บทที่ 8 แกล้งทำเป็ไม่รู้
เสิ่นจืออินถือรายการอยู่ในมือและเริ่มพูดออกมาตามลำดับด้วยเสียงเล็ก ๆ ทั้งหมดเป็สมุนไพรจีน นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์บางอย่าง
“เธอซื้อมันทำไม?”
เสิ่นจืออินตอบกลับอย่างซื่อ ๆ “ฉัน้าปรุงยา”
เสิ่นมู่เหยี่ย “...”
จบแล้ว เขากลัวว่าคุณย่าตัวน้อยของเขาคงโตมาในสภาพของลัทธิแปลก ๆ
เสิ่นจืออินตบที่หน้าอกน้อย ๆ ของเธอเพื่อรับประกัน “ไม่ต้องห่วง ฉันจะคืนเงินให้ ไม่มีเงินไม่มีนมกิน!”
เสิ่นมู่เหยี่ยจ้องเธอ “ปรุงยาอะไร ไม่รู้เหรอว่าจักรพรรดิที่หลงเสน่ห์ยาเสพติดในประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นสุดท้ายก็ตายเร็ว? อายุแค่นี้ทำไมต้องเชื่อถือเื่ไสยศาสตร์แบบนี้?”
เสิ่นจืออินพองแก้ม เธอในร่างเด็กคนนี้มีสิ่งหนึ่งที่พิเศษคือ ถ้าปิดปากแน่น ๆ แก้มจะพองขึ้นเหมือนซาลาเปานุ่ม ๆ
“เธออย่ามาว่าฉันสิ ฉันมีศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างถูกต้อง”
“เด็กแบบเธอจะไปมีศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างถูกต้องได้ยังไง โดนหลอกแล้วยังโง่ให้เงินเขาอีก”
“ถ้าเธอไม่ให้ฉันยืม ฉันก็จะไปหายืมคนอื่น”
ไม่ให้ยืมก็ไม่ให้ยืม! ถ้าเธอไม่ใช่เด็กตัวแค่นี้ ป่านนี้เธอคงไปตั้งร้านดูดวงใต้สะพานแล้ว
การเป็หมอดูนี่ทำเงินได้ดีเชียวนะ
พอเห็นเ้าตัวเล็กงอนเข้าจริง ๆ เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้แต่จิ๊ปาก
“ตัวแค่นี้ ใจใหญ่จัง แถมยังห้ามไม่ให้พูดอีก ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้ยืมสักหน่อย”
วินาทีต่อมา ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินก็เป็ประกาย
“หลายชายใจดีที่สุดเลย~”
น้ำเสียงหวาน ๆ ของเธอ ทำเอาเสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกสดชื่นเหมือนได้ดื่มน้ำผึ้งใส่น้ำแข็ง
เอาเถอะ ซื้อก็ซื้อ เดี๋ยวเขาคอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็แล้วกัน
หลังจากได้เงินสนับสนุนจากหลานชาย คราวนี้เสิ่นจืออินก็ซื้อสมุนไพรที่้าได้ครบแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอจัดการแยกประเภทสมุนไพรทั้งหมดอย่างขะมักเขม้น
“หลานชาย ราตรีสวัสดิ์นะ”
พอถึงเวลาเข้านอน เธอก็กลับเข้าห้องของตัวเอง ส่วนพ่อบ้านเดินเข้ามารายงานเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เสิ่นมู่เหยี่ยฟัง
ยิ่งฟังไปเรื่อย ๆ สีหน้าของเสิ่นมู่เหยี่ยก็ยิ่งดูแย่ลง
“ตระกูลหวังงั้นเหรอ เหอะ…”
หนุ่มน้อยรำพึงพร้อมกับแสยะยิ้มเ็า
ปกติแล้วเขาไม่ค่อยใส่ใจเื่อะไรมากนัก แต่เื่ปกป้องคนของเขานั้นถือเป็ข้อยกเว้น
ถึงแม้ว่าเสิ่นจืออินจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่ลำดับญาติของเธอในตระกูลก็ถือว่าเป็ถึงระดับคุณย่า แม้ว่าจะเพิ่งมาอยู่ด้วยกันได้ไม่กี่วัน ความผูกพันอาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็นับว่าเป็คนของตระกูลเสิ่นแล้ว เมื่อรู้ว่าเธอถูกกลั่นแกล้ง เสิ่นมู่เหยี่ยไม่มีทางอยู่เฉยแน่ ๆ
เขาเป็แค่เด็กมัธยมปลาย คงไม่สามารถทำให้ตระกูลหวังล่มสลายได้หรอก แต่การสั่งให้คนไปสร้างความวุ่นวายให้ตระกูลหวัง หรือทำให้จ้าวอี้และตระกูลหวังเดือดร้อนนั้นไม่ใช่เื่ยาก
ทันใดนั้น ตระกูลหวังที่กำลังเผชิญกับเื่โชคร้ายอยู่แล้ว ก็ต้องพบกับเื่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
หวังคัง หัวหน้าครอบครัวที่กำลังปวดหัวกับปัญหาสารพัด ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้นไปอีกเมื่อไม่สามารถสืบหาต้นตอของเื่ราววุ่นวายได้ สุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการหัวร้อนจนกระอักเื
ในวันหนึ่ง ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังเดินเล่น เธอก็ได้ยินเื่ราวของตระกูลหวังจากตาหลานคู่นั้นเข้า
เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “ฉันบอกแล้วไง ว่าพวกเขาจะต้องล้มละลาย”
คุณตาที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกขอบคุณเธอเป็อย่างมาก จึงเอ่ยคำชมเชยออกมาสองสามประโยค
เมื่อคนชั่วได้รับผลกรรม เสิ่นจืออินก็รู้สึกดีใจจนเผลอยกนิ้วขึ้นมาคำนวณดู
อะไรกันเนี่ย! ที่แท้ต้นเหตุที่ทำให้ตระกูลหวังล้มละลายเป็เพราะตัวเธอเองนี่นา!
อ๊ะ ไม่นะ เธอไม่ได้ตั้งใจทำให้พวกเขาต้องล้มละลายสักหน่อย แกล้งทำเป็ไม่ได้คำนวณก็แล้วกัน
์อย่าเพิ่งเอาความผิดทั้งหมดมาลงที่เธอเลยนะ
ไปซื้อของขวัญให้หลานชายดีกว่า มีความสุขจัง~
แต่ว่าเงินหมดแล้ว คงต้องวาดยันต์ให้หลานชายหลาย ๆ ใบแทนแล้วล่ะ
วันเสาร์อาทิตย์นี้ นอกจากวาดยันต์แล้ว เธอก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ
เธอให้พ่อบ้านช่วยปรับปรุงระเบียงห้อง จากนั้นก็ลากเสิ่นมู่เหยี่ยมาขุดดินด้วยกันอย่างขะมักเขม้น
จอบเล็ก ๆ ในมือ ถูกเธอแกว่งเล่นไปมาจนดูเหมือนพู่กัน
เสิ่นมู่เหยี่ยมองเธอด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก เขาคงบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่มายอมเล่นดินกับเ้าเด็กนี่
“หลานชาย เร็วหน่อย เอาดินพวกนี้ไปไว้ที่ระเบียงกันเถอะ”
เขาเหลือบมองเธอ “ฉันถามหน่อยเถอะ เธอจะลงทุนลงแรงไปถึงไหน ปลูกตรงนี้ก็ไม่ได้ต่างกันสักหน่อย ทำไมต้องลำบากยกไปปลูกบนระเบียงด้วย”
“บางต้นชอบร่มเงา ไม่ควรปลูกตรงนี้ ปลูกในระเบียงจะดูแลง่ายกว่า”
ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังพูด เธอก็ยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยดินขึ้นมาอย่างง่ายดาย ทำเอาเสิ่นมู่เหยี่ยใแทบแย่
“เฮ้ย วางลงเดี๋ยวนี้นะ”
เขากลัวว่าเธอจะรับน้ำหนักไม่ไหว จึงรีบเข้าไปช่วยยกกระถางต้นไม้นั้นลงวางบนพื้น
“ปล่อยเถอะ เดี๋ยวฉันทำเอง เธอจะหาเื่ตายรึไง”
เสิ่นจืออินเขย่ากระถางในอ้อมแขนเบา ๆ แล้วพูดว่า “ฉันยกไหวหน่า หลานชายหลบไปเลย”
เสิ่นมู่เหยี่ยบ่นอุบอิบขณะขนดินขึ้นไป “ขอโทษนะ แต่ถ้าพ่อฉันรู้เข้า คงคิดว่าฉันรังแกเธอแน่ ๆ หลบไปเลยนะ อย่ายุ่ง”
ดินพวกนี้มันหนักจริง ๆ หลังจากขนดินขึ้นมาได้ถังเดียว เขาก็รู้สึกว่าแขนตัวเองแทบจะหลุด
เขานี่มันโง่จริง ๆ ทำไมถึงต้องลงมือขนดินเองด้วยนะ
“พวกบอดี้การ์ดที่บ้านกินเงินฉันไปเปล่า ๆ หรือไง?”
