หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 ตอน เดินทางไกล 13

            หมอกกำลังรวมตัวกัน

            นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นจื่อและซูเจินเดินทางมายังป่าทึบเช่นนี้ในป่าทึบมีอันตรายมากมายที่ทั้งคู่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เพราะความไม่รู้นี่เองจึงทำให้ไม่มีอันตรายใดๆที่สามารถรบกวนจิตใจของพวกเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นจื่อยังเป็นมือกระบี่ผู้แข็งแกร่งอีกด้วย

            ซูเจินไม่รู้สึกกังวลเลย

            จู่ๆก็มีเสียงคำรามของสัตว์ที่เขาไม่รู้จัก

            อวิ๋นจื่อไม่รู้ว่านั่นคือเสียงอะไรแต่กลับมีคำผุดขึ้นในหัวของนาง นั่นคือ ซวนหนี่

            จู่ๆ นางก็รู้สึกเหมือนมีภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในหัว

            แล้วซวนหนี่คืออะไร?

            นางจำได้ว่ามันคือสัตว์อสูรชนิดหนึ่งดูเหมือนจะเป็นสัตว์พาหนะของใครบางคน

            มันมีขนสีทองและดวงตาสีทอง

            สายตาของนางเหม่อลอยเล็กน้อย

            “อวิ๋นจื่อข้าต้องพึ่งพาฝีมือของเจ้าเพื่อให้พวกเรารอดออกไปได้ เจ้าต้องตั้งสมาธิให้ดี”เสียงของซูเจินดังขึ้น

            อวิ๋นจื่อได้สติทันที

            นางยิ้มบางๆ และกล่าวว่า“สิ่งนี้ไม่สามารถจัดการได้ด้วยทักษะกระบี่ของข้า หากทำเช่นนั้นเราทั้งคู่จะไม่สามารถออกไปได้”

            ทันทีที่นางพูดจบสัตว์ตัวใหญ่ที่มีขนสีทองและดวงตาสีทองก็ปรากฏตัวขึ้น

            “นี่คืออะไร?มันดูเหมือนสิงโต” ซูเจินกระซิบ

            “มันคือซวนหนี่”อวิ๋นจื่อกล่าวเบาๆ แล้วหยิบขลุ่ยออกมา

            “ซวนหนี่หรือ? มันคือตัวบ้าอะไร?”

            เสียงของซูเจินสั่นสะท้านขณะนี้ซวนหนี่กำลังวิ่งตรงมายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่

            จู่ๆ เสียงขลุ่ยของอวิ๋นจื่อก็ดังขึ้น

            “แสวงหาสถานที่เงียบสงบไม่รู้สึกว่าเส้นทางอยู่ห่างไกล

            เมฆโอบล้อมหน้าผาสีเขียวเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานจะค่ำแล้ว

            ข้าเดินทางผ่านเขามาสามสี่ยอดเดินทางบนถนนที่เคี้ยวคดวกวนเป็นหมื่นรอบ

            ในความเงียบสงัดของภูเขาอันห่างไกลได้ยินเพียงเสียงลิง เมฆและหมอกหนากระจายตัวออกจากกันเมื่อเดินผ่าน

            ดวงจันทร์อันสว่างไสวห้อยอยู่เหนือต้นสนสูงหุบเขาที่ว่างเปล่าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมของฤดูใบไม้ร่วง

            ในหุบเขาลึกมีหิมะที่ทับถมกันมานับพันปีมองเห็นหน้าผาแตก น้ำพุเย็นเยียบไหลทวนกระแสน้ำ

            ยอดและชะง่อนผาที่สวยงามพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้ามองไปรอบๆ ย่อมรู้สึกเวียนหัว

            เสียงเรียกหากันดังข้ามภูเขาทันใดนั้นข้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะ

            หลังจากเยี่ยมชมหุบเขาอันเงียบสงบนี้แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าความเงียบและความสบายใจคืออะไร?

            ตลอดทั้งคืนมีความสุขมากแต่ก่อนรุ่งสางข้าจำต้องบอกลาอย่างจำใจ”

            นี่เป็นเพลงที่จืดชืดมากสำหรับซูเจินมันไม่ได้กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เลย

            แต่ซวนหนี่ที่อยู่ตรงหน้าทำให้ซูเจินไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้มันมองมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชา 

            เมื่อเห็นเช่นนี้อวิ๋นจื่อก็เป่าเพลงอื่นต่อ

            “ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนริมทะเลสาบตะวันตกถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียว

            ภูเขาและที่ราบเต็มไปด้วยความงามหลากสีสันกลีบของบุปผาที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นย่อมเหี่ยวเฉาไปตามกาล 

            ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วความคิดที่จะเข้าร่วมกองทัพก็เหมือนกับปุยเมฆ ผู้เฒ่าล้วนหวาดกลัวที่จะเขียนบทกวีให้กับบุตรหลาน 

            ข้ารู้ว่าเจ้าจัดงานเลี้ยงที่ริมทะเลสาบเฝ้ารอเพื่อนเก่ามาร่วมดื่ม

            ห่างออกไปหลายพันลี้เจ้ายังนำความรักในฤดูใบไม้ผลิมาให้ และทุกครั้งที่ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ข้าก็รู้สึกกังวล

            หิมะเริ่มละลายแล้ว ภูเขาปกคลุมไปด้วยสีเขียวดอกไม้บานสะพรั่ง ริมแม่น้ำมีแสงแดดสดใสของเดือนสอง

            ยังจำได้ว่าตอนยังเด็กเราร่วมดื่มในฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้หญ้ากลายเป็นสีเขียวเหมือนผ้าไหมแล้ว

            ในฐานะแขกจากต่างเมือง ข้าวของและรูปร่างลักษณะของมนุษย์ย่อมแตกต่างกันไปรูปร่างลักษณะของคนตะวันออกล้วนมีเสน่ห์ ยากที่จะตัดใจ”

            ท่าทีของสัตว์อสูรดูเปลี่ยนไปทันทีมันเอาหัวถูเข้ากับกระโปรงของอวิ๋นจื่อและส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาราวกับกำลังรู้สึกผิด

            อวิ๋นจื่อตกใจมาก

            นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเป่าขลุ่ยต่อ

            “ทะเลสาบตะวันตกและไร่หัวไชเท้าสีเขียวพบได้ในโลกที่เปราะบางของมนุษย์ 

            เดินทางไปและกลับจากกระท่อมทาสีเรือและหัวเราะไปกับสายฝนและแสงแดด

            เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ตลาดราชวงศ์หมิงที่สะพานหินก็คึกคักตั้งอยู่ท่ามกลางหมอกดูราวกับเมืองสวรรค์

            เมื่อได้ดื่มสุราและชมทิวทัศน์ทุกอย่างก็แลดูงดงาม อิงฮวาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลความโกลาหล

            หัวใจและจิตวิญญาณของฤดูใบไม้ร่วงเปรียบได้กับความฝันแต่มันก็เย็นชา ขุ่นมัว และว่างเปล่า 

            มองเห็นลำธารและหินแห่งความรักที่ดูเงียบสงบเขียนบทกวีหลังจากดื่มสุราหนึ่งจอก รอให้ลมตะวันตกพัดมา”

            สัตว์อสูรดูเหมือนจะชอบใจมันเลียข้อมือของหญิงสาวด้วยท่าทีสนิทสนม

            อวิ๋นจื่อตกใจกลัวสุดขีด

            ว่ากันว่าซวนหนี่เป็นสัตว์อสูรที่ดุร้าย

            แต่เหตุใดสัตว์อสูรตัวนี้ถึงไม่เหมือนที่นางเคยได้ยินมา?

            หวังว่ามันคงจะไม่ทำร้ายนางกับซูเจิน

            สัตว์อสูรเอาหัวถูเข้ากับมือของอวิ๋นจื่ออยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็คาบและดึงชายเสื้อของนางอย่างแผ่วเบา ด้วยเหตุผลบางอย่างน้ำตาสองสามหยดร่วงหล่นจากดวงตาที่สดใสของมัน ทำให้ชายเสื้อของนางเปียกเล็กน้อย

            สัตว์อสูรส่งเสียงครวญครางสองสามครั้งก่อนจะมองนางด้วยสายตาเศร้าโศกและจากไปอย่างรวดเร็ว 

            หลังจากที่สัตว์อสูรจากไปแล้วซูเจินก็ยิ้มและกล่าวว่า “ถ้าข้าไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆข้าคงคิดว่าเจ้ากับสัตว์อสูรตัวนั้นเคยรู้จักกันมาก่อน”

            “จะเป็นไปได้อย่างไร? ข้าเพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรก” หญิงสาวกล่าว

            ซูเจินรู้สึกประหลาดใจมาก“นี่แสดงว่าเจ้ามีความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูร ข้าต้องบอกเรื่องนี้กับเย่เช่อ เผื่อเขาจะฝึกฝนให้มันกลายเป็นนักฆ่าได้”

            อวิ๋นจื่อถามเสียงต่ำ“จริงหรือ?”

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีกังวลซูเจินก็เปลี่ยนเรื่องทันที “เอาล่ะ เราจะออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”

            จู่ๆ อวิ๋นจื่อก็กระซิบว่า“ซูเจิน ข้ารู้สึกเหนื่อยมาก เหตุใดเราไม่กลับไปที่เมืองหยงโจวล่ะ?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูเจินก็โกรธมาก

            เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวว่า“เจ้าต้องทนให้ได้!”

