชิญ !”