เมื่อหลี่อวิ๋นเจียวเริ่มทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว นางจึงเริ่มคิดถึงแผนการชีวิตในขั้นต่อไป โชคดีที่นางเพิ่งดูละครเื่นี้ไปก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามา ดังนั้นนางยังคงจำเื่ราวในละครได้เกือบทั้งหมดแม้จะยังดูไม่จบก็ตามที
“ใครก็ได้สักคน เอากระดาษมาให้ข้าหน่อยสิ เอาหมึกกับที่ฝนหมึกมาด้วยนะ” ว่าแล้วนางก็ส่งกู้เสียวเสี่ยวให้ปี้ถิงอุ้มไปป้อนอาหาร
เมื่อได้ของที่ต้องหลี่อวิ๋นเจียวก็เริ่มลงมือเขียนเนื้อหาในละครเท่าที่นางจดจำได้ โดยใช้วิธีจดเป็ข้อๆ โดยเื่ราวในละครจะเริ่มเมื่อกู้เสียวเสี่ยวอายุ 14 ปี แต่ในวันหน้านางอาจจะต้องกลับไปที่จวนท่านรองแม่ทัพ ดังนั้นต้องมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อน หลี่อวิ๋นเจียวตั้งท่าราวกับกำลังวางแผนออกรบก็ไม่ปาน
แต่อุปสรรคอีกอย่างในการใช้ชีวิตในยุคจีนโบราณก็คือหากจะจดบันทึกก็ต้องใช้พู่กัน ซึ่งค่อนข้างเขียนยาก ไม่สะดวกเหมือนการใช้ปากกาเสียด้วย แถมยังต้องคอยฝนหมึกเรื่อยๆ “หยุดก่อนเถอะอย่าฝนหมึกแบบนั้นเลย”
แม้หลี่อวิ๋นเจียวจะมาจากโลกอนาคตแต่นางก็มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนพู่กันพอตัว มันเป็ความรอบตัวที่ออกสอบตอนสอบเกาเข่าเพื่อแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย
“เ้าลากไปมาน้ำหมึกก็ไม่ออกมาหรอกปี้ถัง เ้าต้องจับแท่งหมึกเป็ตรงๆ แล้วค่อยๆ ฝนเป็วงกลม” หลี่อวิ๋นเจียวกล่าวเตือนปี้ถังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน หลี่อวิ๋นเจียวมีหน้าตาที่ดูสดชื่นขึ้น พวกแก้มทั้งสองข้างของนางเริ่มมีเืฝาด
ปี้ถังมองคุณหนูของนางด้วยความเลื่อมใส ย้อนให้นึกถึงวันวาน ครั้งหนึ่งคุณหนูก็เคยเป็คนที่สดใส ร่าเริง เสียงและท่าทางการพูดของหลี่อวิ๋นเจียวทำให้ปี้ถังปลื้มปริ่มที่คุณหนูกลับมาเป็คนเดิมอีกครั้ง หลังแต่งงานคุณหนูจะเก็บตัวมากขึ้นและไม่สดใสเหมือนเดิม ขนาดตอนที่อยู่บ้านเดิมแม้จะลำบากแต่คุณหนูยังสามารถยิ้มได้หลังจากที่แต่งงานแล้วนั้น…
ปี้ถังมองหลี่อวิ๋นเจียวด้วยสายตาที่เป็ประกาย จนหลี่อวิ๋นเจียวถึงกับทำตัวไม่ถูก
‘แค่สอนฝนหมึกต้องตื้นตันขนาดนั้นเลยหรือไง’
หลี่อวิ๋นเจียวก็นึกขึ้นมาได้ ร่างนี้แต่ก่อนนั้นเงียบขรึม แม้นางจะปฏิบัติกับบ่าวทั้งสองเป็อย่างดีแต่หลังจากหลี่อวิ๋นเจียวแต่งงานกับกู้จือเสวี่ยนั้นเหมือนนางสูญเสียจิติญญาไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าแต่งงานผิดคน เหมือนต้องติดคุกที่ไม่มีวันออก รวมถึงที่นางหนีมาอยู่ที่หรู่หยางก็เพื่อหลบหนีคำครหามากมาย สำหรับหญิงสาวในยุคนี้ ชื่อเสียงสำคัญมาก และสิ่งที่นางต้องพบเจอมันก็มากเกินกว่าเด็กอายุ 15 ปี ในตอนนั้นจะทำใจยอมรับได้
ผู้หญิงเมื่อแต่งงานก็เหมือนเป็คนบ้านสามีไปแล้ว หากแต่หลี่อวิ๋นเจียวคือผู้หญิงที่บ้านสามีไม่้าและบ้านเดิมไม่เหลียวแล ทำให้นางมีแต่ความเครียด กินข้าวไม่ลง ร่างกายผ่ายผอม ยิ่งยามที่เ้าของร่างตั้งครรภ์ นางมีอาการแพ้ท้องหนักมาก หลังคลอดอาการยิ่งเป็หนักขึ้น หลี่อวิ๋นเจียวสามารถรู้สึกได้ถึงความทุกข์ทรมานของเ้าของร่างจนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของนางพอสมควร
เมื่อนึกย้อนไปในอดีตั้แ่เ้าของร่างแต่งงานเข้าบ้านสามี นางไม่เคยได้เบี้ยหวัดรายเดือนเลยแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนรู้ว่ากู้จือเสวี่ยแต่งเ้าสาวผิดคน และละเลยนาง นางจึงถูกทุกคนในจวนเหยียดหยาม รวมไปถึงเงินรายเดือนที่ควรจะมีด้วย
ถึงนางย้ายมาที่หรู่หยาง ก็ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อการเริ่มต้นใหม่ เบี้ยหวัดที่นางจ่ายให้ปี้ถิงและปี้ถังนั้นคือคนละ 400 อีแปะ ขณะที่ตอนที่พวกนางอยู่ที่จวนเดิมพวกนางได้คนล่ะ 800 อีแปะ เรียกได้ว่าตอนนี้หลี่อวิ๋นเจียวขายสมบัติกินแทบจะหมดตัว ด้วยฐานะอย่างนางนั้นถ้าออกตัวทำงานยิ่งจะดูไม่ดี โชคยังดีที่นางยังมีร้านค้าในเมืองหรู่หยางอยู่บ้างแม้จะกำไรไม่ค่อยดี แต่นางคิดว่าในเมื่อนางมาจากอนาคตอาจจะมีลู่ทางใหม่ๆ เพื่อหาเงินและอาจจะทำตามฝันของนางให้จริงก็ได้
หลังหลี่อวิ๋นเจียวเขียนข้อมูลในละครที่นางรู้ทั้งหมดลงในกระดาษ อย่างน้อยก็จะได้เตือนความจำตัวเอง นางไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครอ่านออกอีกด้วยเนื่องจากนางเขียนด้วย อักษรจีนตัวย่อ ย่อมไม่มีใครอ่านออก เพราะอักษรจีนตัวย่อนั้นได้ถูกคิดค้นในภายหลังจากนี้อีกเป็พันปี
เมื่อหลี่อวิ๋นเจียวหายป่วยนางจึงได้เริ่มทานอาหารเหมือนคนปกติหลังทานแต่โจ๊ก แต่นางก็ต้องพบว่าอาหารที่นางทานนั้นมีแต่รสชาติเค็ม เนื่องจากในยุคที่นางทะลุมิติเข้ามายังไม่มีการใส่เครื่องเทศลงไปในอาหารและยังไม่มีพริกอีกด้วย หากจะมีก็น้อยมากและมีราคาแพง
อาหารทุกอย่างใส่เพียงเกลือ ไม่มีเครื่องปรุงอื่นอีกแล้ว ขณะที่กู้เสียวเสี่ยวยังคงทานโจ๊กอยู่ เด็กน้อยเริ่มโตแล้วต้องหาอะไรมาให้เด็กน้อยทานเพิ่ม เด็กกำลังโตแต่สารอาหารที่เด็กน้อยทานกลับไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต นางไม่อยากให้กู้เสียวเสี่ยวตัวเล็กแบบเ้าของร่าง