            ถึงอย่างไรการต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมทำให้อวิ๋นจื่อที่เคยอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายมาตั้งแต่เด็กรู้สึกทนไม่ไหวตอนที่นางอยู่ในวัง นางมีชางอู่หลิงคอยปกป้องอยู่เบื้องหลัง

            ต่อมาเมื่อสถานการณ์ในวังเปลี่ยนแปลงไปตระกูลมู่ก็ดูแลนางเป็นอย่างดี แม้ว่าในภายหลังนางจะไปร่ำเรียนวิชากระบี่ที่สำนักชิงซานแต่นางก็ยังได้รับการปกป้องจากประมุขตระกูลมู่ แถมยังมีการคุ้มครองของเย่เช่ออีก

            แม้กระทั่งตัวหมากที่ท่านลุงอวิ๋นเซียวทิ้งไว้ก็ยังคอยปกป้องนางอย่างลับๆ 

            อวิ๋นจื่อรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายและคนส่วนใหญ่ก็มักปกป้องนางอยู่เสมอ

            แม้กระทั่งซูเจินก็ยังเป็นคนหนึ่งที่คอยปกป้องนาง

            แต่ในขณะนี้คนเดียวที่สามารถปกป้องอวิ๋นจื่อได้ก็คือตัวนางเองหรือไม่ก็กระบี่ในมือของนาง

            อวิ๋นจื่ออาจไม่คุ้นชินกันสถานการณ์แบบนี้จึงไม่แปลกที่นางอยากกลับไปที่เมืองหยงโจว

            ‘ข้าควรทำอย่างไรให้หญิงสาวคนนี้มีความมุ่งมั่นและกล้าหาญมากขึ้น?’

            ซูเจินจมอยู่ในความคิดของตัวเอง 

            อวิ๋นจื่อถามว่า “ซูเจิน เจ้าว่าข้าไร้ค่าหรือไม่?”

            ซูเจินไม่สนใจนาง

            อวิ๋นจื่อกล่าวต่อว่า “ผู้คนมากมายต้องการช่วยข้า พวกเขาถึงขั้นวางแผนเส้นทางในอนาคตให้ข้าด้วยแต่จู่ๆ ข้าก็รู้สึกไม่อยากเดินหน้าต่อ”

             “เพราะเหตุใด?” ซูเจินถาม

            “เพราะข้ารู้สึกว่าชีวิตเช่นนั้นไม่มีความหมายเลยข้าไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งข้าจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความแค้น ข้าไม่ควรมีชีวิตเช่นนั้นเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

            ซูเจินกล่าวว่า “ข้าไม่เข้าใจ เจ้าลองอธิบายอีกสักหน่อย”

            ทันใดนั้นอวิ๋นจื่อก็ถามว่า“เจ้าเกลียดเจ้าสำนักคนก่อนของสำนักชิงซานหรือไม่?”

            “แน่นอนข้าเกลียดมันแทบตาย เสียดายที่มันถูกศัตรูฆ่าตายไปแล้วเสียดายที่ข้าไม่ได้ฆ่ามันด้วยตนเอง!”

            “ซูเจินข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

            “แล้วเจ้าหมายถึงอะไร?”

            อวิ๋นจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า“ไม่รู้สิข้ารู้สึกราวกับว่าเห็นดอกไม้ดอกหนึ่งและอยากจะเด็ดมันแต่เจ้าบอกว่าข้าเด็ดดอกไม้ดอกนั้นไม่ได้ อารมณ์ความรู้สึกของข้าก็คงเป็นเช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้”

            ซูเจินยังคงไม่เข้าใจ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจคำกล่าวของเจ้านักเจ้าช่วยกล่าวให้ตรงไปตรงมากว่านี้หน่อยได้หรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อเม้มปาก “เจ้าเคยบอกข้าไม่ใช่หรือว่าให้ข้าหัดใช้สมองเสียบ้าง? แล้วตอนนี้สมองของเจ้าอยู่ที่ใด?”

            ตอนนี้หมอกที่เคยรวมตัวกันอย่างหนาแน่นได้หายไปเกือบหมดแล้วดวงอาทิตย์ขึ้นสูง แสงแดดส่องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้และใบไม้ เสียงการสนทนาของทั้งสองถูกส่งผ่านไปตามสายลมและดังก้องอยู่ในป่าทึบอันเงียบสงบจากนั้นก็ค่อยๆ หายไปกับความว่างเปล่า

            เสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงน้ำในลำธาร

            ลมในป่าทึบอ่อนโยนและสงบนิ่งส่วนรอบข้างก็ดูไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668