แม้พวกกองทัพจะประกาศว่าชิลและซาเนียตายอยู่ภายในอาณาเขตอาณาจักรพิรุณทมิฬแล้ว แต่ลาม่อนก็เชื่อว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่
หลังจากที่ใช้เวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ในการเดินทางกลับอาณาจักรวายุอัสนี ลาม่อนก็ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งพร้อมมอบมันให้กับนกเหมันต์ปีกดำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์เวทคู่สัญญาของเขา
ทันทีนกรูปร่างคล้ายนกพิราบสีแดงแต่มีปีกสีดำได้กระพือปีกขึ้นบินเหนือฟากฟ้าผ่านป่าพันวิญญาณ ตรงไปทางทะเลทรายไร้กำลังข้ามหมู่บ้านชายฝั่งเรือนกระจกเลยออกไปยัง ทะเลอสูรคำราม
.
.
ภายในถ้ำขนาดเล็กแห่งหนึ่งในป่าพฤกษาบงกช ด้านหลังก้อนหินขนาดเล็กที่เรียงกันเป็นรูปวงกลมบนพื้น มีชายหนุ่มในชุดสีเขียวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ
แสงเบาบางจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านปากถ้ำเข้ามากระทบเรือนร่างอันสง่างามที่นั่งสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่เป็นเวลานาน ด้านข้างร่างนั้นมีเศษซากของต้นรากวิญญาณขนาดใหญ่อยู่หนึ่งต้น ที่ตอนนี้มันได้แลดูเหี่ยวเฉาราวกับรากไม้ใหญ่ที่ตายแล้ว
ชั่วอึดใจ สิ่งปฏิกูลมากมายก็ถูกขับออกมาจากรูทวารทั้งเก้า พร้อมกับเหงื่อสีดำที่ไหลออกมาตามรูปขุมขน กล้ามเนื้อตามร่างกายถูกบีบเข้าและคลายออกอยู่เป็นเวลานาน สักพักคลื่นพลังงานสวรรค์ขนาดยักษ์ก็ถูกตีกระจายออกไปรอบข้าง จนทำให้ชั้นหินภายในถ้ำเกิดอาการสั่นไหวเล็กน้อย
นัยน์ตาสีองุ่นค่อยๆลืมขึ้น เผยให้เห็นแสงเจิดจ้าอยู่ภายในดวงตาอันเฉียบคมคู่นั้น มือขวาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีดำถูกสะบัดวาดอักขระบางอย่างไปบนอากาศ ไม่นานอักขระด้านหน้าก็หลอมรวมจนกลายเป็นวงกลมพร้อมกับลอยผ่านร่างในชุดเขียวไป
ประกายระยับที่ราวกับเพชรสีดำลอยล่องไปทั่ว พร้อมกับร่างในชุดเขียวที่ดันตัวลุกขึ้น
“ในที่สุด ก็มาถึงผสานกายขั้นหก”
ชิลยิ้มเล็กน้อยให้กับตัวเอง แม้ระยะเวลาที่ผ่านมา เขาจะไม่ได้ทุ่มให้กับการซึมซับพลังงานสวรรค์ทั้งหมด อย่างไรการตัดผ่านผสานกายขั้นห้าขึ้นไปยังผสานกายขั้นหก ก็ใช้เวลาโดยรวมเพียงสามเดือนกว่าๆเท่านั้น ถึงในช่วงโค้งสุดท้ายจะใช้ต้นรากวิญญาณอายุสามร้อยปีไปก็ตาม แต่ก็ยังเหลือต้นรากวิญญาณอายุสองร้อยปีอีกสองต้น เก้าสิบปีอีกห้าต้น รวมทั้งเม็ดยาขับเคลื่อนและเม็ดยาฝึกฝน
“ดูเหมือนตอนนี้เจ้าจะมีรากฐานฝึกฝนระดับเดียวกับข้าแล้วสินะ”
เสียงซาเนียดังขึ้นจากด้านหน้าปากทางเข้า เมื่อชิลหันไปก็พบว่านางกำลังยืนพิงผนังพร้อมหิ้วศพกระต่ายสายลมอยู่
“อีกแล้วรึ”
ชิลกล่าวพร้อมกลับไปนั่งลงด้านหลังหินขนาดเล็กทั้งสิบก้อน พร้อมโบกมือร่ายอาคมลงไปบนหิน พลันปรากฏเปลวไฟขึ้นด้านหน้า ก่อนจะหลับตาแบมือออกไปทางซาเนียอย่างรู้ทัน
ร่างอันงดงามของซาเนียบิดไปมาเล็กน้อย สักพักจึงเดินนำกระต่ายสายลมไปให้ชิล
ทั้งนี้เป็นเพราะเนื้อกระต่ายสายลมมีความอร่อยมากเป็นพิเศษ แม้ชิลจะออกล่าทุกสัปดาห์เพื่อหาอาหาร และออกกำลังกาย แต่กับซาเนียนั้นไม่ใช่ นางได้ฝึกฝนทักษะอยู่ทุกวัน ทำให้บางครั้งก็จำต้องออกล่าเพื่อขัดเกลาความชำนาญในทักษะนั้นๆ และด้วยการค้นพบว่าเนื้อของกระต่ายสายลมมีความอร่อยเป็นอย่างมาก ทำให้นางเริ่มออกล่าพวกมันทุกวันราวกับคนบ้า
ความจริงเรื่องราวเช่นนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ในคราแรกนางไม่แม้แต่จะตามความเร็วของกระต่ายสายลมได้ทัน จึงทำได้แต่ร้องขอให้ชิลเป็นผู้ลงมือสังหาร อย่างไรเมื่อเร็วๆนี้นางได้แบ่งการตรึงออกเป็นห้าส่วนได้สำเร็จ จนมีความเร็วมากพอที่จะทำการสังหารมันด้วยตนเอง
“เหตุนี้สินะ เจ้าจึงได้เอาแต่ปฏิเสธเรื่องที่จะเข้าร่วมกับวังเมฆาสูญสิ้น”
ซาเนียหรี่ตาเล็กน้อย พลางเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกองไฟด้านหน้าชิล สักพักก็กล่าวต่อ
“อาจารย์ของเจ้าที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้ฝึกฝนรากฐานระดับสูง คงสอนทักษะการฝึกฝนต่างๆไว้ให้หมดแล้ว”
ชิลไม่ได้กล่าวตอบอะไร เขาทำการเรียกมีดสีเขียวขนาดเล็กซึ่งเป็นศาสตราวุธระดับหายากที่เขาไม่ทราบว่าได้มาจากใครออกมา
ใบมีดสีเขียวถูกตวัดไปรอบร่างกระต่ายสายลมจนขนสีเทาของมันหลุดหายไปจนหมด
“เจ้ายังไม่ได้ชำระล้างมัน?”
เมื่อสัมผัสได้ว่ากระต่ายสายลมไร้ขนในมือยังมีไออสูรอยู่จึงเงยหน้าถามซาเนีย
“ข้ารู้สึกว่าการชำระล้างที่มีคุณภาพจะช่วยให้เนื้อของมันมีรสชาติที่ดีขึ้น”
ซาเนียเผยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน แม้ก่อนหน้านี้นางจะยิ้มให้เขาบ่อยครั้งในคราที่ชวนเข้าร่วมวังเมฆาสูญสิ้น อย่างไรรอยยิ้มในตอนนั้นก็ไม่สามารถเทียบได้กับตอนนี้
เห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง นัยน์ตาสีองุ่นก็หรี่ลงอย่างครุ่นคิด หากพูดตามตรงเขาไม่คิดว่าซาเนียจะมีความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์สูงขนาดนี้ น่าแปลกที่นางยังไม่สามารถผ่านไปยังวัฏจักรเคลื่อนย้าย
“ข้าจะทำให้เจ้าดูเป็นครั้งสุดท้าย”
ชิลกล่าวเสียงค่อยพลางลอบถอนหายใจ บางทีก็แอบรู้สึกว่าช่วงนี้เขาจะยอมนางมากเกินไป
คลื่นพลังงานสีขาวถูกส่งเข้าไปในร่างของกระต่ายสายลม ผ่านไปสักพักไอเย็นที่ราวกับควันจางๆก็ลอยออกมาจากปากของมัน
“เจ้าต้องไม่เร่งรีบเกินไปในกระบวนการนี้ สมาธิคือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้การชำระล้างมีคุณภาพ”
ชิลกล่าวพลางปรายตามองซาเนียที่กำลังนั่งนิ่งส่งสัมผัสจิตวิญญาณเข้ามาตรวจสอบภายในตัวกระต่าย
ท่าทางที่ราวกับเด็กหัดเรียนรู้ของนาง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงตัวเองเมื่อยามได้รับการสั่งสอนจากลุงทั้งสามในครั้งอดีต
ไม่นานร่างของกระต่ายสายลมก็ถูกนำไปย่างไฟพร้อมถูกฉีกแบ่งออกไปเป็นสัดส่วน แม้ชิลจะไม่ได้อยากทานอาหารในเวลานี้ อย่างไรเขาก็ต้องขอรับค่าเหนื่อยเสียหน่อย
ผ่านไปได้อีกหลายวัน ตอนนี้เมื่อยามมองไปที่ชิล ซาเนียแทบจะไม่มีความรู้สึกอคติอะไรอยู่เลย กลับกันกลับรู้สึกนับถือเขาอยู่เล็กๆ ราวกับว่ากำลังจ้องมองอาจารย์มากความรู้
แม้ชิลจะอายุน้อยกว่านางประมาณหนึ่งปี อย่างไรทุกคำกล่าวที่ออกมาจากปากเขา ก็ดูราวกับเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือไปเสียหมด
ท้องฟ้าสีครามอ่อนมาพร้อมกับอากาศแจ่มใสในยามเช้า แสงจากดวงอาทิตย์ถูกบดบังไปตามใบไม้บนต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศภายในผืนป่าพฤกษาบงกชตอนนี้ร่มรื่นจนน่าแปลก หากแต่ในพื้นที่โล่งที่มิค่อยร่มรื่นกลับมีร่างในชุดเขียว กับร่างในชุดขาวยืนหันหน้าทิ้งระยะห่างจากกันประมาณสิบเมตร
“เจ้ามั่นใจรึว่าต้องการเช่นนี้”
ชิลกล่าวพลางสะบัดกิ่งไม้ยาวในมือไปด้านข้าง
“การออกล่าสัตว์อสูรภายในป่า มิสามารถช่วยให้ข้ารู้สึกพัฒนาขึ้นได้อีก”
ซาเนียกล่าวพร้อมเคลื่อนพลังงานสวรรค์คลุมรอบกาย นางรู้ว่าชิลแข็งแกร่งขนาดไหน แม้เพียงช่วงที่เขาอยู่ผสานกายขั้นห้าก็สามารถสังหารเอียทิมที่อยู่วัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้นได้ แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เขาอยู่ระดับผสานกายขั้นหกเท่ากับนาง
ความรวดเร็วในการฝึกฝนรากฐานของชิลนับว่าปีศาจยังอาย อย่างไรซาเนียในตอนนี้ก็เริ่มคุ้นชินกับความรู้สึกเหนือมนุษย์ของเขาไปแล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไรมาก เมื่อเห็นเขาทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้
“ต้นรากวิญญาณสองต้นต่อการฝึกซ้อมหนึ่งครั้ง เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่”
ชิลกล่าวเสียงเรียบพลางยิ้มเล็กน้อย
คราแรกที่ได้ยินว่านางต้องการให้เขาเป็นคู่ฝึกซ้อม ก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับคำขอนั้น อย่างไรช่วงที่ผ่านมา หลายครั้งเขาได้กล่าวบอกอะไรกับนางง่ายเกินไป ทำให้ครั้งนี้จึงจำต้องมีสิ่งของแลกเปลี่ยนเสียหน่อย
และสิ่งนั้นก็คือต้นรากวิญญาณ แม้ซาเนียจะมิได้มีต้นรากวิญญาณมากอายุดังเช่นเอียทิม แต่นางก็มีต้นรากวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก โดยต้นรากวิญญาณที่นางครอบครองล้วนมีอายุหกสิบปีทั้งสิ้น
“เริ่มล่ะนะ”
ซาเนียคำรามเสียงแผ่ว พร้อมออกตัวพุ่งไปด้านหน้า
ร่างในชุดผ้าบางสีขาวเลือนหายไปราวกับวิญญาณ นางใช้วิธีการเคลื่อนไหวโดยการแยกตรึงพลังงานสวรรค์ไปที่เท้าเช่นเดียวกับชิล อย่างไรความเร็วของนางในตอนนี้ก็ยังด้อยกว่าอยู่มาก
ปัง!!
