ณ เวลาสามทุ่มกว่า เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรเซี่ยเฟิงแห่งนี้ยังมีแสงสว่างเลือนราง
แสงสุริยันบริเวณทางฝั่งทิศตะวันตกยังคงสาดแสงสีทองเหลืองอร่ามทะลุม่านเมฆบนท้องนภามาถึงที่นี่ ช่างงดงามเหลือเกิน
่เวลาสามทุ่มกว่า ๆ ของที่นี่ยังมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาบนท้องถนน
ที่นี่เหลือเพียงแค่กลุ่มคนทำงานกลางดึก ที่กำลังสาวเท้ากลับบ้านด้วยความเร่งรีบ
่เวลาสามทุ่มกว่า ๆ ไฟบนท้องถนนยังคงสว่างไสว
แสงสว่างสาดลงบนท้องถนนที่อยู่ด้านล่าง แสงไฟจาก้าสาดส่องลงบนพื้นจนเป็ทรงกลมเรียงรายไปตามทางเดิน
มีผู้คนเดินผ่านไปมาเป็ครั้งคราว บนท้องถนนมีเงายาวหนึ่งเงาปรากฏขึ้น
มองจากไกล ๆ รูปร่างของมันคล้ายกับถางหูลู่หนึ่งไม้
ลมหนาวพัดผ่านร่างของเขาจนทำให้เขาเกิดอาการขนลุกซู่ เขากระชับหมวกที่ติดกับเสื้อคลุมของตัวเองและเพิ่มความเร็วเพื่อสาวเท้าไปด้านหน้า
เขาเลี้ยวไปทางซ้ายของประตูใหญ่ของหมู่บ้านห้าวงแหวน มีตลาดกลางคืนตั้งอยู่ด้านหน้าซึ่งห่างออกไปราว ๆ ห้าร้อยเมตร
่กลางดึก สถานที่แห่งนี้เป็ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยากจะออกมาหาอะไรกินกลางดึก
เนื่องจากตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่่กลางดึก ดังนั้นบนถนนแห่งนี้จึงยังมีคนไม่มากเท่าไหร่นัก แม้แต่คนหาบเร่ที่กำลังตั้งแผงลอยก็กำลังเตรียมวัตถุดิบ และจัดเตรียมร้านของพวกเขาด้วยท่าทางไม่รีบร้อน
เซี่ยฮุยกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบแผงลอยร้านเต้าหู้เหม็นที่พร้อมให้บริการร้านหนึ่ง เขาเดินไปซื้อเต้าหู้เหม็นมาหนึ่งถ้วยและเริ่มเดินต่อพร้อมกับก้มหน้ากินไปพลาง ๆ
รสชาติของเต้าหู้เหม็นของเ้านี้ไม่เลวเลย รสชาติไม่ได้แตกต่างจากโลกก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก รสชาติที่คุ้นเคยทำให้เซี่ยฮุยรู้สึกคิดถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่อยู่ภายในใจ
หลังจากเดินวนไปรอบ ๆ ตลาด ท้องของเขาก็เริ่มยื่นออกมา เนื่องจากเทอาหารลงท้องเป็จำนวนมาก
มื้อนี้เขาใช้เงินเพียงแค่ 100 เหรียญเท่านั้น
ราคาของอาหารของที่นี่สบายกระเป๋ามาก!
ไม่แปลกใจเลยที่ตลาดกลางคืนจะคึกคักแบบนี้ทุกวัน
หลังจากกินอิ่มจนพุงป่อง เซี่ยฮุยก็ยกมือลูบท้องตัวเองและหมุนตัวเดินกลับหมู่บ้านทันที
ตอนที่เขาเดินกลับมาได้ครึ่งทาง จู่ ๆ หางตาของเขาก็มีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน สิ่งนั้นดึงดูดความสนใจเขาในทันที
“หืม?”
เซี่ยฮุยหยุดเดินและกวาดตามองอย่างพินิจพิเคราะห์
เขาไม่ได้รู้สึกไปเอง เพราะจากมุมมองที่มุมขวาของเขามีลูกศรสีเหลืองขนาดเล็กกำลังกะพริบอยู่
“นั่นมัน...”
เซี่ยฮุยชะงักไปเล็กน้อย จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้
นั่นมันแผนที่ในเกมไม่ใช่เหรอ?
เขามองลูกศรสีเหลืองที่อยู่ด้านล่างขวามือ เดิมทีมันคือพื้นที่โปร่งใสสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกมองข้าม
เซี่ยฮุยตกตะลึงไปชั่วขณะ ฟังก์ชันใหม่ปรากฏขึ้นมาอีกหนึ่งจุดแล้ว
หลังจากที่เขาชะงักไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาก็คลิกไปที่ลูกศรด้วยความชำนาญ กรอบไฟสี่เหลี่ยมเด้งขึ้นตรงหน้าเขาพร้อมกับข้อมูลหนึ่งแถว
“ตรวจพบไอเท็มที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็แต้มเสริมความแข็งแกร่งได้ในบริเวณใกล้เคียง 900m”
เซี่ยฮุยแอบชะงักไปอีกครั้งก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดเดิมด้วยท่าทางดีอกดีใจ
ก่อนหน้านี้เขากังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของ VIP เพราะไม่สามารถเก็บแต้มเสริมความแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ได้
สิ่งนี้สามารถนำไปแลกแต้มเสริมความแข็งแกร่งได้แบบนี้ มาได้เหมาะเจาะดีจริง ๆ
“900m”
เห็นได้ชัดว่านี่เป็ตัวเลขระบุตำแหน่งระยะห่างระหว่างเขาและไอเท็มชิ้นนั้น ส่วนลูกศรสีเหลืองคือตัวกำหนดทิศทาง
ทว่าแผนที่ที่อยู่บริเวณมุมหน้าจอไม่สามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นเขาจึงเห็นแค่เพียงอาคารที่อยู่ในรัศมี 50 เมตรเท่านั้น
เมื่อเห็นตำแหน่งของมันเซี่ยฮุยก็เพิ่มความเร็วและวิ่งไปที่บริเวณทางฝั่งทิศเหนือทันที
“ทางนี้เหรอ?”
หลังจากวิ่งผ่านถนนมาได้สองสามสาย เขาก็มองตำแหน่งหัวลูกศรสีเหลืองพร้อมกับขดขมวดคิ้วเข้าหากัน
“หวังว่าจะไม่ใช่ที่นั่นนะ!”
หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่นาที เขาก็เข้ามาใกล้ในระยะรัศมี 200m
เซี่ยฮุยยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าตรอกเล็ก ๆ ที่คุ้นเคย เขาแอบรู้สึกลังเลเล็กน้อย
แต่เมื่อนึกถึงของที่จะสามารถนำไปแลกแต้มเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้ รวมถึงความสามารถที่เขาพอจะมีอยู่บ้าง
เซี่ยฮุยกัดฟันแน่นและสาวเท้าเข้าไปด้านในตรอกที่อยู่ตรงหน้าทันที
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว!
การมองเห็นจึงค่อนข้างพร่ามัว ตรอกเส้นนี้ไม่มีโคมไฟส่องทาง จึงทำให้รู้สึกราวกับว่าตรอกแห่งนี้อยู่คนละโลกกับด้านนอก
เซี่ยฮุยค่อย ๆ ก้าวเท้าไปด้านหน้าเพื่อตรงไปที่เป้าหมายอย่างระมัดระวัง
ตรอกเส้นนี้มีความยาวแค่ 100m เท่านั้นซึ่งไม่นับว่าเป็ทางเดินที่ไกลเท่าไหร่นัก
ด้านในสุดมีสวนสาธารณะที่ถูกปล่อยร้าง
ตอนนี้เซี่ยฮุยเดินเข้ามาจนสุดซอยแล้ว เขามองไปด้านหน้าพลันคิดว่าของที่เขากำลังตามหาอยู่คงอยู่ด้านในนั้น
มีคนอยู่ในนั้นเหรอ?
จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นข้างหู เซี่ยฮุยจึงระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
ภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวาง แม้แต่สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างม้านั่งก็น้อยนิดจนน่าเวทนา
มีชิงช้าเหลืออีกแค่ไม่กี่ตัวที่อยู่ด้านในนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเชือกที่ตรึงไว้ก็ดูเหมือนพร้อมที่จะขาดได้ทุกเมื่อ แม้แต่โคมไฟส่องทางเพียงดวงเดียวที่ดูเหมือนจะอยู่ในสภาพดีก็ยังกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลา
เซี่ยฮุยไม่ได้เดินออกมาทันทีที่เข้ามาถึง เขาหันหลังชนเข้ากับกำแพงและกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาต้นเสียงที่ดังอยู่ด้านหน้า
เขาพบว่าบนพื้นที่ว่างที่อยู่ด้านในสวนสาธารณะ
มีชายกำยำร่างโปร่งแสงเจ็ดแปดคนถือท่อเหล็กและมีดอยู่ในมือ คนเ่าั้กำลังล้อมเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไว้ตรงกลาง
“ผีเหรอ?”
ชายร่างกำยำที่ยืนอยู่ตรงหน้าเ่าั้มีร่างกายโปร่งแสง อีกทั้งยังสามารถมองทะลุร่างของพวกมันได้
ห่างออกไปไม่ไกลเขาเห็นป๋ายอิ่งกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าซีดเซียวไร้เืฝาด
ดวงตาทั้งคู่ดำทมิฬราวกับเป็หลุมลึกที่ไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดได้ ริมฝีปากมีโลหิตสีแดงสดเลอะอยู่ ภาพนั้นทำให้คนรู้สึกขนหัวลุกขึ้นมา
เซี่ยฮุยถลึงตามองป๋ายอิ่งและจ้องมองรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นที่เธอสวมใส่
คงเป็เพราะรู้สึกได้ว่ามีสายตาของใครกำลังจ้องมองมา ป๋ายอิ่งจึงหันมามองเขาพร้อมกับแสยะยิ้มด้วยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด
“หึหึ...”
ฟันสีขาวสะอาดสะอ้านที่เผยให้เห็นก่อเกิดแสงสว่างเย็นะเืภายใต้แสงจากโคมไฟภายในสวนสาธารณะแห่งนี้
“เธอเห็นฉันแล้ว”
แม้ว่าอีกฝ่ายจะหันมามองเขาแค่ปราดเดียว และหันกลับไปมองกลุ่มผู้ชายที่กำลังยืนล้อมเด็กสาวเ่าั้ต่อ
แต่เซี่ยฮุยก็รับรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเห็นเขาแล้ว
เซี่ยฮุยเหลือบมองผู้หญิงที่ถูกล้อมคนนั้น
หญิงสาวที่มีความเท่อยู่ในตัว ผมยาวของเธอถูกมัดเป็หางม้าสองข้าง เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่คือชุดออกกำลังกายแบบผู้ชาย
การเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ 7-8 คนเ่าั้ไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวแม้แต่น้อย
สายตาของเธอยังคงจ้องมองคนเ่าั้ด้วยท่าทางขึงขัง เธอควงไม้กระบองในมือไปมาเพื่อป้องกันตัวเองจากกลุ่มคนที่ยืนห้อมล้อมอยู่
ตอนที่เขากำลังจ้องมองอย่างระมัดระวัง จู่ ๆ เซี่ยฮุยก็แสดงอาการประหลาดใจออกมา
หญิงสาวคนนั้นคือเจี่ยปิงอวี่เพื่อนโต๊ะเรียนข้างเขานี่เอง
เป็เพราะเธอใส่ชุดแตกต่างจากที่เขาเคยเห็น ดังนั้นตอนแรกเขาจึงไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือเจี่ยปิงอวี่
เมื่อเห็นท่าทางของเจี่ยปิงอวี่ที่กำลังมองหาโอกาสและใช้ไม้กระบองฟาดเข้าใส่ร่างของชายกำยำโปร่งแสงเ่าั้ เซี่ยฮุยก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ช่างเป็พลังที่เกินจริงอะไรขนาดนี้ แม้แต่ิญญาก็ยังใช้ไม้ฟาดได้
ดูเหมือนว่าเป็เพราะสามารถสังหารชายร่างกำยำไปได้หนึ่งคน เจี่ยปิงอวี่จึงเจอจุดอ่อนของพวกมัน
เธอหมุนตัวและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม้กระบองในมือของเธอเดี๋ยวสั้นเดี๋ยวยาวสลับกันไปมา เธอค่อย ๆ ขยับไปจัดการกับชายกำยำเ่าั้ทีละคน
วินาทีต่อมาร่างกำยำที่ห้อมล้อมเธอไว้ก็มลายหายไปกับอากาศ
เมื่อเห็นทหารตัวน้อยของตัวเองถูกเจี่ยปิงอวี่จัดการจนหมด ป๋ายอิ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอเคลื่อนตัวไปหาเจี่ยปิงอวี่และเอ่ยปากพูดเนิบ ๆ
“ไม่เสียแรงที่ได้เป็ทลายรุ่งอรุณในตำนาน ถึงแม้ว่าจะเป็แค่ผู้ช่วย แต่พลังการต่อสู้ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี”
เจี่ยปิงอวี่มองป๋ายอิ่งที่ขยับเข้ามาใกล้เธอด้วยความระมัดระวัง พลันกล่าวด้วยเสียงเยือกเย็น “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เอาของออกมา”
“หึหึ”
ป๋ายอิ่งยืนห่างจากเจี่ยปิงอวี่ห้าเมตร เธอกระตุกยิ้มด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ความแข็งแกร่งของเธอไม่เลวเลย แต่เธอน่ะ...ไร้เดียงสาเกินไปนะ”
ตอนที่ป๋ายอิ่งพูดคำว่า “ไร้เดียงสา” ออกมา ร่างของเธอก็พุ่งตัวออกมาเพื่อโจมตีเจี่ยปิงอวี่ทันที
มือของเธอโผล่ออกมาจากแขนเสื้อยาว มือข้างหนึ่งเปลี่ยนเป็กรงเล็บที่แหลมคม
เธอพุ่งตัวออกมาด้วยความรวดเร็ว ระยะห่างที่ห่างกันไม่กี่ก้าวทำให้เงาของป๋ายอิ่งเคลื่อนไหวได้เร็วมากราวกับเปิดใช้วาร์ป กรงเล็บของเธอตะปบเข้าใส่ใบหน้าสะคราญตาของเจี่ยปิงอวี่
เมื่อเห็นป๋ายอิ่งกำลังโจมตีเข้าใส่ ใบหน้าของเจี่ยปิงอวี่ก็แสดงออกถึงความเ็าที่มากขึ้น
เธอไม่ได้รู้สึกแตกตื่นทว่ากลับสไลด์เท้าเบี่ยงตัวไปข้าง ๆ เพื่อหลบกรงเล็บของป๋ายอิ่งที่กำลังตะปบเข้าใส่
วินาทีที่เธอหลบการโจมตี จู่ ๆ ป๋ายอิ่งก็เปลี่ยนกระบวนท่าอย่างฉับพลันราวกับรู้ั้แ่เนิ่น ๆ ว่าเจี่ยปิงอวี่จะหลบการโจมตีของเธอ เธอพลิกข้อมือเพื่อเรียกพลังิญญาชั่วร้ายอันแข็งแกร่ง และพุ่งตัวเข้าไปเพื่อใช้มือจับไปที่ใบหน้าของเจี่ยปิงอวี่
สีหน้าของเจี่ยปิงอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ร่างของเธอยังไม่ทันได้ตั้งหลักและไม่สามารถหลบการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ได้ เธอจึงทำได้เพียงแค่ต้านการโจมตีไว้
เจี่ยปิงอวี่ยกมือซ้ายที่ไม่มีอาวุธขึ้นมาขวางด้านหน้าเพื่อต้านกรงเล็บของป๋ายอิ่ง
วินาทีต่อมาสีหน้าของเจี่ยปิงอวี่ก็เริ่มแสดงอาการตื่นตระหนกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบถอยหลังออกไปหลายก้าวเพื่อรักษาระยะห่างจากป๋ายอิ่งไว้หลายเมตร ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่
“เลวทราม!”