เสิ่นมู่เหยี่ยเรียกคนทันที
ไม่นานระเบียงห้องของเสิ่นจืออินก็ถูกซ่อมเสร็จเรียบร้อยโดยเหล่าบอดี้การ์ด
เสิ่นจืออินเริ่มขนหินและต้นไม้ดอกไม้ขึ้นไปบนระเบียงอย่างขะมักเขม้น เธอจะมาสร้างค่ายกลตรงนี้
ต้นไม้ดอกไม้พวกนี้เพิ่งซื้อมาสด ๆ ร้อน ๆ เธอจะจัดวางพวกมันเพื่อสร้างค่ายกลรวมพลังิญญา เพื่อให้การบ่มเพาะพลังของเธอเร็วขึ้น และเมล็ดพันธุ์ก็จะงอกเร็วขึ้นด้วย
เวลาพักผ่อนสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นมู่เหยี่ยต้องไปโรงเรียนแล้ว
“ยันต์คุ้มภัยสองแผ่น ยันต์ปัดเป่าสามแผ่น ยันต์สงบจิตใจสามแผ่น ยันต์วายุสามแผ่น”
เธอส่งยันต์ที่วาดในสองวันที่ผ่านมาให้เสิ่นมู่เหยี่ย
“เก็บไว้ดี ๆ เวลาจะใช้ก็แค่หยิบออกมาติดตัวไว้ก็พอ”
เ้าตัวน้อยกอดขวดนมที่เพิ่งอุ่นเสร็จแล้วดูดอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าเปลี่ยนขวดนมใบอื่นให้ เธอไม่ยอมแน่ ๆ เพราะขวดนมใบนี้ เธออุตส่าห์ค้นหาส่วนผสมอยู่นานเพื่อเอามาทำ แม้จะดูเล็กน่ารัก แต่จุนมได้เยอะมาก
เสิ่นมู่เหยี่ยหมดคำจะพูด
เขาเบ้ปากใส่เธอทันที
“ยันต์นี่เธอซื้อแบบยกโหลมาใช่ไหม”
“พูดบ้า ๆ นี่ฉันวาดเองทีละขีด ๆ เลยนะ!”
เสิ่นจืออินจ้องมองเสิ่นมู่เหยี่ยเก็บยันต์ลงกระเป๋าจนหมด ถึงได้พยักหน้าอย่างพอใจ
ถึงเขาจะปากแข็งไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็หลานที่เชื่อฟังคนหนึ่งล่ะนะ
“ฉันไปแล้วนะ มีอะไรก็โทรหาหรือส่งข้อความมา ฉันเอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย”
สองสามวันมานี้ เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวกับพวกเพื่อน ๆ เลย เพราะต้องมาคอยรับใช้คุณย่าคนนี้ รู้สึกเสียเวลาจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เสิ่นมู่เหยี่ยจากไป เสิ่นจืออินก็สะพายเป้ใบเล็กออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง
ขวดนมถูกเติมนมจนเต็มแล้ว เพียงพอให้เธอดื่มได้ไปอีกนาน
จากบทเรียนครั้งก่อน คราวนี้พ่อบ้านจึงสั่งให้คนแอบตามไปปกป้องอย่างลับ ๆ
แต่ทว่า...
“นายหญิงหนีพวกเราไปแล้ว หาไม่เจอครับ”
ใครจะไปรู้ พวกเขาเป็ถึงบอดี้การ์ดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ แต่เพิ่งจะออกจากประตูบ้านตระกูลเสิ่นไป คนที่ต้องปกป้องก็หนีหายไปทันที
ทั้งสามคนออกตามหาบริเวณรอบ ๆ อยู่พักหนึ่ง แต่ก็หาตัวเธอไม่เจอ
เด็กสามขวบอย่างเธอ ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน!
ตอนแรกยังคิดว่าภารกิจครั้งนี้ง่ายดายที่สุดแท้ ๆ แต่เพิ่งจะก้าวขาออกจากบ้านก็โดนตบหน้าแบบนี้ ถ้าเล่าออกไปคงจะโดนหัวเราะเยาะแน่!
เมื่อพ่อบ้านได้รับแจ้งเื่นี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก…