ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนแต่รู้สึกได้ว่านอนเต็มอิ่มแบบสุดๆ ร่างกายเบาสบายคล้ายกับว่าเมื่อคืน ผ่านการเข้าคอร์สนวดผ่อนคลายอย่างเต็มระบบ
ความจริงอยากนอนต่ออีกสักนิด เพราะวันนี้ไม่มีโปรแกรมต้องไปทำอะไรที่ไหนแต่ที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะหูดันไปได้ยินเสียงน้ำตกกระทบพื้นดังแว่วมาไม่ใกล้ไม่ไกล
ฉันเข้าใจว่าใครบางคนกำลังชำระล้างร่างกายอยู่ในห้องน้ำและคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากน้ำเหนือ เพราะบางทีเธอก็มีดื่มจนฟิวส์ขาดและต้องอาศัยห้องพักของโรงแรมซุกหัวนอนด้วยกันกับฉัน
ฉันยันกายลุกขึ้นนั่งยกแขนขึ้นบิดไปมาไล่ความี้เี ลืมตากวาดมองไปรอบๆ กายพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ดูไม่คุ้นเคย
โรงแรมประจำที่มักเปิดนอนกันมันไม่ได้หรูหราขนาดนี้ไม่ใช่ว่าฉันใช้บริการห้องพักเกรดต่ำอะไรหรอกนะ ก็สี่ถึงห้าดาวสมฐานะนั่นแหละแต่ห้องนี้มันดูเว่อร์วังเกินไปมากต่างหาก หรือเมื่อคืนฉันเมาจนขาดสติทำอะไรโง่ๆอย่างการใช้เงินหลักแสนเปิดโรงแรมนอนให้สร่างเมาแค่คืนเดียว
ผ้าม่านสีดำผืนหนายาวจากเพดานระพอดีกับพื้นความสามารถของมันน่าจะกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ได้เป็อย่างดี เพราะแสงแดดภายนอกไม่อาจส่องผ่านทะลุเข้ามาได้มีเพียงบางส่วนที่หลุดลอดจากรอยต่อซึ่งคล้ายกับว่าเปิดแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฉันไล่สายตาไปเรื่อยๆ ในส่วนที่พอจะมองเห็นเพราะในห้องค่อนข้างมืด จนไปสะดุดเข้ากับบางสิ่งบนโต๊ะข้างผนัง เมื่อเพ่งพินิจดีๆ มันคือเดรสที่ฉันสวมใส่ออกจากบ้านมาเมื่อคืนนี้และมันควรจะอยู่บนร่างกายไม่ใช่ตรงนั้น ฉันรีบก้มลงสำรวจตัวเองด้วยความใไม่ใช่แค่ชุดตัวนอกที่ถูกถอดออก ทว่าชั้นในและแพนตี้ตัวจิ๋วก็ไม่ได้สถิตอยู่ที่เดิมเช่นกัน
เกิดความประหลาดใจขึ้น ปกติเมามายแค่ไหนฉันไม่เคยถอดเสื้อผ้าตัวเองออกสักครั้งอย่างมากสภาพมันอาจจะยับยู่ยี่และดูไม่เหมือนเดิมแต่ไม่เคยหลุดออกจากร่างกายฉันแบบครั้งนี้
เสียงน้ำจากฝักบัวเงียบลงแล้ว คนด้านในคงทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยตั้งใจเมื่อน้ำเหนือก้าวขาออกมา ฉันจะยิงคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังสงสัยทันที
ทว่าเวลาผ่านไปร่วมสามนาที บานประตูห้องน้ำยังคงปิดสนิทและไร้วี่แววว่าจะถูกเปิดออกในเร็วๆ นี้ ด้วยความร้อนใจเกินกว่าจะนั่งรอได้ฉันจึงคว้าผ้านวมผืนหนาพันรอบกาย และลุกลงจากเตียงตรงไปยังหน้าประตูห้องน้ำ ยกมือขึ้นตั้งท่าจะเคาะส่งสัญญาณแต่ยังไม่ทันจะได้ัักับผิวไม้โอ๊ค คนด้านในกลับดึงประตูเปิดออกเสียก่อน
“…!”
ร่างกายฉันชาวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายนิ้วเท้ามือยังคงยกค้างในท่าเตรียมเคาะ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงจังหวะหัวใจกระหน่ำเต้นอย่างรุนแรง เพราะคนที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาและกำลังยืนประจันหน้ากับฉันอยู่ไม่ใช่น้ำเหนืออย่างที่คิดเอาไว้
แต่เป็ใครก็ไม่รู้!!