เจี่ยปิงอวี่มองแขนเสื้อฝั่งซ้ายของตัวเองที่ถูกกรงเล็บของอีกฝ่ายฉีกจนขาด
บนแขนของเธอมีาแห้าเส้นแต่ไม่ได้ลึกเท่าไหร่นัก โลหิตสีดำประหนึ่งหมึกไหลทะลักออกมาอย่างไม่หยุด บัดนี้แขนของเธอไร้ความรู้สึกไปแล้ว
“น้องสาวตัวน้อย เธอนั่นแหละที่ไร้เดียงสา”
ป๋ายอิ่งยิ้มเยาะเจี่ยปิงอวี่ “ฉันว่าเธอยอมแพ้แล้วยอมให้ฉันจับซะดี ๆ เถอะ ถ้าหน้าสวย ๆ ของเธอถ้าหากโดนกรงเล็บของฉันโดยไม่ทันได้ระวัง เ้านายของฉันคงรู้สึกปวดใจแย่เลยนะ”
“เธอตั้งใจหลอกล่อให้ฉันมาที่นี่! เ้านายของเธอคือใคร?”
เจี่ยปิงอวี่รู้สึกประหลาดใจ “คิดไม่ถึงเลยว่าผีแบบเธอจะเลือกเป็ลูกน้องของคนอื่นด้วย”
“หึ!”
ดูเหมือนว่าคำพูดของเจี่ยปิงอวี่จะแทงใจดำเธอไม่น้อย ป๋ายอิ่งเก็บกรงเล็บของเธอกลับเข้าไปจนทำให้มือของเธอกลับมาอยู่ในสภาพปกติอีกครั้ง “เลิกพูดจาไร้สาระสักที เอาเป็ว่าฉันจะช่วยจัดการปัญหานี้ให้เธอก็แล้วกันนะ”
พูดจบป๋ายอิ่งก็แสยะยิ้มออกมา ฝ่ามือของเธอแหวกอากาศออกไปจนเกิดเสียงลมหวีดดังขึ้นขณะตบไปที่ร่างของเจี่ยปิงอวี่
สีหน้าของเจี่ยปิงอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอรีบถอยออกไป 3-4 ก้าว หลังจากหลบฝ่ามือของป๋ายอิ่งได้สำเร็จก็รีบอ้อมไปอยู่ด้านข้างของป๋ายอิ่ง เธอกระชับไม้กระบองที่อยู่ในมือขวาไว้แน่นจากนั้นก็ฟาดมันไปที่หัวของป๋ายอิ่งอย่างสุดแรง
ป๋ายอิ่งหัวเราะด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น เธอใช้ฝ่ามือยื่นออกไปรับราวกับเล่นตบแปะ การโจมตีของเจี่ยปิงอวี่ที่ถูกส่งออกไปสุดแรงมลายหายไปภายในชั่วพริบตา
ในเวลาเดียวกันป๋ายอิ่งก็ใช้ฝ่ามือของเธอทุบไปที่ท้ายทอยของเจี่ยปิงอวี่
“เธอ!”
การเคลื่อนไหวของเจี่ยปิงอวี่หยุดชะงัก ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็ความมืดก่อนจะสลบไปในเวลาต่อมา
ป๋ายอิ่งมองร่างของเจี่ยปิงอวี่ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นด้วยท่าทางเย้ยหยัน เธอเอียงคอสลับซ้ายขวาจากนั้นก็หันมามองเซี่ยฮุยที่ยืนดูฉากต่อสู้อยู่ข้าง ๆ
“เ้าหนู ดูพอหรือยัง”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเดินออกมาจากตรอกเล็ก ๆ สีหน้าของป๋ายอิ่งก็เปลี่ยนเป็ความประหลาดใจเล็กน้อย
“นายนี่เอง! นี่ยังไม่ตายอีกเหรอ?”
สีหน้าของป๋ายอิ่งแอบแฝงไปด้วยความตื่นเต้น “ดูเหมือนว่าบนตัวของนายคงจะมีความลับอยู่สินะ”
“บนตัวของเธอก็มีความลับเหมือนกันสินะ”
เซี่ยฮุยเหลือบมองพิกัดที่อยู่บนแผนที่ซึ่งอยู่ตรงกับตำแหน่งของป๋ายอิ่งที่อยู่ตรงหน้า แค่นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าของที่เขากำลังตามหาอยู่บนตัวเธอ
เดิมทีเขาคิดว่าจะรอให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยหาเวลามาฆ่าป๋ายอิ่งเพื่อจบภารกิจที่ได้รับ
คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ทันได้มีเวลาตั้งตัวแบบนี้
“หึหึ”
ป๋ายอิ่งมองเจี่ยปิงอวี่ด้วยความสนใจ
มือของเธอแกว่งไปมา จากนั้นหินผลึกซึ่งเป็เพชรสีขาวก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเธอ “นายมาที่นี่เพราะสิ่งนี้เหมือนกันสินะ?”
ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะได้พูดอะไร ป๋ายอิ่งก็พูดต่อไปว่า “ดูเหมือนว่ามนุษย์แบบพวกนายจะรู้ประโยชน์ของหินผลึกศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว เ้าหนู แม้แต่ตัวนายเองก็อยากได้มันเหมือนกันสินะ?”
เซี่ยฮุยพยักหน้าเพื่อยืนยันคำตอบว่าเขา้ามันจริง ๆ
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับมาแบบไม่อ้อมค้อม ป๋ายอิ่งก็รู้สึกกระดากใจที่จะเก็บมันกลับไป
เธอจึงยิ้มให้เซี่ยฮุยด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “รอดมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่รู้จักรักษาชีวิตเล็ก ๆ ของนายไว้ให้ดี แถมยังดันทุรังเดินทางมาถึงที่นี่ วันนี้ไม่ว่านายจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ แต่ชีวิตของนายคงต้องจบลงที่นี่แล้วล่ะ”
“ใครกันแน่ที่ต้องจบลงที่นี่ พูดให้มันดี ๆ”
แรงกดดันที่ถูกส่งออกมาจากป๋ายอิ่งทำให้เซี่ยฮุยก้มหน้าลงเล็กน้อย ร่างของเขาแอบสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
มันไม่ได้เกิดจากความกลัวแต่เป็เพราะเขาไม่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองได้
ไม่มีทางให้ถอยแล้ว
ในเมื่อมาอยู่ในสนามจริงขนาดนี้ ไม่ฉันก็เธอนั่นแหละที่ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!
เซี่ยฮุยกำหมัดแน่นจากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของเขาเป็ประกายราวกับคบเพลิงที่กำลังถลึงตามองป๋ายอิ่งอย่างไม่หวั่นเกรง
เซี่ยฮุยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “วันนี้...ที่นี่จะกลายเป็สถานที่กักขังิญญาของเธอ”