“พวกเ้าจะไปหานมวัว นมแพะมาจากไหนได้บ้าง” หลี่อวิ๋นเจียวเอ่ยถาม นาง้าให้เด็กน้อยดื่มนม เพราะเมื่อย้อนความทรงจำเด็กน้อยดื่มนมแม่ได้แค่เพียง 3เดือนเท่านั้น เนื่องจากร่างกายที่ไม่แข็งแรงทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำนมออกมาได้ อีกทั้งเงินยังไม่พอจ้างแม่นม แต่หลี่อวิ๋นเจียวก็กัดฟันสู้ยอมขายสินเดิมที่มีอยู่ส่วนหนึ่งจ้างแม่นมให้กู้เสียวเสี่ยวเด็กน้อยอายุได้ 10 เดือนถึงได้เลิกจ้าง
“ปกติถ้าหาซื้อไม่มีหรอกเ้าค่ะ แต่บ่าวเห็นว่าหน้าฝั่งตลาดมีที่เลี้ยงสัตว์อยู่ น่าจะไปขอซื้อมาได้นะเ้าคะ”
หลี่อวิ๋นเจียวพยักหน้า “งั้นไปหาซื้อมาเด็กควรต้องดื่มนมเยอะๆ ” ว่าแล้วหลี่อวิ๋นเจียวก็หยิบผิงกั่ว ที่ปอกเปลือกแล้วขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วให้กู้เสียวเสี่ยวไปกัดเล่น เด็กน้อยเริ่มโตแล้วจะให้กินแต่อาหารอ่อนไม่ได้
แม้อาหารการกินในจวนของนางถือว่าไม่แย่แต่สำหรับหลี่อวิ๋นเจียวนั้นไม่ผ่าน นางจะลองหมักซีอิ๊วดูอย่างน้อยก็พอรู้ว่าทำมาจากถั่วเหลือง อาหารจะได้มีรสชาติที่ดีขึ้น อีกทั้งพรุ่งนี้นางยัง้าที่จะผูกมิตรสตรีบ้านข้างๆ หลี่อวิ๋นเจียวจึงสั่งให้ปี้ถังไปหาซื้อเครื่องเทศเพื่อที่จะนำไปทำอาหารต้อนรับเพื่อนบ้านใหม่
หลี่อวิ๋นเจียวกำลังปรับตัวกับชีวิตในสมัยโบราณ ในขณะเดียวกันกู้จือเสวี่ยกำลังออกรบกับพวกซยงหนู ราชวงศ์เป็ปรปักษ์กับพวกซยงหนูมาช้านาน เพราะปัญหาเื่พื้นที่ชายแดน ก่อนหน้านี้เคยมีการเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยข้อต่อรอง ด้วยการส่งองค์หญิงในราชวงศ์ไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี หากแต่ก็ไม่เป็ผล เขา จำเป็ต้องเด็ดหัวผู้นำฝั่งนั้นได้ ถ้าเขาทำสำเร็จแล้วล่ะก็อนาคตเขาจะยิ่งก้าวไกลเป็แน่
อย่างที่ทราบกันว่ากู้จือเสวี่ยนั้นมีพื้นเพมาจากชนชั้นธรรมดา พ่อของเขาคือซิ่วไฉ่ประจำหมู่บ้าน ขณะที่แม่ของเขาคือหญิงงามประจำเมือง หลังทั้งคู่แต่งงานกันก็ให้กำเนิดเขา กู้จือเสวี่ยและน้องสาวที่อายุห่างกับเขา เกือบ 10 ปี หากแต่ตอนหลังท่านพ่อกลับติดสุราอย่างหนักจนป่วยตายไปั้แ่เขาอายุได้ 12 ปี ขณะที่น้องสาวอายุได้ไม่ถึง 2 ปีเต็มด้วยซ้ำ
กู้จือเสวี่ยจึงเปรียบได้กับเป็หัวหน้าครอบครัวั้แ่ยังเด็ก เขาสมัครเขากองทัพั้แ่อายุ 13 ปี ในยามนั้นกู้จือเสวี่ยต้องขายทุกอย่างที่มีในบ้านเพื่อดั้งด้นมาเมืองหลวง โดยมาอยู่อาศัยที่บ้านของท่านอาเป็การชั่วคราว แต่การอยู่บ้านคนอื่นมันไม่ใช่เื่ง่าย เขาจึงต้องรีบหาบ้านเช่าให้เร็วที่สุด
จนวันหนึ่งเขาเดินอยู่ในตรอกเพียงลำพังหลังจากที่เขาทำงานเป็บ่าวรับใช้ประจำตัวคุณชายประจำคหบดีจากชายแดนท่านหนึ่ง เขาทำหน้าที่ในการดูแลคุณชายผู้นั้นระหว่างการเข้าร่วมสอบคัดเลือกใหญ่ แม้จะเป็ระยะเวลาไม่นานแต่ก็สามารถทำเงินได้ก้อนใหญ่
กู้จือเสวี่ยวัย 13 ปี รู้ดีว่าหลังจากนี้อีกเพียง 3 เดือนเขาต้องเข้าร่วมกองทัพ ทำให้เขานั้นทำงานเก็บเงินมือเป็ระวิงทั้งเช้าค่ำ เพื่อที่จะเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อที่มารดากับน้องสาวจะได้กินอยู่อย่างสุขสบาย
ถ้อยคำดูถูกมากมายที่เขาได้รับแต่นั้นก็เป็เพียงแค่ลมปาก สำหรับเด็กหนุ่มที่ต้องกลายเป็หัวหน้าครอบครัว หนทางในชีวิตเขามีทางเลือกไม่มากเท่าไหร่นัก และการเป็ทหารก็เป็อีกหนทางหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับเงินไวที่สุดและมั่นคงมากที่สุดเช่นกัน แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตตนเองก็ตาม
วันนี้เป็วันประกาศผลสอบ เขาตื่นแต่เช้ามืดไปยืนรอหน้ากระดานประกาศแต่เช้า หลังทราบผลสอบของคุณชายท่านนั้นเขาจึงรีบนำข่าวไปบอกกล่าวทันทีเพียงแต่คนจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมุ่งมาที่ที่เขาอยู่ กู้จือเสวี่ยจึงใช้ความสามารถของตนเองแทรกไปมา เขามีความจำที่ดีเลิศ ถนนหนทางที่ใดเชื่อมถึงกันบ้าง เขารู้หมด
กู้จือเสวี่ยในตอนนั้นเน้นความเร็ว เขา้าเงินรางวัล หากคุณชายท่านนั้นใจดีมอบเงินให้เข้าเพิ่มเติมคงจะดีไม่น้อย กู้จือเสวี่ยจึงเดินเข้าเส้นทางลัดซึ่งมีจุดมุ่งหมายไปที่โรงเตี๊ยมของคุณชายผู้นั้นเพียงแต่เขาโชคไม่ดีเจอพวกโจรดักปล้นเข้าเสียได้ ในตอนนี้ผู้คนต่างแห่กันไปที่ถนนอีกฝั่งหนึ่ง หากเขาโดนแทงตายอยู่ตรงนี้ย่อมไม่มีผู้ใดรู้แน่
“เขาเงินมันมา แล้วรุมกระทืบมันอย่าให้ถึงตายก็เป็พอ” สมาชิกหนึ่งในกลุ่มโจรกล่าว
กู้จือเสวี่ยเห็นท่าจะไม่ดีจึงรีบวิ่งหนีเพียงแต่ในตอนนี้พวกมันดักเขาไว้หมดแล้ว ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง
“พวกเ้าเป็บ้าไปแล้วหรืออย่างไร ถึงมาดักปล้นในกลางเมืองแบบนี้” กู้จือเสวี่ยใจดีสู้เสือ ลองข่มขู่พวกมันดู
“เฮ้ย เด็กนี่มันเอาเื่ไม่เบาเลยนี่ จับมัน” ว่าแล้วพวกโจรก็พากันวิ่งเข้าใส่กู้จือเสวี่ย เขาอาศัยว่าตนเองตัวเล็กกว่าพวกมัน หลบหนีมันออกมาได้ เขาวิ่งออกมาถนนใหญ่แล้วร้องขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง
ทันใดนั้นก็มีรถม้าคนหนึ่งโฉบมาอยู่ใกล้ๆ เขา มือขาวๆ ของคนผู้หนึ่งดึงหลังคอเสื้อของกู้จือเสวี่ยเอาไว้แล้วลากเขาขึ้นม้าทันที
“มันหายไปไหนแล้ว” พวกโจรยังไม่เลิกตามล่า พวกมันลอบสังเกตมาหลายวันแล้วว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีเงินทองไม่น้อยจากการทำงาน เนื่องจากคุณชายท่านนั้นเป็คนใจป้ำ ทำให้กู้จือเสวี่ยจึงได้รับเงินทองจำนวนมากกว่าปกติ
“ตามมันต่อไป อย่าให้มันไปแจ้งทางการได้” หนึ่งในพวกโจรกล่าว ก่อนจะรีบแยกย้ายกันตามมากู้จือเสวี่ยสุดชีวิต