ร่างของซาเนียถูกผลักกระเด็นถอยกลับไปยังจุดที่นางจากมา ความรวดเร็วของการโจมตีนี้ ทำให้นางไม่อาจมองตามทันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงไม่รู้ก็พอคาดเดาได้ นัยน์สีน้ำทะเลจ้องมองไปยังกิ่งไม้ยาวในมือชิลที่มีพลังงานสีขาวล้อมรอบอยู่
‘นี่รึคือพลังในการฟาดฟันของเขา’
หากเปลี่ยนเป็นดาบ บางทีร่างของนางอาจแยกเป็นสองส่วนแล้ว
แม้จะมีระดับรากฐานฝึกฝนเท่าเทียมกัน แต่นางกลับรู้สึกถึงความต่างชั้นที่ราวกับระยะห่างระหว่างสวรรค์กับพื้นปฐพี
“เจ้าควรจะประเมินคู่ต่อสู้ของเจ้า ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมอย่างตัวโง่งมเช่นนี้ หลายครั้งที่การเข้าปะทะแบบไม่คิด ทำให้ต้องทิ้งชีวิตลงอย่างไม่รู้ตัว”
ชิลกล่าวเสียงเรียบด้วยท่าทางผ่อนคลาย
แม้จะถูกกล่าวว่าเป็นตัวโง่งม ซาเนียกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองดังเช่นคราแรกที่พบ นี่ทำให้นางแปลกใจเล็กน้อยกับความรู้สึกของตนเอง เป็นไปได้หรือไม่ว่านางในตอนนี้จะเคารพชิลในฐานะผู้อยู่เหนือกว่าไปแล้ว
ทันทีบรรยากาศรอบตัวซาเนียก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่นานคันธนูแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมือคู่งาม
“จู่โจมในระยะไกลนับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว หากแต่ต้องมั่นใจว่าฝ่ายตรงข้ามเจ้าจะไม่สามารถเข้าประชิดตัวได้”
กล่าวจบร่างของชิลก็เลือนหายไปราวกับภูตผี พร้อมไปปรากฏอยู่ด้านหลังซาเนีย
ด้วยความตกใจทำให้ซาเนียดีดตัวทิ้งระยะห่าง พร้อมง้างคันธนูเล็งไปยังด้านหลัง
ความเร็วที่มากกว่าเดิมหลายเท่าของนางทำให้สามารถทิ้งช่วงออกจากชิลได้เล็กน้อย แต่ก่อนที่สายธนูจะถูกดึงจนสุด กิ่งไม้ยาวที่มีพลังงานสีขาวล้อมรอบก็จ่อไปที่คอนางเรียบร้อย
“วันนี้จบเพียงเท่านี้ เจ้าต้องคิดให้ดีก่อนจะมาเสียต้นรากวิญญาณสองต้นในคราวหน้า”
ชิลกล่าวพลางปากิ่งไม้ปักลงพื้น ก่อนจะเดินจากไป
‘ความต่างของเจ้าและข้ามีมากขนาดนี้’
ซาเนียคิดในใจ
ภายในวังเมฆาสูญสิ้นแม้นางจะไม่ถูกจัดว่ามีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งอะไรมากนัก อย่างไรนางก็มั่นใจว่าสามารถเอาชนะผู้รับใช้สวรรค์ในระดับผสานกายขั้นเจ็ดบางคนได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าชิลที่มีระดับรากฐานฝึกฝนเท่าเทียมกัน กลับรู้สึกราวกับว่านางในตอนนี้เป็นได้เพียงเด็กน้อยในสายตาเขา
นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลชโลมไปด้วยร่องรอยความผิดหวัง แต่เพียงไม่นานความผิดหวังก็จางหายพร้อมถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น
‘ก่อนอื่นต้องฝึกจนสามารถเคลื่อนที่โดยไร้การตรึงให้ได้เสียก่อน’
วันเวลาล่วงผ่านไปอีกสามเดือน ณ ตอนนี้ อาณาจักรพิรุณทมิฬได้มีการจัดงานเลี้ยงกันใหญ่โต เนื่องจากป่าพฤกษาบงกชจะถูกเปิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
ตระกูลที่มีชื่อเสียงต่างๆ พร้อมใจกันส่งลูกหลานของตนเข้าไปยังป่าแห่งนี้เพื่อหาประสบการณ์ อย่างไรนอกจากประสบการณ์ในการล่าสัตว์อสูรแล้ว ยังมีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเป็นเดิมพัน
เพราะในทุกปีของการล่า จะมีการจัดอันดับผู้เยาว์ที่สามารถล่าสัตว์อสูรได้มากที่สุด โดยผู้ได้อันดับหนึ่งถึงสิบจะได้รับรางวัลจากผู้นำอาณาจักรตามลำดับความสามารถ
ทั้งนี้ในการเข้าไปในป่าพฤกษาบงกชยังเป็นตัวตัดสินอนาคตของเหล่าผู้เยาว์จำนวนมากอีกด้วย เพราะหากสามารถแสดงพรสวรรค์ที่โดดเด่น การเข้าสถาบันที่มีชื่อเสียงภายในอาณาจักรพิรุณทมิฬก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าคงต้องไปแล้ว ระหว่างที่ข้าไม่อยู่โปรดรักษาสุขภาพด้วย”
เสียงใสของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นด้านหน้าบ้านหลังโทรมในเขตรอบนอกอาณาจักรพิรุณทมิฬ
“รีเซฟ เจ้าจะต้องเชื่อฟังนายน้อยให้สมกับที่ท่านมอบโอกาสให้เข้าใจหรือไม่”
ผู้เป็นพ่อกล่าวพลางนำมือไปลูบหัวเด็กชายตัวน้อย
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ”
รีเซฟยิ้มพร้อมก้มหัวลงสองครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เด็กชายตัวน้อยเดินไปตามท้องถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน ไม่นานก็มาถึงด้านหน้าประตูสีแดงขนาดใหญ่ที่มีรูปมังกรอยู่บานประตูซ้ายและพยัคฆ์อยู่บานประตูขวา
ชั่วครู่บานประตูก็เปิดออก มีคนรับใช้ประมาณสี่คนวิ่งออกมายืนด้านข้างประตูพร้อมก้มหัวลง โดยตรงกลางมีเด็กชายวัยประมาณสิบสี่ปีเดินออกมาอย่างองอาจ
ผมสีดำอ่อนพร้อมกับนัยน์ตาสีบานเย็น รูปร่างที่สมส่วนและผิวพรรณที่สะอาดสะอ้านบ่งบอกถึงลักษณะของเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ด้วยเสื้อคลุมสีทองที่ยาวลงไปจนถึงข้อเท้าทำให้เขายิ่งดูมีรัศมีของความเป็นชนชั้นสูงอย่างมากล้น
“ผู้น้อยคารวะนายน้อยเอ็มบลิน”