ด้วยความที่ภายในห้องนอนปิดไฟทั้งหมดมีเพียงแสงสว่างจากแสงแดดซึ่งลอดผ่านร่องผ้าม่านสลัวๆ และไฟสีส้มอ่อนจากห้องน้ำตกกระทบร่างสูงตระหง่านจนเกิดเงาดำทะมึน
สถานการณ์ในตอนนี้ช่างรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ฉันมองเห็นใบหน้าคนตรงหน้าได้ไม่ชัดแต่เท่าที่สังเกตได้จากสรีระร่างกาย พันเปอร์เซ็นต์ว่าบุคคลปริศนานี้ไม่ใช่ผู้หญิง
“กรี๊ด!!”
ฉันแผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกระคนใสุดขีดพร้อมถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชิดกับกระจก การเมามายและตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่กับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มันเป็เื่ที่ฉันรู้สึกหวาดกลัวมาก คล้ายว่าเหตุการณ์ตอนนี้ มันกำลังจะซ้ำรอยกับเมื่อสามเดือนที่แล้วที่ฉันสร่างเมาและตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมีซัมติงกับคนแปลกหน้า
แม้ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกเคยผ่านประสบการณ์เื่บนเตียงกับเพศตรงข้ามมาบ้างประปรายแต่นั่นมันกับคนที่รู้จักหรือพึงพอใจไม่ใช่ผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า
แค่ซื้อโฮสต์กินฉันยังกลัวพวกเพื่อนทรพีจะรู้ แล้วนี่ฉันไปเอาตัวผู้ที่ไหนมาบำเรอความใคร่ของตัวเองอีกเนี่ยตกต่ำถึงขั้นคว้าไม่เลือกหน้าแล้วเหรอ ก็ไม่ได้ขัดสนอะไรสักหน่อย เมื่อคืนฉันคิดอะไรอยู่กันแน่นะ
ตาย ตาย ตาย แล้วได้มีการป้องกันไหมนะปกติฉันจะเตรียมใส่กระเป๋าติดตัวเอาไว้ตลอดยามฉุกเฉินถูกใจใครจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหาซื้อ แต่่นี้ฉันให้ความสนใจกับการดื่มกินมากกว่าและไม่ค่อยมีความรู้สึก้าเื่อย่างว่าเท่าไหร่ สิ่งของพวกนั้นเมื่อหมดไปจึงไม่ได้ถูกเติมเข้ากระเป๋า
คงทำได้แค่ภาวนาในใจ ขอให้คู่นอนแปลกหน้าคนนี้เซฟตัวเองก็แล้วกันเื่ตั้งครรภ์ฉันจัดยาคุมฉุกเฉินตามหลังได้ แต่ที่ห่วงคือเื่ความสะอาดต่างหากมีโรคอะไรติดมาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
ขณะกำลังช็อก เครียด และกังวลไปต่างๆ นานาร่างสูงตระหง่านค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้ามาหาใกล้มากขึ้น ตัวฉันแทรกเข้าไปอยู่ระหว่างรอยแยกของผ้าม่านจนแผ่นหลังพิงแนบไปกับความเรียบของผิวกระจก ััได้ถึงความเย็นเฉียบจนเผลอสะดุ้ง
เมื่อเกิดช่องว่างให้แสงส่องผ่านเข้ามามากขึ้นภายในห้องจึงเริ่มสว่างจนมองเห็นอะไรต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าเดิม และฉันต้องรู้สึกใหนักเข้าไปอีกเมื่อได้เห็นหน้าผู้ชายที่ร่วมหลับนอนกันมาหมาดๆ เมื่อคืนนี้จนเผลอหลุดอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
“คุณ...”
“อรุณสวัสดิ์”
คนที่ฉันเคยมีความคิดว่าเขาคือผี บัดนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าด้วยกายเนื้อที่ััและแตะต้องได้เพราะเขาเพิ่งจะใช้นิ้วเรียวยาวของตัวเอง เกลี่ยไล้พวงแก้มฉันเบาๆพร้อมเอ่ยคำทักทาย
เราทั้งคู่สบตากันนิ่ง ให้อารมณ์เหมือนฉันกำลังยืนจ้องหุบเหวลึกซึ่งมีแต่ความดำมืดว่างเปล่า และหนาวเย็น ไม่มีความรู้สึกใดๆ ในแววตาคู่นั้น ทั้งๆที่บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มเล็กๆ ประดับอยู่บริเวณมุมปาก
เมื่อเลื่อนจุดมองต่ำลงมาอีกนิดเป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดผู้ชายคนนี้ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี คงผ่านการออกกำลังกายสม่ำเสมอวันละหลายชั่วโมงเพราะร่างกายส่วนที่ไม่มีอะไรปกปิด เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเรียงเป็ลอนอย่างสวยงามแทบไม่มีเส้นขนขึ้นให้รู้สึกหงุดหงิดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็บริเวณหน้าอก หรือตรงแถวหน้าท้องใกล้กับปมผ้าขนหนู
ส่วนสูงน่าจะราวๆ ร้อยเก้าสิบกลางๆสังเกตได้จากระยะห่างที่มีมากกว่าเกือบหนึ่งฟุต ผู้หญิงสูงโปร่งหุ่นดีอย่างฉันกลายเป็สาวตัวเล็กตัวน้อยเมื่อยืนใกล้เขา
อาการประหม่าหวั่นเกรงทุกครั้งที่เจอกันตอนนี้ยังคงมีอยู่มันเกิดขึ้นมาเองเพียงได้สบกับดวงตาคมคู่นั้นทว่าครั้งนี้มันกลับมีความรู้สึกอื่นเพิ่มขึ้นมาด้วย
ไม่รู้จะเรียกว่าภูมิใจ ดีใจหรือนิยามคำไหนให้กับความรู้สึกนี้ดี ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันแต่ละคน บอกได้คำเดียวว่าเทียบเขาไม่ติดคนละเกรดกันเลยก็ว่าได้
ยอมรับจากใจจริงว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดีแบบเหลือกินเหลือใช้พ่อแม่เขาให้มาเยอะจนเกินไป ขนาดมองไกลๆ ออร่าความดูดียังแยงตา คิดสภาพฉันในตอนนี้สิรับชมระยะประชิดติดขอบจอ ตาไม่บอดก็บุญเท่าไหร่แล้ว
“ผมรู้ว่าตัวเองหล่อแต่ไม่จำเป็ต้องแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ก็ได้มั้ง”
ขณะกำลังเพลิดเพลินกับการมองสำรวจไปตามส่วนต่างๆของร่างกายอันสมบูรณ์แบบ เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์น่าฟังได้ดังขึ้นดึงสติที่กำลังเลื่อนลอยของฉันให้กลับคืน
“ห๊ะ?”
หูฉันอื้อไม่ต่างจากดวงตาที่พร่าเบลอจับโฟกัสได้แต่เขาขณะรอบๆ เลือนรางไปหมด จึงได้ยินไม่ชัดว่าเมื่อครู่คนตรงหน้าพูดว่าอะไร
“คุณมองผมตาเยิ้มขนาดนั้น เก็บอาการหน่อยดีไหม?”
ริมฝีปากหยักยกยิ้มคล้ายตลกขบขันทว่าสีหน้าและแววตากลับเ็าเรียบเฉย
ประโยคคล้ายตำหนิทางอ้อมทำเอาฉันสะอึกจึงกระแอมเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนท่าทีที่เผลอตัวแสดงออกไป เสมองไปทางอื่นแต่ก็แอบชำเลืองหางตาแลเขาอยู่เป็ระยะ
“คุณเป็ใคร?”
ใช่ นี่คือประโยคที่ฉันควรถามั้แ่ยืนประจันกันที่หน้าห้องน้ำแล้วไม่ใช่เล้าโลมเขาด้วยสายตาเกือบสิบนาทีแล้วค่อยเอ่ยมันออกมา
“เจอกันมากกว่า 1 ครั้ง แถมมีสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยกันอีกตั้ง1 คืน ประโยคนี้คุณไม่ควรยกขึ้นมาถามผมนะ นิทาน”
ฉันหันขวับกลับมาจ้องหน้าเขาตรงๆ อีกครั้งแววตาที่ใช้มองคู่สนทนาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เขารู้ชื่อฉันได้ยังไง?
เราเคยรู้จักกันมาก่อนงั้นเหรอ?
“คุณเป็ใครกันแน่ แล้วรู้จักฉันได้ยังไง?”
ความสูงที่ต่างกันมากทำให้ฉันต้องแหงนหน้าคุยแอบรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณคอเล็กน้อย แต่ไม่เป็อุปสรรคกับการซักไซ้หาคำตอบ
ผู้ชายคนนี้เป็สตอล์คเกอร์หรือเปล่าเขาชื่นชอบฉันมากจนแอบสืบประวัติและติดตามเฝ้าดูแน่ๆหรือไม่งั้นก็คงถูกกลุ่มคนที่ไม่ชอบขี้หน้าฉันส่งมา
อย่างไรวันนี้ ตอนนี้ นาทีนี้ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็ใคร!
“อยากรู้เหรอ?”
ท่าทางหัวเสียไม่ได้ดั่งใจที่ฉันแสดงออก คงทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจอยู่พอสมควรเพราะเขาเอาแต่ปั่นประสาทและยั่วโทสะไม่ยอมเลิก
“แน่นอนสิฉันไม่นิยมนอนกับคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า อย่างน้อยๆ ได้กันแล้วช่วยบอกชื่อแซ่หน่อยจะเป็ไรไป”
คิ้วเข้มได้รูปยกสูงขึ้นข้างหนึ่งคล้ายกำลังชั่งใจบางอย่างก่อนกล่าวประโยคที่ทำเอาฉันอ้าปากค้างด้วยความไม่เข้าใจ
“อยากรู้จักมากก็มาเจอกันที่นี่ทุกคืนครบอาทิตย์คุณจะได้รู้เองว่าผมเป็ใคร”